"หายใจเข้าลึกๆ นะคะ" พยาบาลประจำห้องผ่าตัดบอกอย่างอ่อนโยน ขณะเตรียมอุปกรณ์ และตรวจสอบความพร้อมก่อนให้หมอลงมือลงมีด

 

************************************

 

เรา…ในสภาพนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงผ่าตัดขนาดเพียงแค่พอดีตัว…ทำตามคำสั่งแต่โดยดี ฟื้ดดดดดดดดดดดดดด เราสูดหายใจลึกๆ ประหนึ่งกำลังสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี ฟื้ด ฟื้ด ฟื้ดดดดดดดดดดดดด…อีกสองสามครั้ง จินตนาการพลันสลาย ยาสลบออกฤทธิ์ โลกภายนอกเป็นอย่างไรต่อจากนั้น ไม่อาจรับรู้

 

นั่นคือ เหตุการณ์ในห้องผ่าตัดของวันนี้ เมื่อปีที่แล้ว ซีสขนาดประมาณเกือบ 5 ซม. ถูกผ่าออกพร้อมรังไข่ขวาของเรา (ตอนนี้เลยกลายเป็นคนมีรังไข่แค่ข้างเดียว  ไปซะแล้ว) ซีสที่เกิดขึ้นในตัวเรา หมอเรียกมันว่า "ช็อคโกแลตซีส"

 

วันนี้เลยขอหยิบยกเรื่องนี้ มาให้ได้อ่านกัน โดยเฉพาะสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย เพื่อเป็นข้อมูลในการป้องกันและรักษากันต่อไป…

 

เป็นผู้หญิงสละเวลาสักนิดอ่านเถอะ

ช็อกโกแลตเป็นชื่อขนมหวานที่เป็นที่โปรดปรานของผู้คนทุกเพศทุกวัย
ซีส (cyst) แปลว่า ถุงน้ำช็อกโกแลตซีส หมายถึงถุงน้ำที่มีของเหลวภายในลักษณะเหมือนช็อกโกแลต
คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่างและ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง
ไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย และนับวันผู้หญิงหลายคน
ก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า
"เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่" (endometriosis) กันมากขึ้น
เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสด
เป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน

ช็อกโกแลตซีสเกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหม
ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอย่างไร
ต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ
พบกับคำตอบที่คุณอยากรู้เหล่านี้ได้จากผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์
สูติแพทย์จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

ที่มาของชื่อถุงน้ำช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้
ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด
คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำ
ให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ
ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต

สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เชื่อว่า
เกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ
คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ
อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่ง มีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก
แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุง
น้ำขึ้นและเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่ง
เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน (คือการที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา)
ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย ดังนั้นในแต่ละเดือนที่ผ่านไป
ถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึงถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อย
แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่าจะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่
ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น

คุณหมอสมชายให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า
"ถ้าดูในเรื่องงาน วิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า
ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน
ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คนจะมีภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน
"แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำฯ ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดมากมายแต่บางคนไม่เป็น"

คำตอบคือ"คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำฯมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง
ซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้
ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกัน
ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้"
ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก
ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีที่คุณหมอบอกว่า
"จริงๆแล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา
เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้น
ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นก็เลยดูเหมือนกับ
ว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะรวมทั้วข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง
จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ!เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจ
ซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"

อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่อง
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ (หรือถุงน้ำช็อกโกแลต)
สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้
ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง
ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เอง
เป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดเพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า
ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้น
เป็นอาการปวดปกติธรรมดา(ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น)
หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า
"การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่า
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องอายุ นั่นคือ ถ้าอายุยังไม่มากแล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน
ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา "แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน
พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา
และปวดมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละเดือนที่ผ่านไป
อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
 

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษา
โดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลายๆกรณีแพทย์
บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกัน
ด้วยเหตุผลว่าไหนๆก็เจ็บตัวแล้วเอาส่วนที่เกรงว่า
จะเกิดโรคคือมดลูกและรังไข่ (ที่เป็นมะเร็งกันเยอะ) ออกไปด้วยเสียเลย
แล้วหลังจากนั้นผู้หญิงที่ถูกตัดมดลูกและรังไข่ก็ต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิต

ด้วยประสบการณ์นี้ที่เล่าสู่กันฟังปากต่อปาก
ทำให้ผู้หญิงเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวดท้องแล้วไปพบแพทย์
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต
(แต่อาจจะไม่ได้อธิบายลักษณะอาการของโรคให้เข้าใจอย่างละเอียด)
ก็เข้าใจเพียงแง่เดียวว่าโรคนี้จะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่านั้น
ดังนั้นรายที่กลัวการผ่าตัดก็จะไม่ยอมไปพบแพทย์อีกแล้ว
ก็ยอมทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดท้องดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือน
บางคนก็แสวงหาวิธีการรักษาต่างๆนานา เช่น กินยาสมุนไพร (ทั้งไทยและจีน)
เพื่อให้ถุงน้ำยุบ งดอาหารบางอย่างที่คิดว่าจะเป็นของแสลง
หรือหลายคนแม้จะกลัวไม่กล้าจะไปพบแพทย์อีก
แต่ลึกๆก็กังวลถุงน้ำดังกล่าวจะกลายเป็นเนื้อร้ายในอนาคตได้หรือไม่ใน

ประเด็นนี้ คุณหมอสมชายอธิบายให้ฟังถึงข้อเท็จจริงว่า
"อาการของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่มีหลายระยะ
บางกรณีแม้จะเห็นร่องรอยของเยื่อบุโพรงมดลูกฯ ในช่องท้อง
แต่บางครั้งเป็นกลุ่มที่ไม่มีอาการอะไรซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้
"ขณะเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตด้วยว่าอยู่ที่ไหน
อุ้งเชิงกรานหรือว่ารังไข่ ซึ่งจริงๆ แล้วภาวะถุงน้ำช็อกโกแลต
ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับผู้หญิงที่เป็นมากนักเพียง
แต่ก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า เพราะเมื่อปวดประจำเดือน
ก็อาจจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเท่าที่เขาควรจะทำได้"

ทำไมถุงน้ำช็อกโกแลตจึงพบมากในผู้หญิงโสด คำตอบของข้อสงสัยนี้
ก็คือถุงน้ำช็อกโกแลต หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
ต้องอาศัยฮอร์โมนของรังไข่ ในการเจริญเติบโตพูดง่ายๆ
คือโรคนี้เป็นโรคที่คู่กับการมีประจำเดือน
"ดังที่บอกไปแล้วนะครับว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
สาเหตุเกิดจากมีประจำเดือนส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับไปผ่านทางหลอดมดลูก
แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวในอุ้งเชิงกรานหรือรังไข่
แล้วรายงานการวิจัยก็พบว่าผู้หญิงเมื่อมีประจำเดือนไม่ว่าจะอายุน้อยหรืออายุมาก
ถ้าหากไปตรวจช่องท้องก็จะพบว่ามีเลือดประจำเดือนส่วนหนึ่งอยู่ในช่องท้องทุกคน
แต่คนที่เกิดอาการก็เพราะภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่อง
จึงไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้
เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาโรคนี้อย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่มีประจำเดือน
เมื่อไม่มีประจำเดือนถุงน้ำดังกล่าวก็จะฝ่อตัวไปด้วย

"การตั้งครรภ์เป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือน
อย่างต่ำก็เป็นปีนับตั้งแต่ตั้งท้อง 9 เดือนและหลังคลอด
ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่มีประจำเดือนไปอีก 1-3 เดือน
หรือบางคนอาจจะถึง 6 เดือน โดยเฉพาะแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่
1 ปีที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือนเลยนั้นเท่ากับโรคที่เป็นอยู่ได้รับการรักษาไป 1 ปี
ในขณะที่ ผู้หญิงโสดที่ไม่มีลูกก็จะมีประจำเดือนมาเป็นประจำทุกเดือน
เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ในแต่ละเดือนก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
และเมื่อเทียบกันระหว่างคนโสดกับคนที่เคยตั้งครรภ์มาก่อน
พบว่าผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์แล้วเป็นโรคนี้น้อยกว่า
และถึงแม้จะมีโรคก็เป็นกลุ่มที่ไม่แสดงอาการเป็นส่วนใหญ่"
 

