เมื่อคืนนึกขึ้นได้ว่า มีคนที่บอร์ด "บ้านเพลงเก่า"  โพสต์ชวนให้ไปเที่ยว "บ้านพิพิธภัณฑ์"

วันนี้เลยขอหยิบเอาเรื่องที่เคยไปชม "บ้านพิพิธภัณฑ์" เมื่อสามปีที่แล้ว มาปัดฝุ่นเล่าดีกว่า

 

*************************

 

ไม่รู้น้องสาว ไปรู้มาจากไหนว่า มีพิพิธภัณฑ์ชนิดนี้ในเมืองไทย แถมอยู่ในกรุงเทพฯ (แถวพุทธมณฑลสาย 2) และไม่ไกลจากบ้านด้วย

 

เหม่ แค่ได้ยินชื่อก็อยากจะไปแล้ว เลยไม่รอช้า นัดแนะกับพี่สาวและน้องสาวชวนกันไปซะเลย งานนี้นอกจากมีพี่กับน้องแล้ว ยังมีญาติโยมร่วมแก๊งค์หลายอยู่ อาทิ แม่ ลูกพี่สาวสองคน แฟนน้องสาวกับลูกชาย

 

ก่อนไป มโนภาพไว้ว่า ที่นี่คงคล้ายพิพิธภัณฑ์รัฐทั่วไป คือ เป็นอาคารหลังใหญ่ แบ่งซอยเป็นห้องกว้างๆ มีวัตถุโบราณจัดแสดงให้ชม

 

แต่พอไปถึงจริง โอ้อะไรนี่…มันตรงกันข้ามหมดเลย

 

หากไม่มีป้าย "บ้านพิพิธภัณฑ์" ใครที่ผ่านไปมาแถวนั้น คงคิดว่าเป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ ธรรมดาหลังหนึ่งของหมู่บ้านเป็นแน่ แต่ก็น่าแปลก พอได้ย่างก้าวเข้าไปแล้ว เหมือนข้ามประตูย้อนเวลา (ใช้เดินเอานะ สมัยนั้นยังไม่มีไทม์ แมชชีน) กลับไปสู่บ้านหลังเก่าที่เราคุ้นเคยดีสมัยเด็กๆ

 

ความรู้สึกแรก คือ "ทึ่ง"

 

ต้องขอชูนิ้วโป้งสองข้างสิบครั้ง หรือยกสิบนิ้วครั้งเดียว ให้กับ เจ้าของบ้าน คือ คุณเอนก นาวิกมูล ที่สามารถรวบรวมข้าวของ เครื่องใช้ ในอดีตได้มากมายขนาดนี้ และสามารถนำมาจัดแสดงได้อย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติสุดยอด

 

บ้านเก่าหลังนี้ มีสามชั้น โดยในแต่ละชั้น จะถูกแบ่งเป็นส่วนๆ จำลองเป็นสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านกาแฟ (โบราณของจริง) ร้านขายยา ร้านถ่ายรูป ร้านขายของ เป็นต้น

 

หัวใจเราพองโต (แต่พุงยังแฟบอยู่ดี) ด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งที่แวะเวียนเข้าไปในแต่ละมุมของบ้าน มุมที่กรี๊ดสุดๆ คงไม่พ้น มุมของเด็กเล่น ก็แหม ใครเลยจะไม่เคยเล่นของเล่นตอนเป็นเด็ก จริงไหม

 

เด็กสมัยใหม่ที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย อย่างลูกพี่สาว กับลูกน้องสาว เห็นอาการเราแล้ว คงงงว่า อีนี่อี้กู เป็นอะไรไปแล้ว เฮ้อ…อี้ก็เป็น โรคย้อนอดีต ไงหลานเอ๋ย เด็กยุคคอมพิวเตอร์ อย่างพวกหนู คงไม่รู้หรอกว่า ความรู้สึกของ เด็กยุคลูกคิด อย่างพวกอี้เมื่อได้เห็นของที่ตัวเองไม่ได้เห็นมานานเป็นยังไง

 

หลังจากซึมซาบและดื่มด่ำกับอดีตในวัยเยาว์พอสมควรแล้ว ก็มีการซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกัน และที่ขาดไม่ได้คือ ขนมโบราณ สำหรับเด็กๆ ให้ได้ลิ้มรสความอร่อยในอดีตกันดู

 

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "บ้านพิพิธภัณฑ์" ได้ ที่นี่ )

 

 

ไหนๆ ก็มากันแถวนี้แล้ว เราจึงไม่พลาดที่จะแวะ "บ้านจักรยาน" ด้วย

 

อาการ "ทึ่ง" เกิดขึ้นอีกที่นี่ เป็นครั้งที่สองในรอบวัน

 

โอ้โห อะไรจะมีจักรยาน (รวมทั้งมอเตอร์ไซค์โบราณ) กับอะไหล่ เยอะแยะมากมาย เดินดูจนลายตาเลยแหละ

 

เราว่านะ คนที่เขาสะสมไม่ว่าจะอะไรก็ตาม อย่างจริงจังเนี่ย ต้องเป็นคนที่มีอุตส่าหะ และวิริยะ จริงๆ (ตอนนี้เราก็กำลังมานะวิริยะสะสมบางอย่างอยู่กับเขาด้วยเหมือนกันนะ ก็สะสม "ทรัยพ์ภายใน" ไงล่ะ สะสมนามธรรมอย่างนี้นี่ ยากนะ)

 

เนื่องจากบ่ายคล้อยมากแล้ว และบรรดาผู้ติดตามขบวนก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องจักรยานกันเท่าใดนัก ประกอบกับเริ่มเหนื่อยกันแล้วด้วย เราจึงอยู่ที่นี่ไม่นาน ก็กลับ…พร้อมกับ หัวใจพองโตที่เต้นตุบๆ ไปตลอดทาง

 

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "บ้านจักรยาน" ได้ ที่นี่ )

 

นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้ว….เปรียบดั่งคนเรา มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาฉันใด ทั้ง "บ้านพิพิธภัณฑ์" และ "บ้านจักรยาน" ก็คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาฉันนั้นแล….

 

กันยา ณ เดือนเก้า

26/05/05

ปล. เขียนเรื่องพิพิธภัณฑ์แล้ว ทำให้นึกถึงเพลงนี้ ของ นันทิดา แก้วบัวสาย "พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว"