You are currently browsing the category archive for the ‘Personal’ category.

เออ คืนนี้ค่อยดูดีขึ้นหน่อยนะเจ้าบล็อค หลังจากหน้าตาดูไม่ได้มาหลายวัน
ตั้งกะเปลี่ยนรูปแบบ จะ Add Entry ก็หาที่ไม่เจอ
 
 
****************************
 
 
เมื่อวานญาติลูกสาวน้า วานให้ช่วยหาเพลงเปิดและเพลงปิดการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Garasu No Kamen หรือชื่อในภาษาปะกิตว่า Glass Mask หรือชื่อในภาษาไทยแปลตรงตัวว่า หน้ากากแก้ว ให้เก๋หน่อยก็ นักรักโลกมายา การ์ตูนดังเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว เรื่องของเรื่องคือ ลูกสาวกำลังฮิตติดจอยูบีซีอยู่
 
พอจะมีเวลาว่างเลยนั่งเซิร์สหาให้ นึกขึ้นได้ว่า ควรรู้ชื่อภาษาญี่ปุ่นด้วย เพื่อเป็นตัวช่วยในการหา เลยโทรไปถาม แหม…ชีได้ที เลยขอแถมมาอีกตั้งหลายเรื่อง ทั้ง Moomin, My Neighbour Totoro และ Pokemon แต่ขอโทษเถอะ หาแค่เรื่องเดียวจนปวดตาแล้วยังไม่เจอเลย ไอ้เว็บที่ว่า เต็มไปด้วยเพลงการ์ตูนญี่ปุ่น ก็ดั๊นไม่มีเรื่องนี้ ตรูละเซร็ง พอๆ ไม่เอาแระ ไม่อยากสายตาเสื่อมมากไปกว่านี้
 
เช้านี้ แม่จ่ายกับข้าวไม่เยอะ เลยได้กลับบ้านเร็ว ทำให้มีเวลาทำงานได้เสร็จเร็วขึ้น ด้วยความที่ทำอะไรแล้ว ต้องเต็มที่ เอาว่ะ หาเพลงต่อ คราวนี้ตั้งใจรื้อค้นให้หมดทุกหน้าที่ Google มันค้นออกมาได้เลย ฮึ ระหว่างที่เริ่มจะปวดตาอีกแล้วนั้น เฮียเชน (ณ อุ้มรัก ที่ไม่ใช่กิ๊กใครบางคน) ก็เอ็มมา บอกว่ามีเพลงเกี่ยวกับแม่จะแจก เอาให้ยกมือขึ้น ฮีอารมณ์อยากแจกเพลงค่ะวันนี้ ยังมีแถมอีกด้วยนะว่า ใครอยากได้เพลงอารัยบอกมาเลย "จริงเหรอ งั้นเฮียหาเพลงหน้ากากแก้วให้หน่อยดิ" เราคีย์ตอบแหย่แกไปงั้น แต่…หลังจากขอข้อมูลและเงียบหายไปพักนึง กรี๊ด….ฮีหามาให้ได้ด้วยอะ แม้เพลงปิดจะได้มาเป็น avi ก็ยังดีกว่าไม่มี
 
"หามาได้ไงเฮีย" เราถามหยั่งเชิง แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าแกไม่บอกหรอก
"ไม่บอก" น่าน เป็นไปตามคาด
อัดโด่ ไม่บอกก็ไม่ง้อหรอก เบร่
 
หลังจากแปลงไฟล์ avi ที่ได้มาให้เป็น mp3 แล้ว ขณะที่เอาเม้าส์ไปจ่อไฟล์เพื่อจะลบไฟล์ทิ้ง มันก็มีหน้าต่างแบบ Tool Tip ขึ้นมา แสดงรายละเอียดของไฟล์ไว้ โฮ่ะๆ ด้วยความบังเอิญนี้เอง ทำให้เรารู้ว่าเฮียแกได้เพลงมาได้ยังไง
 
แหม เว็บนี้ดีจริงๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ์ตูนได้ดีมาก ทำให้เราได้เพลงจากเรื่อง My Neighbour Totoro และ Pokemon มาอีกเพียบเลยอ่ะ Mission นี้ก็เป็นอัน achieve ไป
 
 
Mission ต่อไป คือ การลับมีดอีโต้ ก็ไม่รู้จะ possible แค่ไหน
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
09/08/06
โอ้ว…คำ(ดาบซามูไร)คม บาดใจเจงๆ
 
*******************************
 
เมื่อวานสายไปหา พี่อ้อย ที่ สนพ. โลกหนังสือ ตามที่นัดกันไว้ว่า จะไปโชว์ตัวและผลงาน ทางไปสนพ. สะดวกมาก เพราะไม่ซับซ้อนและไกลบ้าน นั่งรถเมล์ยังไม่ทันได้หลับครึ่งตื่น แล้วต่อมอเตอร์ไซค์เข้าซอยอิสรภาพ 29 อีกเศษสามส่วนสี่อึดใจก็ถึงแล้ว
ไปถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อย ออฟฟิศที่นี่สะอาดสะอ้านมาก จนเราไม่คิดว่าจะใส่รองเท้าเดินขึ้นไปถึงห้องทำงานพี่เค้าได้เลยนะนั่น ขนาดพนักงานบอกแล้วว่า ใส่เข้ามาได้ เรายังเต็มใจถอดไว้ก่อนขึ้นชั้นสองเล้ย (นึกว่าใส่เข้ามาได้แค่ชั้นล่าง)
ได้เจอพี่อ้อยและหุ้นส่วน คือ พี่สิริวิมล (ความจริงทั้งเราและสองคนนี้ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เราเรียก "พี่" เพราะให้เกียรติ ในฐานะที่มีประสบการณ์(ทางด้านทำหนังสือ)มากกว่าเรา) หน้าตา ท่าทาง อัธยาศัยดีทั้งคู่ เนื่องจากถูกสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ไปบ้างแล้ว พี่เค้าเลยขอดูผลงานที่เคยทำมา เราก็ควักออกมาจากกระเป๋าทั้งปึกอย่างไม่รีรอ ทั้งงานจัดหน้า งานเขียน และงานแปล
พี่ๆ เค้าก็ดูงานไป ถามโน่นนี่ไป พี่สิริวิมล เปิดไปเห็นคอลัมภ์เกมส์ที่เราเขียนให้หนังสือ "บ้านเด็ก" แกเห็นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้ เลยปิ๊งไอเดีย อยากให้เราลองทำปริศนาอักษรไขว้ภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กประถมปลายเสนอมาให้ดู บ๊ะ…เข้าทางเลย เป็นเกมส์ที่ชอบซะด้วย
จริงๆ ความตั้งใจเริ่มแรกของเราคือ แค่อยากได้งานจัดหน้า เอามาทำที่บ้าน เป็นฟรีแลนซ์ แต่พอพี่สิริวิมลเห็นผลงานและได้คุยกะเราแล้ว แกบอกว่า…
"อย่าเอาดาบซามูไร ไปหั่นผัก ความสามารถของคุณ มีมากกว่าการจัดหน้า"
ฟังแล้วอึ้ง เหมือนโดนค่อนขอดว่า เรากำลังดูถูกตัวเองอยู่
 
ก็เลยได้งานคิดปริศนาอักษรไขว้สำหรับเด็กประถมปลาย มาลับมีดปังตออันแสนมะลื่อทื่อ ให้เป็นมีดซามูไรอันแสนคมไว้ฟาดฟัน…อะไรดีล่ะ ที่ใหญ่กว่าผัก?
 
กันยา ณ เดือนเก้า
22/07/06
ยื้อไม่อยู่ หยุดไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องเป็น…เฮ้อ อนิจจัง สังขารา
 
******************************
 
อาการเริ่มออกตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา พยายามประคับประคอง ด้วยการนอนให้เพียงพอ และใช้วารีบำบัด (ดื่มน้ำมากๆ) แต่ก็เอาไม่อยู่ ในที่สุดก็เป็น "หวัด" จนได้…
วันนี้คัดจมูกมาก น้ำมูกก็ไหลมาเหมือนไม่ขาดสาย (ทำเป็นสายน้ำไม่ไหลกลับไปได้ เหอะๆ) ดีที่ไม่ไอ ไม่เจ็บคอ แต่ต้องทนรำคาญกับการสลายน้ำมูกออกไป แสบรูจมูกชะมัด เออเฮ่อะ…หนทางท่าจะยาวไกล กว่าจะหายหวัด จอมตีซี้นิยมเป็นเพื่อนสนิท
เอาเถอะ แม้จะไม่บาย แต่วันนี้ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำสิ่งที่ผลัดมาหลายวันแย้ว…
เริ่มจาก…
สายๆ…ลิสต์รายชื่อบทสวดมนต์ ที่ไรท์ใส่แผ่นซีดีให้น้องนัทเอาไปฟังในรถ ส่งไฟล์ทางเอ็มให้น้องสาวพรินท์ออกมาทางเครื่องพิมพ์ที่ออฟฟิศชั้นล่าง
สายไปอีกนิด….โทรศัพท์ไปสำรองที่นั่งเข้าร่วมฟังบรรยายธรรมของ กลุ่มธรรมะรักษา ที่ สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ก็มีการเปลี่ยนสถานที่นิดหน่อย แต่ยังคงอยู่ใกล้สถานที่เดิมที่เคยจัดประจำ เอ…ถ้าไปฟัง ก็อดเลือก สก. และ สข. ดิ อย่างงี้จะผิดกฎหมายไหมเนี่ย
บ่าย…เอารถไปตรวจสภาพ เพราะรู้สึกน้ำมันเครื่องจะพร่องไป ก็ทิ้งรถไว้ให้ช่างดูในส่วนอื่นๆ ด้วย เย็นให้มารับรถ
บ่ายคล้อย…โทรศัพท์ไปหาพี่อ้อย แห่ง สนพ.โลกหนังสือ ตามที่พี่สาวให้เบอร์ไว้ เพื่อคุยเรื่องงานที่อาจจะพอทำได้ (หาเรื่องหาเงิน อิๆ) ถูกสัมภาษณ์นิดหน่อย ศุกร์นี้นัดเจอที่สนพ. เพื่อโชว์ตัวและผลงานที่ผ่านมา
ย่างเย็น…ถ่ายข้อมูลรูปอุ๊นจากแผ่น cd-rw ลงเครื่อง เพื่อไรท์ใส่แผ่น cd-r ธรรมดา เด็กตัวแค่เนี่ยะ มีรูปเยอะเป็นเมกเลยนะ
เย็นย่ำ…เดินไปรับรถ เงินพันแปด ค่าเปลี่ยนผ้าเบรคหน้า-เจียรจานเบรคหน้า-เปลี่ยนลูกหมากคันชัก-ค่าแรง หายวับไปจากกระเป๋าตังค์ง่ายๆ หาเรื่องได้จน จนได้เลยตรู แต่ก็ดีกว่า ไม่จน แต่จบชีวิตเพราะดิสเบรคพัง!
 
 
เฮ้อ…กิจกรรมเยอะเหลือเกินคนเรา หากได้หยุดพักกาย พักใจบ้าง สักวัน คงดี (เผื่ออาการหวัดจะดีขึ้น)
 
กันยา ณ เดือนเก้า
19/07/06
หยุดเกือบยาวนี้ อดอะไรหลายอย่าง แต่ก็ได้อะไรบางอย่างกลับมา
 
******************************
 
"พี่กันยา เสาร์ถึงจันทร์หน้า ว่างป่าวคะ ไปวัดถ้ำหมีนอนกัน" นุ่น  โทรมาถามเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
หลังจากดูปฏิทิน และประเมินสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว เราบอกนุ่นว่า น่าจะไปได้
ก่อนถึงวันเสาร์ไม่กี่วัน ได้คุยกับนุ่นทางเอ็มถึงสิ่งที่ต้องเตรียมนำไป เวลานัด ฯลฯ ค่อนข้างมั่นใจว่า เที่ยวนี้คงได้ไปวัดถ้ำหมีนอน จ.ระยอง แต่แล้ว…แต่แล้ว ทำไมนะ ตั้งใจจะไปค้างวัดทีไร ต้องมีอุปสรรคทุกที
เย็นวันศุกร์ ขณะรอรับหลานที่ปากซอยบ้าน น้องสาว  ถามขึ้นมาว่า "พรุ่งนี้จะไปวัดกี่โมง" แล้วก็ร่ายยาวประมาณว่า ตัวเองกับแฟนต้องพาลูกชาย (ซันซัน) ไปเรียนพิเศษ แล้วก็ไปสมัครสอบกรุงเทพคริสเตียน ทีนี้น้องสาวอีกคนก็ต้องทำงาน เลยไม่มีใครดูลูกสาว (อุ่งอุ๊ง) ก็คงไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืด "เออ เดี๋ยวบอกน้องเค้าก็ได้ว่า ไม่ไปแล้ว" แม่เลี้ยงจำเป็นอย่างเราตอบด้วยความเข้าใจในกรรมของตัวเอง…
คืนวันศุกร์ ได้เจอนุ่นทางเอ็ม เลยบอกเหตุผลไป นุ่นก็เข้าใจดี และคืนนั้นนั่นเอง ที่ร่างกายเริ่มมีอาการส่อแววของสิ่งที่ผู้หญิงต้องเจอกันทุกเดือน (ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร!)
 