โรคนี้มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง

ดังที่ทราบกันแล้วว่าโรคนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรงหรือมีอันตรายอะไร
เพียงแต่จะทำให้มีอาการปวดประจำเดือน ดังนั้นหากปวดไม่มาก
ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีรักษาตามอาการคือกินยาแก้ปวด
หรือหากปวดมากแพทย์ก็จะมียาเฉพาะให้ และโดยปกติถ้าคนไข้มีอาการไม่มาก
แพทย์จะไม่ใช้วิธีการผ่าตัดในการรักษาโรคนี้กับคนไข้
"การผ่าตัดจะทำในกรณีที่จำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้นครับ
เช่น ถุงน้ำนั้นใหญ่มากจนทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง หรือถุงน้ำไปกดอวัยวะข้างเคียง
เช่น ไปกดกระเพาะปัสสาวะ แล้วทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น
หรือกรณีที่ถุงน้ำแตกซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแบบเฉียบพลัน
หรือกรณีของผู้หญิงที่มีลูกยาก จำเป็นต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำออก
เพราะการที่มีถุงน้ำอยู่จะรบกวนการตั้งครรภ์พอสมควร
เพราะมันอาจจะทำให้เกิดพังผืดไปรัดทำให้หลอดมดลูกตีบหรือตันได้"

ในบางกรณีแพทย์อาจจะต้องตัดสินใจผ่าตัดเอาอวัยวะสำคัญของผู้หญิงออกไป
เช่น ในกรณีที่มีพังผืดมากในช่องท้องที่อาจจะดึงเอาลำไส้ไปติดกับตัวมดลูก
ซึ่งหากจะต้องผ่าตัดคนไข้คนนี้หลายครั้งก็อาจจะเป็นอันตรายต่อลำไส้
คือทำให้ลำไส้ทะลุกรณีเช่นนี้แพทย์อาจตัดสินใจที่จะต้องตัดทั้งมดลูกและรังไข่ออกไปด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังซึ่งคนไข้ก็จะต้องได้ฮอร์โมนทดแทน
เพื่อจะให้กลับมาเป็นผู้หญิงอย่างปกติ"

พูดถึงการผ่าตัดที่ดูน่ากลัวและหลายๆ คนคิดว่าคงจะเจ็บปวดเอาการนั้น
เรื่องนี้คุณหมอสมชายเล่าให้ฟังว่า
"การผ่าตัดมีหลายวิธีและวิธีการที่ดีที่สุดคือ การใช้กล้องเข้าไปผ่าตัดวิธีนี้
มีข้อดีคือ คนไข้เจ็บตัวน้อยเมื่อเทียบกับการผ่าตัดในแบบที่จะต้องเปิดแผลใหญ่ๆ
เพราะการใช้วิธีส่องกล้องผ่าตัด คนไข้จะมีแผลเพียงแค่รูเล็กๆ ขนาดรูตะเกียบ 2 รูเท่านั้น
และเมื่อผ่าตัดเสร็จก็ไม่จำเป็นต้องนอนพักโรงพยาบาลหลายๆ วัน เหมือนกับการผ่าตัดธรรมดา

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากบอกผู้หญิงที่ยังโสดหรือว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกก็คือ
ถ้าเป็นแล้วให้รีบรักษาเสียแต่เนิ่นๆ นะครับ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานๆ
โอกาสที่จะมีลูกก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยในกรณีของการรักษาผู้ที่มีลูกยาก

"ในกรณีของผู้หญิงที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
ตอนอายุใกล้ๆ 45-46 ปี ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาแบบประคับประคองโดยให้กินยา
เพราะโรคนี้เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มันจะหายไปได้เอง
แต่ตราบใดที่ผู้หญิงยังมีประจำเดือนอยู่
ถึงแม้บางคนจะเคยได้รับการผ่าตัดเอาถุงน้ำฯ ออกไปแล้ว
แต่โอกาสที่จะเกิดเป็นซ้ำก็มีนะครับ" ความไม่รู้มักจะทำให้คนเราวิตกกังวลไปได้มากมาย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บประจำตัว
ดังเช่นเรื่องของโรคถุงน้ำช็อกโกแลต หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
ที่ยิ่งนับวันก็จะพบผู้มีอาการของโรคเพิ่มขึ้นแต่การได้รู้ที่มาที่ไป
หรือสาเหตุของโรคตลอดจนวิธีการรักษาก็จะช่วยทำให้สบายใจขึ้นได้ส่วนหนึ่ง
และถ้าหากใครได้อ่านบทความเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ
ก็จะคลายความวิตกกังวลไปได้ว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กลัวๆ กันเลย

 

(บทความจากเว็บ สาระแนดอทคอม)

 

เสียดายที่ไม่ได้เห็นก้อนซีส หลังผ่าตัด หมอแจ้งว่า พบซีสอีกหนึ่งจุดที่รังไข่ซ้ายเรา ซึ่งหลังจากวันนั้นมาจนวันนี้ ก็ถูกควบคุมพฤติกรรม และเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ทุกๆ 6 เดือน

 

กันยา ณ เดือนเก้า

16/06/05