ฟ้าแจ้งจางปางกระจ่างฟ้า

                 ชีวิตหนึ่งผ่านมาถึงวันใหม่

                 พรุ่งนี้จะอยู่หรืออย่างไร

                 ไม่แน่ใจ ตอบไม่ได้ในวันนี้…

 

 

 

 

 

***************************

 

ผู้แต่งคือใครจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่เพียงลางๆ ว่า เป็นบทกลอนที่ถูกนำมาเป็นตัวอย่างในหนังสือการแต่งกลอนและคำโคลง ที่ได้อ่านตั้งแต่สมัยอยู่มัธยมต้นโน้น แล้วก็จำมาจนถึงทุกวันนี้

 

ในวันที่ได้เห็นท้องฟ้ากระจ่างใส เราจะนึกถึงบทกลอนนี้ทุกครั้ง แล้วก็ดื่มด่ำกับความสวยงามของท้องฟ้ากับเพียงบทกลอนในท่อนแรก…ฟ้าแจ้งจางปางกระจ่างฟ้า

 

แต่วันนี้ต่างจากวันก่อนๆ เรามาคิดพิจารณากับท่อนที่เหลือ…ชีวิตหนึ่งผ่านมาถึงวันใหม่ พรุ่งนี้จะอยู่หรืออย่างไร ไม่แน่ใจ ตอบไม่ได้ในวันนี้…

 

แต่ละวันเราอยู่อย่างไม่รู้คำตอบเลยว่า เราจะตายเมื่อไร ?

 

"ความตาย" เป็นสิ่งที่เราต้องเจอกันทุกคน แน่นอน ทุกคนกลัวการตาย แต่ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แทนที่จะมานั่งกลัวมัน เรามาเตรียมพร้อมเผชิญกับมัน "อย่างมีสติ" มิดีกว่าหรือ

 

"การตายอย่างมีสติ" หมายความว่าอย่างไร ?

 

พระไพศาล วิสาโล ให้คำตอบไว้ว่า…
(จากการสัมภาษณ์ในเรื่องประเด็น “ความตาย” ที่มูลนิธิพลตรีจำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๕)

 

"คือตายอย่างสงบ ไม่ตื่นกลัวหรือวิตก พร้อมรับความตายที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ดิ้นรนขัดขืน สามารถน้อมใจให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล  เช่นพระรัตนตรัย ยิ่งสามารถน้อมใจถึงขั้น เอาความว่างเป็นอารมณ์ หรือปล่อยวางแม้กระทั่งความยึดถือในตัวตนได้ ก็จะเป็นการตายอย่างมีสติในขั้นสูงสุดก็ว่าได้"

 

และ ต้องเตรียมการ หรือต้องอาศัยการฝึกตนเองสักเพียงใด ?  จึงจะเรียกว่ามีความพร้อมที่จะตายอย่างมีสติ

 

"ต้องเตรียมการสองส่วน คือ การฝึกตน และการตระเตรียมปัจจัยแวดล้อม

การฝึกตน ก็คือ การเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความตาย ตั้งแต่ยังมีความปกติสุขอยู่ คือระลึกนึกถึงความตายอยู่เสมอ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เตรียมเอาตอนที่รู้ว่าใกล้จะตายแล้ว นอกจากระลึกถึงความตายที่อาจเกิดขึ้นทุกขณะแล้ว ก็ต้องฝึกใจให้พร้อมจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อความตายมาถึง กับเรียนรู้ที่จะจัดการกับความกลัวซึ่งอาจเกิดขึ้นเวลาใกล้ตาย นั่นเป็นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือการพยายามสร้างคุณงามความดี ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ มีคุณค่า และหมั่นฝึกจิตด้วยสมาธิภาวนา ไปพร้อมๆ กับการเจริญมรณสติด้วย

 

ในแง่ของ ปัจจัยแวดล้อม ก็สำคัญมาก  โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้ตาย เพราะว่าการที่จะรักษาใจให้ปกติ ให้มีสติหรือน้อมระลึกถึงในสิ่งดีงามที่เป็นกุศลได้ ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมเข้ามาช่วยมาก โดยเฉพาะคนธรรมดาทั่วๆ ไป   ยกตัวอย่างเช่น หากเราอยู่ในห้องไอซียู มีสายระโยงระยาง แล้วมีหมอและพยาบาลมามะรุมะตุ้มรอบตัว ฉีดโน่นเจาะนี่ในตัวเรา ในสภาพเช่นนี้การรักษาใจให้สงบ มีสติ หรือน้อมระลึกถึงสิ่งดีงามย่อมเป็นไปได้ยาก  หรือ หากว่ามีลูกหลานญาติพี่น้องมาร้องห่มร้องไห้ใกล้เตียง พยายามยื้อยุดไม่ให้เราตาย การที่เราจะปล่อยวางตั้งแต่เรื่องญาติพี่น้อง ลูกหลาน ทรัพย์สมบัติ ก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน

 
ปัจจัยแวดล้อมนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเตรียมตัวตาย ปัจจัยแวดล้อมที่ว่านอกจากจะหมายถึงคนรอบตัวเช่นญาติพี่น้องหรือแพทย์พยาบาลแล้ว ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ห้องที่ผู้ป่วยนอนอยู่ ถ้าอึกทึกคึกโครม ก็เป็นอุปสรรคต่อการเตรียมใจเวลาใกล้ตาย แต่ถ้ามีความสงบ และมีสิ่งน้อมใจให้เป็นกุศล เช่น มีพระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของตน มีข้อความเตือนใจให้ปล่อยวาง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญที่สามารถน้อมนำจิตใจให้เกิดความสงบ เป็นบุญเป็นกุศล หรืออาจทำให้เราเกิดความรู้สึกตรงกันข้ามก็ได้ นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ควรมีการตระเตรียมไว้ให้ดี"

 

 

"หากพรุ่งนี้ตื่นมา แล้วพบว่า เรายังมีลมหายใจ

จงใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย และรู้คุณค่ากับปัจจุบัน

หากพรุ่งนี้ สิ้นลมหายใจ

ก็จงไปอย่างสงบแบบมีสติ"

 

กันยา ณ เดือนเก้า

09/06/05

Advertisements