"พร้อมจะไปหรือยัง" เราถาม น้องสาว  ซึ่งมีนัดบริจาคเลือดกันในวันเสาร์
พอ พี่สาวคนรอง  รู้ว่าจะไปบริจาคเลือดกัน ก็ขอตามไปด้วย ครั้งนี้ก็เลยพิเศษ มีทั้งเด็ก (อุ่งอุ๊ง) และผู้ใหญ่ แต่แล้ว…แต่แล้ว อีกแล้ว ก่อนจะไปศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเพียงไม่กี่นาที เราไปเข้าห้องน้ำ โอ้ว มายก๊อด ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้งเนี่ย มันมาจนได้
ก็อดบริจาคเลือดไปตามระเบียบรัตน์ แต่อย่างน้อยก็ ได้ทำบุญโดยการพาน้องและพี่ไปบริจาค ทีแรกพี่สาวเจอพี่เขยห้าม แต่พอเจอน้องสาว (เรา) ยุ เลยยอม อิๆ (สำเร็จ)
 
ไหนๆ ก็ไม่ได้ไปค้างวัด เลยไปค้างบ้านน้องสาวในลำไส้ใหญ่แทน
ตอนที่ติ๊กตกหลังคา จนหลังหักนั้น เธอกำลังลื้อของเพื่อจัดห้องอยู่พอดี นี่ไปนอนโรงพยาบาลมาซะตั้งหนึ่งเดือนเต็มๆ อาการดีขึ้น แต่กลับมาบ้าน ห้องก็ยังรกอยู่เหมือนเดิม หมอกำชับว่า ห้ามก้ม ห้ามยกของหนักเด็ดขาด เธอเลยจัดการอะไรกับของที่ลื้อออกมาไม่ได้ แค่ขนาดยืน เดิน หรือนั่งนานๆ ก็มีอาการปวดแล้ว ต้องคอยนอนชาร์ตแบตเป็นระยะๆ เราก็เลยอาสาไปช่วยจัดห้องให้ (ใจดีเนอะ) คืนนั้นกว่าจะไปถึงบ้านเธอ ก็มืดค่ำแล้ว เลยไม่ได้ลงมืออะไร
วันอาทิตย์ได้ฤกษ์แต่เช้า เรื่องลื้อทิ้ง เราคงทำอะไรได้ไม่มาก เพราะไม่ใช่เจ้าของ ครั้นจะทำอย่างอื่น เช่น ดูดฝุ่นหรือถูห้อง ก็ไม่ได้ เพราะของอยู่เต็มพื้น เลยต้องรอให้เจ้าตัวค่อยๆ คัดสรร ตรวจตรา และโยนทิ้งไปทีละปึก กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาบ่ายแก่ๆ เพราะไหนจะช่างมาล้างแอร์ที่ห้อง ไหนเราจะต้องเอา Case Comp ไปเปลี่ยน Power Supply (พัดลมไม่หมุน) ที่บ้านน้องหนูอีก เอาล่ะ หลังจากจัดหมวดหมู่สิ่งของ(ต้องห้ามบางอย่าง…อิๆ) ก็ได้โอกาสปัดกวาดเช็ดถูซะที แถมบริการพิเศษ เปลี่ยนผ้าม่านและผ้าปูเตียงให้เสร็จสรรพด้วย
ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพ ไม่อยากให้น้องต้องนอนจมกองฝุ่น กลัวระบบทางเดินหายใจเป็นพิษ กระทบไปถึงสันหลังล่ะยุ่งเลย
 
แม้จะจัดไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% ทว่า ความอิ่มใจที่ได้ช่วยเหลือนั้นดูเหมือนจะเกิน 100%
 
กันยา ณ เดือนเก้า
11/07/06
คบกันมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี เพิ่งจะมีโอกาสเช่นนี้
 
 
*********************************
 
 
เพื่อนส.ว.ย.เรา 4 คนนี้ (หมวย เพค นก แหม่ม) สวย (อันนี้เราไม่มีเอี่ยว …เหอะๆ) สมตามชื่อย่อโรงเรียน
เมื่อเสาร์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี ที่มีโอกาสได้ไปดูหนังด้วยกัน แต่น่าเสียดาย ที่ไม่ได้ดูกันครบก๊วน
แม้จะเลยความเป็นวัยรุ่นๆ กันมาพอสมควรแล้ว แต่เพื่อนเรา (เพค กับ หมวย) เธออินกับทอม ครูยส์ ในบท อีธาน ฮั้นท์ เจ้าหน้าที่หน่วย MI อย่างเหลือเชื่อ เอ้อ นี่แหละหนา คนแก่…ใช่แก่ที่ใจ
ก็หนุกไปอีกแบบ หนุกที่ได้ร่วมกิจกรรมเช่นนี้กับเพื่อนๆ
 
 
และนับเป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีไม่รู้ (น่าจะหลายอยู่) หลังจากต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัว สร้างหลักปักฐาน แยกย้ายกันไป ที่เพื่อนๆ พร้อมใจกันทำตัวเป็นโสดชั่วคราว พากันทิ้งลูกให้อยู่กับสามี
เรานัดกันมาทานข้าว เพื่อเม้าส์ตามประสาเพื่อนๆ ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้มานาน ต่างคนจึงต่างมีเรื่อง มีความในใจ ระบายกันอย่างออกรสออกชาด ได้รสกว่าอาหารที่ทานกันซะอีก
จาก 6 โมงเย็นยัน 5 ทุ่ม ยังไม่หายมัน นกแนะว่า คราวหน้าขอนัดเป็น 9 โมงเช้าเลยแล้วกันนะ นี่ถ้าไม่ติดว่าแหม่มต้องรีบกลับบ้าน และสามีเพคมารอรับแล้วล่ะก้อ พวกเราคงยาวถึงรุ่งเช้า
ก็เป็นเช่นนี้แล ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเอง…
แหม่ม ค้นพบทางเดินที่ตัวเองต้องการ
เพค ความรักและความอบอุ่น คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต
นก การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปวดร้าว และคนมีธรรมะใช่คนที่อ่านหนังสือธรรมะเสมอไป
หมวย เซ็กซ์ช่วยเพิ่มรสชาดให้กับชีวิตคู่ที่เริ่มจะออกรสขม
(censor ดีไหมเนี่ย)
ส่วน เรา พบ (ความจริงที่มีอยู่แล้ว) ว่า
  • ชีวิตคู่ใช่สิ่งที่เติมเต็มให้กับชีวิตเสมอไปไม่
  • ไม่มีใครไม่มีปัญหา แต่อยู่ที่ว่าเราจะหาทางออกให้กับปัญหานั้นอย่างไร
  • ธรรมะอยู่ที่ใจใช่แต่เพียงการอ่านหนังสือเอา
  • คิดถูกแล้วที่อยู่เป็นโสด
 
จากวันนี้ไปแล้ว ก็ไม่รู้จะมีโอกาสเช่นนี้อีกเมื่อไร อาจจะต้องรอให้ลูกคนที่สองในท้องนกตอนนี้ โตก่อนโน่นเลยก็เป็นได้
 
แต่อะไรก็ไม่แน่ไม่นอน ทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด…
 
อยากบอกเพื่อนว่า แม้เวลาจะทำให้สังขารเราล่วงโรย แต่ความเป็นเพื่อนของเราไม่เคยล่วงโรยไปตามวัยนะจ๊ะ
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
22/05/06
 
ปล. เสียดายมากที่วันอาทิตย์อดไปฟังธรรม เพราะพี่จุ๋ม คนดูแลพ่อขอลา
หัวข้อซะยาว ตามวันหยุดย๊าว ยาวที่ผ่านมา
 
 
********************************
 
 
  5 พ.ค. 49
ปลายเดือนนี้ของปีที่แล้ว เปรยๆ ไว้ในบล็อคงานแต่งเอ๋ว่า งานต่อไปจะเป็นของใคร กบหรือหนู? ยังไม่ถึงหนึ่งปีให้หลังดี ก็ปรากฎว่า หนูคือรายต่อมา (ส่วนกบคงต้องรออีกพักไม่รู้จะใหญ่หรือเล็ก)
งานแต่งหนูจัดที่เดียวกับเอ๋ (Prince Palace Hotel) แต่คนละห้อง เอ๋กะแฟนมาไม่ได้ เพราะติดเลี้ยงลูกอ่อน ส่วนฝนก็ไปจับจิ้งโจ้ที่ออสเตรเลีย มีหน้าใหม่คุ้นตาที่คุ้นเคยกันมาเพิ่มสองรายคือ ป๋วย (อดีตเจ้าหน้าที่ห้องสมุด IT ตอนเรียน) และบอย (พิภพ) นอกนั้นก็หน้าเดิม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โอ
หลังจากงานแต่งเริ่มไปได้ประมาณครึ่งงาน โอผู้มีสายตาไม่อยู่นิ่ง เพราะมัวเหล่สาวๆ และปลื้มกับเจ้าสาวมาตั้งแต่ต้นงาน เผยความในใจกับเราผู้กำลังวุ่นอยู่กับการป้อนอาหารอุ๊น (หลานคนนี้ไม่เคยพลาดงานแต่งเพื่อนป้า) ว่า "พี่ๆ หาแฟนให้ผมคนดิ"
"จะมีไปทำไม๊ มีเมียมีลูก มีแต่ห่วงทั้งน้าน" เราเตือนด้วยความหวังดี
"ผมอยากมีห่วง" หนุ่มเนี้ยบมาดเท่ห์ (แต่ยังหาแฟนไม่ได้) ตอบแบบไม่ประหวั่นพลั่นพลึง
"มันไม่ใช่แค่ตอนแต่งนะ ห่วงน่ะ มันทั้งชีวิตเธอ" เราขู่
"นั่นแหละ ผมเต็มใจ" โอตอบอย่างมั่นใจพร้อมกลั้วหัวเราะ
เราไม่รับปาก ได้แต่ส่ายหน้าและคิดในใจว่า เดี๋ยวแต่งงานมีลูกเมื่อไหร่ก็รู้เอง หุๆ ขนาดคนไม่ขวนขวายหาห่วงอย่างเรา ยังถูกโยนห่วงมาให้เฉยเลย ตั้งสองอัน…หนักๆ
 
 
 
 
 6 พ.ค. 49
 
ช่วงนี้อุ๊นกำลังเป็นโรครักป้าอย่างบ้าคลั่ง เราไปไหน จะต้องเกาะติดแจ ช่วงสายๆ น้องสาวคนเล็ก ซึ่งต้องไปทำฟันที่ Royal Garden Plaza ดันหลุดปากกับอุ๊นไปว่า จะพาไปกินแม็คโดนัล ประกอบกับซันๆ ต้องไปทำฟันที่เดอะมอลล์ แม่หลานเลยขับพาไปส่งให้ที่ Royal ก่อน โดยมีเราไปด้วยเพื่อทำหน้าควบคุมการกินเฟรนซ์ฟรายของอุ๊น
เพื่อให้รถมาสด้าน้องเขยออกจากซอยได้ น้องสาวจึงขับขยับรถไปชิดซ้าย เพื่อดันรถเบนซ์ของน้าไปข้างหน้า เรามีหน้าที่ดันรถเบนซ์อยู่ข้างหลัง โดยไม่ได้มองว่า น้องสาวคนเล็กเปิดประตูหลังข้างคนขับไว้ เพื่อยัดและเยียดอุ๊นที่กำลังร้องแลกแหกกระเชอหาเราให้เข้ารถ ไอ้เราก็มัวก้มเข็นรถโดยไม่ได้มองว่าประตูหลังรถมาสด้าเปิดอยู่
ฮ่ะๆๆ ผลก็คือ ซวยสิตู หน้ารถเบนซ์ด้านข้างชนถูกประตูหลังมาสด้าอย่างจังได้แผลไปชื่นชมเลย
น้าคงเห็นว่าเป็นหลาน และเรียกประกันมาเคลียร์ได้ เลยไม่ได้โกรธเคืองอะไรเรามากมาย แค่ลงมาดูผลงาน รับรู้ แล้วก็ไปทำงานของแกต่อไป ยังนับว่าโชคดีที่เป็นรถน้า ถ้าเป็นรถคนอื่น คงเหม็นขี้หน้าเราไปอีกนาน
เฮ้อ…นี่แหละหนา เพราะความรัก(ป้า)เกินเหตุ จนก่อเหตุ ของอุ๊นแท้ๆ เชียว ว่างๆ ก็หัดเป็นโรคเกลียดป้าบ้างก็ได้นะ….
 
 
 
 
 
 7 พ.ค. 49
 
ได้แต่ฝันว่าอยากไป หลังจากเข้า เว็บสวนโพธิญาณอรัญวาสี  ของ พระอาจารย์ปราโมทย์ แล้วเห็นกำหนดการพิธีเปิด "สวนสันติธรรม" สำนักแห่งใหม่ของพระอาจารย์ที่ศรีราชา ชลบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. ที่ได้แต่ฝันเพราะไม่มีปัญญาไปเอง แต่ในเมื่อพอจะมีบุญหนุนนำอยู่บ้างอ่ะน่ะ ไง๊ก็ได้ไปอยู่ดี หุๆ
ผู้ที่ทำให้ฝันเราเป็นจริง ก็คือ แท๊น แทน แท้น น้องนุ่น  หน้าเข้ม นั่นเอง ได้คุยกันทางเอ็ม ทีแรกนุ่นชวนไปวัดถ้ำหมีนอน ที่ระยอง เพราะอาจจะไปส่งพระอาจารย์ แต่ไปๆ มาๆ ไม่ต้องไปส่ง เราก็เลยบอกว่า ถ้าไประยองวันเสาร์แล้ว ตีกลับมาชลบุรีตอนเช้า เพื่อมาร่วมพิธีเปิดสวนฯ จะเหนื่อยเกิน เลยเปลี่ยนแผนไปชลบุรีโดยตรงอย่างเดียวดีกว่า ก็นัดกับนุ่นเสร็จสรรพ ให้มารับที่สถานีรถไฟฟ้าอโศกตอน 7 โมงเช้า
ดีใจจะได้ไปสวนฯ ตื่นแต่ยังไม่ตี 5.30 ราว 6 โมง 15 น้องขับรถไปส่งให้ที่สถานีสุรศักดิ์ เนื่องจากไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหน ยิ่งขึ้นรถไฟฟ้าด้วยก็ใช่จะใช้บริการบ่อย มันก็มีเฟอะฟะ เซ่อซ่า เป็นธรรมดา พอถึงสถานีสยามที่ต้องเปลี่ยนเส้นทาง ก็เง็งๆ เดินก๊งๆ ไปมาอยู่พักนึง เอ…จะขึ้นขบวนไหนดีเว้ย พอดีเห็นรถไฟฟ้าฝั่งตรงข้ามเปิดประตูคอยผู้โดยสารอยู่นาน เลยตัดสินใจวิ่งเข้าเอานาทีสุดท้าย เกือบถูกประตูหนีบ ดีที่ตัวบาง เลยปลิวเข้ารถไฟฟ้าทัน
ผ่านราชเทวี ไปสนามเป้า เรื่อยไปจนถึงอารีย์ (มันยังไม่รู้ตัว) มาตกใจเอาตอนแหงนหน้ามองป้ายเส้นทางรถไฟฟ้าตรงประตูทางออก เฮ้ย! เส้นนี้มันไปหมอชิตนี่หว่า เวงกำ
นุ่นโทรมาตามตอนเราย้อนกลับมาถึงสถานีอนุสาวรีย์ฯ ด้วยความเป็นห่วงกลัวจะหลงผิดอีก เลยติวให้ซะอย่างดี (รวมทั้งตอนขากลับบ้านด้วย) เลทจาก 7 โมงเช้าไปนิดหน่อย นุ่นผู้มาพร้อมกับสุ (เออ พอดีไม่ได้สัมภาษณ์ว่ารู้จักกันได้ไง) ไม่ว่ากัน
กำหนดการเปิดสวนฯ คือ 9.45 เราไปถึงกันราว 8.30 น. ณ เวลานั้น ที่จอดรถในสวนฯ เต็มหมด ต้องจอดข้างถนนทางเข้าก่อนถึงสวนฯ ตั้งกิโล นอกจากที่จอดรถจะเต็มแล้ว ที่นั่งในศาลา (ซึ่งเย็นมาก แม้ไม่ได้ติดแอร์) ก็เต็มด้วย ในเมื่อเข้าไปนั่งไม่ได้ (ต้องมานั่งเก้าอี้ข้างศาลา แล้วอาศัยโทรทัศน์วงจรปิดดูความเคลื่อนไหวในศาลาแทน) ก็เลยเดินสำรวจกิจกรรมภายนอก (ดูบรรยากาศได้จากอัลบัมรูป) ก่อนงานจะเริ่ม
ราว 10 โมง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ประธานฝ่ายสงฆ์มาถึงสวนฯ หลังจากประธานฝ่ายฆราวาสกล่าวถวายรายงาน หลวงปู่มานิตกล่าวสัมโมทนียกถา เปิดสวนสันติธรรม
ขณะพระสงฆ์ฉันเพล มีการแจกสื่อธรรมะ เราสามคนเห็นแถวแล้ว ลงความเห็นกันว่า "รอไปก่อน" ประมาณว่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่สักพักพอแถวเริ่มสั้นลง พวกเราก็ไปต่อคิว ก็ได้มาครบตามที่เจ้าหน้าที่แจก (ออ ยกเว้นหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ ที่พวกเราพร้อมใจกันไม่รับ เพราะมีแล้ว) หนังสือและซีดีเอ็มพีสามที่ได้มา สุดยอดทั้งนั้น โดยเฉพาะ "ทางเอก" ซึ่งเป็นหนังสือที่ Simplified จากหนังสือ "ประทีปส่องธรรม" ทำให้เข้าใจแนวทางการฝึกสติของพระอาจารย์ได้ง่ายขึ้น
หลังฉันภัตตาหารเพล ก็มีการถวายจตุปัจจัยไทยทาน พวกเราถือโอกาสนี้ นำเวชภัณฑ์ที่เราหิ้วมาตั้งแต่สถานีสุรศักดิ์ถวายพระอาจารย์ปราโมทย์ ปีติล้นเหลือ แม้ท่านมีกิจสงฆ์ที่ต้องทำอีกมากมาย ท่านยังมีเมตตาสละเวลารับสังฆทานจากญาติโยม
ช่วงบ่าย พระอาจารย์ตั๋น แห่งวัดป่าบุญญาวาส ชลบุรี เทศน์โปรดญาติโยม ถึงเรื่อง สติและการรู้จักปล่อยวาง ให้เห็นความว่างเปล่า จู่ๆ ฝนก็เทลงมาด้วย ช่วยทำให้คนร้อน ใจร้อน สบายขึ้น เปิดรับธรรมะได้อย่างเย็นใจ จากนั้นพระอาจารย์ปราโมทย์มาย้ำถึงโอวาทของพระอาจารย์ตั๋น และเน้นว่าศาสนาอยู่ที่จิต จงช่วยกันรักษาไว้ ก่อนปิดงานท่านได้กล่าวถึงความเป็นมาของสวนสันติธรรม และอนุโมทนาให้กับผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย
หลังเสร็จพิธี เราช่วยกันเก็บเก้าอี้ก่อนกลับ แม้อากาศตอนออกจากสวนฯ จะร้อนสุดๆ (ขนาดฝนเพิ่งตกไปนะเนี่ย) แต่หัวใจกลับชุ่มชื่นเย็นฉ่ำด้วยบุญที่ได้มาร่วมในงานนี้
ขากลับ นุ่นแวะร้านแม่กิมบ๊วย เพื่อซื้อของฝาก เราเห็นแล้วก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะไม่ซื้อ 555 ซื้อทีไร กินกันไม่หมด แล้วก็ทิ้งทุกที อีกอย่าง ไม่ได้ขับรถไปเอง ซื้ออะไรมากไม่ได้ (แต่ดันหาเรื่องซื้อสัปปะรดศรีราชาไป 3 ลูก 50 บาท จ่ายน้อย แต่หิ้วหนัก เพราะความอยากของน้องแท้ๆ เจียว)
งานนี้ต้องขอบคุณน้องนุ่น สารถีจอมซิ่งขับรถวิ่งฉิ่วจนลืม(ตา)ไม่ลง ที่ช่วยนำพาไปสะสมอีกหนึ่งบุญ…อนุโมทนาจ้า
 
 
อ่านรายละเอียดและชมภาพบรรยากาศเพิ่มเติมได้ที่ เว็บบอร์ดลานธรรมเสวนา 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
09/05/06
เริ่มกลายเป็นความชอบกับการไม่ออกไปไหน (นอกจากวัด) ในช่วงวันหยุดยาว 
สงกรานต์ปีนี้ก็อยู่บ้าน แต่สงกรานต์ปีนี้ต่างจากปีไหนๆ เพราะมีปรากฎการณ์ใหม่เกิดขึ้น….
 
 
********************************
 
 
ปรากฎการณ์ที่ว่า คือ การเรียนเชิญพ่อแม่มานั่งเป็นปูชนียบูชาให้กับลูกๆ หลานๆ ได้รดน้ำดำหัวกัน ต้นคิดริเริ่มคือ พี่สาวคนโต สงสัยจะซาบซึ้งกับพิธี (ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นธรรมเนียมของบ้านไปซะแล้ว) ในวันพ่อและแม่ เธอจัดแจงไปปากคลองซื้อมะลิ มาลัย ดอกไม้มาจัด พร้อมน้ำอบ ขัน พานเสร็จสรรพ
แหม เราเห็นเข้าก็ปิ๊งไอเดียบ้างดิ ไปซื้อดอกกุหลาบ พวงมาลัยมาเพิ่ม และอัญเชิญพระพุทธรูปที่ห้องมาตั้งพาน ให้พี่สาวจัดอย่างสวยงาม เพื่อคนในและคนระแวกบ้านมีโอกาสได้สรงน้ำพระ ขอความเป็นสิริมงคล ประสบแต่ความร่มเย็น ความร่มรื่นให้เกิดขึ้น
พิธีรดน้ำเริ่มขึ้นในหัวค่ำวันที่ 12 ลูกหลานที่ตามตัวได้ ถูกเกณฑ์มาหมด พ่อกับแม่ดูเป็นปลื้มกับพิธีแบบไทยๆ นี้ เรา (และอาจจะรวมถึงคนอื่นๆ) ก็รู้สึกดีที่นานๆ ในรอบปีจะได้รับพรกับพ่อและแม่สักที ส่วนใหญ่มีแต่ตลอดศก…
 
 
 
หัวค่ำอาทิตย์ที่ 16 ไม่รู้อารมณ์ไหน พี่ชายชวนไปวัดที่นครนายกตอนตีสามครึ่ง! จริงๆ ก็อยากไปอยู่ แต่วันจันทร์ต้องทำงาน เลยไม่ได้รับปากว่าจะไป พักใหญ่ๆ พี่สะใภ้โทรมาย้ำชวนอีก บอกอยากให้ไปให้ได้ ชักเอะใจมีอะไร ทำไมต้องไปให้ได้ คืนนั้นเลยโทรไปลางานเจ้านายครึ่งวัน
ข้อมูลของการไปวัดครั้งนี้มีแค่ ไปพบหลวงพ่อที่เคยนิมนต์จากนครนายกมาทำบุญบ้าน เนื่องจากไม่ใช่เป็นคนช่างซักช่างถาม เลยไม่ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ จากพี่ชาย ไปทั้งไม่รู้อะไรทั้งหมด มันก็ตื่นเต้นชวนติดตามดี
ตีสามจะสี่สิบ หลานสาวโทรมาตามตัวให้ออกเดินทางได้ หนังสือ "ทางสายเอก" ที่ตั้งใจจะเอาไปถวาย เกือบถูกลืมไว้ที่บ้าน ดีที่นึกขึ้นได้
 
งานบุญครั้งนี้ มีคนรู้จักของพี่ชายขายบะหมี่อยู่แถวนางเลิ้งไปด้วย ก็ขนอาหารซึ่งมีทั้งบะหมี่ แกง ข้าวเหนียวมะม่วง ไปแจกเป็นทานเพียบ
กว่าจะหาทางเข้าวัดซึ่งอยู่ในเขตร.ร. จปร. เจอ ก็ราวหกโมงกว่า และกว่าเราจะรู้ว่าวัดอะไร ก็เมื่อเข้าไปในวัดแล้วนั่นแหละ
วัดที่ไปมีชื่อว่า วัดสุตธรรมาราม โดยมี พระครูธรรมสุตากรณ์ (หลวงพ่อบุญมี คุณสาโร) เป็นเจ้าอาวาส วันนี้ (17 เม.ษ) เป็นวันครบรอบวันเกิดหลวงพ่อ ที่วัดจึงจัดงานถวายสังฆทานใหญ่ และมีการออกร้านด้วย
ที่แท้พี่ชายก็ตั้งใจมาถวายสังฆทานให้ก้บพ่อกับแม่ยาย นี่เอง ได้ยินประกาศว่า หลวงพ่อมีชื่อทางด้านสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาซะด้วย เอ…หรือชะรอยเราจะมีเคราะห์ พี่ชายเลยต้องลากตัวเรามาให้ได้
หลวงพ่อว่า ขอแบ่งบุญกุศลที่เกิดจากการถวายสังฆทานนี้เป็น 4 ส่วน ส่วนแรกเพื่อพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย แลญาติมิตรทั้งหลาย ส่วนที่สอง ให้กับญาติผู้ล่วงลับ แลเหล่าสัมภเวสี โอปปะติกะ ฯลฯ ส่วนที่สามเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา รวมทั้งเทพไท้เทวา แลเหล่าพรหม อรูปพหรมทั้งหลาย ส่วนสุดท้ายเพื่อเป็นบารมีให้กับตัวเอง แหม ชอบจัง
ก่อนกลับกรุงเทพฯ เราได้สำรวจบริเวณวัด เพื่อเก็บภาพ แม่โทรมาบอกว่า ถ้าผ่านปราจีนฯ ให้แวะซื้อไม้กวาดมาด้วย ก็พอดีมีร้านที่มาออกงานอยู่ร้านหนึ่งขายไม้กวาด พี่ชายเลยเหมามาสองมัดโดยไม่ต้องถ่อไปถึงปราจีนฯ (ซึ่งไม่ได้เป็นทางผ่าน) ส่วนเราก็ซื้อมะนาวไซส์ขนาดที่ตลาดท่าดินแดง ขายลูกละ 6 บาท (วันนี้ขึ้นเป็น 3 ลูก 20 แล้ว) แต่ที่นี่ 4 ลูก 10 บาท ทั้งพี่สาวและแม่เห็นแล้วก็เสียดายว่า ซื้อมาน้อยไป (ซื้อมาแค่ 40 บาทเอง) ก็เอาน่า ดีกว่าซื้อมะนาวแพงแต่ไม่มีน้ำ
 
ก็ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้พี่ชายต้องพามางานนี้ให้ได้  เราถือว่าโชคดีและเป็นบุญที่ได้มาสร้างทานบารมีที่วัด เพราะรู้สึกช่วงนี้จะเว้นวรรคการไปวัดนานไปหน่อยซะแล้ว
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
18/04/06
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนได้ Go Inter จริงๆ เลยฉาน โอ้ลัลล้า
 
*********************************
 
 เริ่มที่อาหารตาในเย็นวันเสาร์
 
น้องสาวในลำไส้ใหญ่ อนุเคราะห์บัตรฟรีชม The Magical World of Disney On Ice มาให้สามใบ ตัวเธอเองไม่ไป เพราะมีกิจการงานบ้านที่ต้องทำ และกรรมที่ต้องใช้ เราก็เลยเอาแม่ น้องสาว (คนรอง)  และหลานอุ๊นไปใช้บัตรให้คุ้ม
 
นับเป็นครั้งแรกที่เป็นบุญตาได้มาดู โอ้โห ไอ้ห้อง Impact Arena เมืองทองธานีนี่ มันช่างมโหฬารดีแท้ ที่นั่งที่ได้มานับว่าเหมาะสมยิ่ง อยู่ชั้นกลางพอดี หากได้ใกล้ไป ก็จะมองไม่เห็นการแสดงโดยรวมทั้งหมด ถ้าไกลไป ก็จะไม่เห็นรายละเอียดของการแสดง
 
ตัวเอกในการดำเนินเรื่อง คือ เหล่าตัวอมตะนิรันดร์กาลการ์ตูนของดิสนีย์ นั่นคือ มิกกี้เม้าส์ มินนี่เม้าส์ กูฟฟี่ และ โดนัลดั๊ก ช่วงแรกของการแสดง จะค่อนไปทางการ์ตูนเก่าๆ เจ้าชาย เจ้าหญิง มีแทรกใหม่ๆ บ้างก็เรื่อง Nemo ช่วงนี้อุ่นอุ๊นจะชอบมาก เพราะคุ้นเคยกับตัวละครดีจากการดูแผ่นดีวีดีจนแผ่นจะสึก (แถมคำพูดคำจาและเพลงถอดออกก็มาจากแผ่นทั้งนั้น) พอเจ้าชายเจ้าหญิงแต่ละคู่ของแต่ละเรื่องออกมา ก็จะอายม้วนต้วน ทำเขินแอบหลบมุดพุงเหี่ยวๆ ของเรา
 
แต่พอเข้าช่วงครึ่งหลัง เริ่มร้องเรียกจะกลับบ้านซะแล้ว เพราะไม่คุ้นกับตัวละครอย่าง Lion King และการ์ตูนอนิเมชั่นสมัยใหม่อย่าง Toy Story 2 และ The Incredibles
 
สำหรับเราแล้ว เนื้อหาเรื่องราวของการแสดงไม่โดดเด่นเท่าการแสดง ซึ่งต้องยกนิ้วให้กับนักแสดง เพราะแค่ใส่ชุดลุ่มล่ามวิ่งเต้นไปมา ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ไหนยังต้องมาสวมรองเท้าสเก็ต โชว์ลีลาโฉบเฉี่ยว หมุนไป เต้นไป โดดมาบนลานน้ำแข็งอีก ก็นับเป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ได้มาเบิ่ง
 
 
 อาหารใจในเช้าวันอาทิตย์
งานนี้เป็นภาคสองต่อจากภาคแรกของการแสดงธรรมที่ สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
 
ก็ตั้งใจไปแต่เช้า เพื่อลงทะเบียน และเอาแผ่นซีดีอาร์ไปบริจาค ของที่ระลึกที่ได้กลับมาคือ แผ่นซีดีเอ็มพีสาม 4 แผ่น และหนังสือสองเล่ม
 
วันนี้ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ฉายเดี่ยวมาพูดเรื่อง "กลยุทธ์สยบโทสะ 2" ต่อจากครั้งที่แล้ว แต่ฟังๆ ไปแล้ว ดูจะเป็นกลยุทธ์การฝึก "รู้ตัวทั่วพร้อม" ซะมากกว่า ก็เข้าท่าดี ดร.ให้ใช้เทคนิคนี้ดูคือ จินตนากรให้ตัวเรามาอยู่ข้างหน้า (หรือบริเวณไหนก็ได้) แล้วให้มองดูกายเรา หรือก้อนอะรูมีไร้ (อะไรไม่รู้) ว่าทำอะไรอยู่ ถ้าเรามองอย่างมีสติ เราจะไม่ปรุงแต่งไอ้สิ่งที่ก้อนอะรูมีไร้มันทำอยู่ ติดใจประโยคนึงที่ ดร.ว่าไว้คือ "เราทุกคบนโลก ไม่มีใครเป็นคนป่วย เพียงแต่ได้รับแบบฝึกหัดที่ต่างกันเท่านั้น"
 
น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฟัง หลวงปู่พุทธอิสระ ต่อภาคบ่าย เพราะต้องจับรถไฟฟ้า Go Inter ต่อไปยังประเทศจีน…
 
 
 อาหารหูบ่ายวันเดียวกัน
เมื่อวันเสาร์ได้บัตรฟรีไปดูดิสนีย์แลนด์ จากแดนลุงแซม มาวันอาทิตย์ได้บัตรฟรีจากญาติเอื้ออาทรชมคอนเสิร์ทจากแดนมังกร ณ ฮอลล์หรูกลางใจเมืองอย่าง Paragon Hall ซะด้วย
 
หลังจากลงรถไฟฟ้าที่สถานีสยาม ก็เล่นเอาเง็ง เพราะเพิ่งเคยมา Siam Paragon เป็นครั้งแรกในชีวิต อะไรเป็นยังไง อยู่ตรงไหน ข้อยบ่อฮู้ เลยต้องโทรถามน้องสาว (คนเล็ก) ที่มาถึงก่อนแล้วเป็นระยะๆ ว่าอยู่ตรงไหน ก็เฮ้อ…กว่าจะตะกายไปถึงฮอลล์ เล่นเอาคนแก่เหนื่อย ไอ้ลิฟท์ที่ขึ้นก็ไปแค่ชั้น 4 ต้องเดินอ้อมไปขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 5 ต่ออีก
 
ประตูฮอลล์เปิดแล้วสำหรับคอนเสิร์ท "เติ้ง ลี่ จวิน "A-Live" In Bangkok" งานนี้ดูมันแปล๊กแปลกพิกลตั้งแต่บัตรที่ได้มาแล้วล่ะ ราคาบัตรอย่างต่ำของงานนี้คือ 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน)  แต่หน้าตาบัตรดูไม่ค่อยต่างจากบัตรดูหนังราคา 120 บาทเลยอะ (ขณะที่ของ Disney On Ice ซึ่งมีราคาต่ำสุด 300 บาท เป็นบัตรแข็งแบบบัตร ATM)
 
ฮอลล์ของที่นี่เป็นระนาบเดียว ไม่มีสแตนด์หรือชั้นลดหลั่น คนนั่งหลังเลยดูลำบากหน่อย บัตรที่เราได้อยู่ปีกขวาที่นั่งขวาสุด แต่ไม่ไกลจากเวทีมากนัก หลังจากประตูปิด คอนเสิร์ทเริ่ม แถวที่นั่งหน้าเราค่อนไปตรงกลางยังว่างอยู่ พวกเราเลยอพยพไปครอบครอง (เสร็จฉันล่ะ)
 
พิธีกรดำเนินรายการเป็นคนจีนหนึ่งคน และนักร้องไทยที่พูด+ร้องจีนได้ นั่นคือ หวาหว่า (ไชน่าดอลล์) สลัดคราบสาวมั่นมาในชุดราตรีสุดหรู ดูแปลกตาไปอีกแบบ
 
จะว่าไปแล้วเราก็แฟนเพลงเติ้ง ลี่ จวิน คนนึงนะ แต่เป็นแฟนประเภท "แฟนฟัง(เพลิน)" ไม่ใช่ "แฟน(ประ)จำ" เหอะๆ พอเพลงมา ไม่รู้หรอกชื่อเพลงไร แต่รู้ว่าเป็นเพลงของเธอ
 
นักร้องที่มาร้องเพลงของเติ้ง ลี่ จวินมีทั้งหมดสามคน หนึ่งในนั้นคือ ตงเหยา สาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ชนะเลิศอันดับหนึ่งจากการประกวดในรายการ Teresa Teng Look-and-Sound-alike Contest ที่จัดขึ้นทั่วสาธารณะรัฐประชาชนจีน ดูหน้าฟังเสียงแล้วก็โอเค พอสมควรได้ตำแหน่งนั้นอยู่
 
ส่วนเสริมของการร้องเพลงก็มี ศิลปินสาวถนัดสีซอสองคน รีวิวตามสไตล์จีน คงพอจะนึกออกกันนะ แล้วก็มีกายกรรมเปียงยางเสริมอีกนิดหน่อย (เกือบทำให้นึกว่ามาผิดงาน) ออ แต่ที่คาดไม่ถึงเห็นจะเป็นการมาปรากฎตัวร่ำเพลงเดียว (รักฉันนั้นเพื่อเธอ) ของ พี่ต๋อย วิชัย ปุญญยันต์ แห่งวงพิงค์แพนเตอร์
 
เพลงที่นำมาร้อง ค่อนข้างครอบคลุม แต่ไม่จุใจ บางเพลงที่คิดว่าน่าจะมี อย่าง เหมยฮัว (น้องบอกว่าเป็นเพลงชาติไต้หวัน เค้าไม่เอามาร้องหรอก) หรือ ใจ่ฉุ่ยอี่ฟาง ก็ไม่ได้นำมาร้อง หรือบางเพลงที่น่าจะร้อง ก็นำมาสีซอซะนี่ แต่เอาเถอะ จะเอาอะไรนักหนา บัตรฟรีได้เท่านี้ก็บุญหูโขแล้ว โฮ่ะๆ
 
น่าเสียดายที่อุตส่าห์แอบเอากล้องดิจิตอลเข้ามาด้วย แต่ถ่ายออกมาแล้วคนบนเวทีตัวเท่ามด และไม่ชัดเอาซะเลย เพราะผู้แสดงแบบไม่ได้อยู่นิ่งๆ และแถมไกลเกินวิถีซูมให้ชัดได้ เลยถ่ายเอาจากจอยักษ์ข้างเวทีมันซะเลย ซึ่งก็ใช่ถ่ายง่ายๆ เพราะมีเครนกล้องคอยส่ายไปส่ายมาขวางลำกล้องเป็นระยะๆ หลังๆ เลยเลิกเล็ง นั่งฟังเพลงอย่างเดียวให้สบายอุราดีก่า…
สองวันที่ผ่านมานี้เลยอิ่มสุดๆ ทั้งตาดู หูฟัง ใจซึมซับ อิ่มอกอิ่มเอมใจไปนาน…ต้องขอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายอย่างสูงที่หยิบยื่นความอิ่มให้อย่างเต็มใจ
 
กันยา ณ เดือนเก้า
28/03/06
อย่าเข้าใจผิด…ไปให้หมอฟัน รักษารากฟัน ดอกสิบอกไห่
 
*****************************
 
ปล่อยฟันกรามน้อยซี่ที่สองซี่นี้ให้เรื้อรังแบบปวดๆ หายๆ มานาน หลายหมอฟันบอกว่า คงอุดไม่ได้แล้ว ต้องลงลึกรักษาถึงรากฟันโน่นล่ะจ้ะ แล้วก็ต่อด้วยใส่เดือยฟัน (แค่ฟังก็เสียวฟันแล้ว) ปิดท้ายด้วยครอบฟัน โอ้โห ขบวนการเยียวยา ทำไมมันยาวเหยียดเช่นนี้
เมื่อวานได้ฤกษ์ไปจัดการซะที หลังจากที่วัสดุอุดฟันที่อุดไว้แตกมาหลายเพลา หลายคนกลัวการทำฟัน สำหรับเราแล้ว ไม่กลัว (แต่ไม่ค่อยชอบเจอหน้าหมอฟันบ่อยๆ) แต่การมารักษาคราวนี้ ก็มีเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้าง เพราะไม่ใช่แค่อุดฟัน หรือขูดหินปูน
หลังจากถูกจับ X-Ray ฟันแล้ว หมอแจกแจงให้ฟังว่า จะต้องทำอะไรกับฟันบ้าง และแต่ละขั้นตอนการรักษามีค่าใช้จ่ายโดยประมาณเท่าไร (เราประเมินดูคร่าวๆ แล้ว ไม่ต่ำกว่าหมื่นห้า) จากนั้น หมอฉีดยาชาให้ กว่ายาจะออกฤทธิ์ ก็ต้องรออยู่ราว 15 นาที ระหว่างนี้ก็นอนหลับตาประคองใจไปพลางๆ ด้วยการจับลมหายใจเข้า-ออก พุท-โธ
 
ยาชาออกฤทธิ์แล้ว หมอเริ่มลงมือรักษา ก็ไม่รู้หรอกนะว่า เค้ามีขั้นตอนอะไรอย่างไรบ้าง รู้แต่ว่าอาการตรงข้ามกับ "ปากเปียกปากแฉะ" เนี่ย มันเป็นยังไง 555 ขนาดถูกฉีดยาชาแบบเต็มเหนี่ยว ยังรู้สึกเสียวเลยคร่าาาา
หลังจากเจาะๆ ไชๆ ขูดๆ อุดๆ ผ่านไป 1 ชม. หมอเรียกให้บ้วนปาก แล้วก็สั่งยาระงับปวดชนิดแรงกว่าไทลีนอลที่บ้านมี ให้ทานหลังอาหารทันที เมื่อปวด แล้วก็นัดให้มารักษารากฟันต่ออาทิตย์หน้า
กว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ กว่าลิ้นจะรู้รส ก็เมื่อค่ำโน่น เตรียมใจรับอาการปวดตั้งแต่ตอนหมอสั่งยา แต่ยาแก้ปวดอย่างแรงไม่ถูกรับทานเลยสักเม็ดเดียว
ทำฟันงวดนี้ ฟัน (fun) ไม่ออก เพราะนอกจากต้องให้หมอฟัน รักษาฟันในระยะยาวแล้ว ยังต้องยอมเสียว (ฟัน) ให้หมอฟัน ฟันค่ารักษาอีกบานเบอะ เฮ้อ…คงจะจนไปอีกระยะยาวเหมือนกัน
กันยา ณ เดือนเก้า
01/03/06
วันนี้ขอออกนอกลู่นอกทาง เอียงๆ มาทางโลกหน่อยเถอะ
 
************************
 
แค่อยากรู้ว่า เคยเป็นอย่างงี้กันบ้างไหม ?
 
"เคยไหมฝังใจกับใครบางคน
 
เคยไหมแม้พยายามจะลืมใครคนนั้น
แต่ก็ดันฝันถึงอยู่ซะเรื่อย…จนเหนื่อยใจ
 
เคยไหมแม้เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วเนิ่นนาน
แต่ชัดเจนเหลือเกิน (ยิ่งกว่าดูทีวีจอแบน) เมื่ออยู่ในฝัน"
 
ไม่อยากจะฝันถึงอีกอะ แต่ห้ามจิตใต้สำนึกไม่ได้
อยากจะเจอคนนั้นสักครั้ง แต่ทำไม่ได้
(ดูท่าเค้าอยากจะหลบหนีมากกว่า)
 
เลยเป็นเซ็ง ต้องมานั่งทรมานกับความฝัน…ที่มีใครคนนั้น
 
ใครหาวิธีห้ามฝันได้ (โดยยังมีลมหายใจ) เมตตาช่วยบอกทีเถอะ
 
กันยา ณ เดือนเก้า
24/02/06
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.