ช่วงวันหยุดวันพระใหญ่ คือ วันอาสาฬหบูชา และ เข้าพรรษา รวมวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีโอกาสดีได้สัญจรบุญ ทัวร์ธรรมะ คลายความสลด (กับกิเลสคน) สลัดความเบื่อ โดยได้สดับรสพระธรรมและนั่งสมาธิกับสมณะผู้สมถะ ในที่เงียบสงบอันแสนสงัด  สมปรารถนา…
 
 
 
**********************************
 
 
 บ่ายสองของวันพฤหัสบดีที่ 21
 
แหม่ม เพื่อนสมัยประถม หน้าหมวยขาวสวย (ที่ไม่มีเห็นจะมีเค้าฝรั่งซักกะติ๊ด) สายตาสั้นผู้เริ่มมีสายตาเห็นธรรม พร้อมกับ พี่ตูบ (อดีต)รุ่นพี่ร่วมบริษัทแหม่ม ผู้มีตาโตเป็นประกาย (ส่องแสงได้ดีในที่มืด โดยเฉพาะในผับ << แซวนิดแซวหน่อยอย่าว่ากันนะพี่ อุเบกขา อุเบกขาเข้าไว้) และฝีปากคมกริบดุจดั่งกรรไกรที่ลับมาอย่างดี ใครโดนตัดล่ะก้อ เป็นหมดอนาคต แถมหมอไม่รับเย็บติดอีกต่างหาก 555 มากับ Camry สีเงินคันงามจอดคอยปากซอยบ้าน
 
สองสาวสวยกับอีกหนึ่งเสาสูง ช่วยกันขนสัมภาระและของทำบุญขึ้นรถกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มออกรถทัวร์ธรรมะที่ จังหวัดกาญจนบุรี
 
เนื่องจากพวกเราอยากจะไปถวายอาหารเช้ากับ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ที่ สวนโพธิญาณอรัญวาสี ในวันศุกร์ (วันอาสาฬหบูชา) แต่ไม่อยากออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ามืดของวันนั้น เราเลยจองที่พักที่ Evergreen Hills Golf Club & Resort ซึ่งไม่ไกลจากสวนฯ มากนักไว้ในวันพฤหัสฯ เพื่อจะได้ไปสวนฯ โดยต้องรีบร้อน
 
ก่อนเข้า Check in ที่รีสอร์ท เราแวะสำรวจเส้นทางไปสวนโพธิญาณฯ
 
 ประมาณบ่ายสี่โมง
 
ถึงที่พัก เป็นธรรมเนียมนิยมของการเข้าพักไปแล้วหรืออย่างไรมิอาจทราบได้ มาถึงต้องเปิดแอร์ก่อน ตามด้วยเปิดโทรทัศน์ สังเกตมาหลายทริปแล้ว
 
หลังพักผ่อนกันตามอัธยาศัยจนเริ่มรู้สึกตัวว่าหิวแล้ว ก็พากันไปตระเวนหาข้าวกิน อู้ว้าว…กว่าจะได้ร้านกินข้าวที่หน้าตาโอเค ก็ปาเข้าไป…
 
 หกโมงเย็น
 
ร้านอาหารบ้านเรา แหม่มทำตัวเป็นเจ้าแม่ชั่วคราว ออกคำสั่งให้สั่งกับข้าวคนละอย่าง พี่ตูบเลือกปลากระพงทอดน้ำปลา เราเอายำคะน้ากุ้งสด และสุกี้แห้งกะทะร้อนเป็นของเจ้าแม่ นึกว่าจะกินไม่หมดซะแล้ว ที่ไหนได้เรียบวุธ หมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่แก้มปลา จะซดน้ำปลาที่ราดด้วยก็เกรงใจบริกร
 
ก่อนมาทัวร์ ปรารภกับแหม่มไว้ว่า เฮ้ย ถ้าไปวันพฤหัสฯ อย่างนี้ ตอนหัวค่ำเราก็ไปเวียนเทียนได้สิ เพื่อให้สมคำปรารภ พี่ตูบ Driver ผู้ทะมัดทะแมงเธอก็…จัดให้ เนื่องจากเวลาเวียนเทียนใกล้เข้ามาทุกที ครั้นจะไปวัดที่ขาเข้าเมืองมากินข้าวแล้วแวะถาม ก็กลายเป็นไกลไป เลยเอาวัดทางผ่านขากลับแทน เจอวัดแรกที่จะแวะ แหม่มสาวเขี้ยวลากดินผู้ขาดไม้จิ้มฟัน (เอาไว้เขี่ยเศษดินออกจากเขี้ยว) ไม่ได้ บอกว่า วัดหน้าดีกว่า วัดนี้มันดูอึมครึมชอบกล พี่ตูบก็…ตามใจ กำลังเหยียบคันเร่งมันส์ๆ แหม่มทักซะเสียงหลงว่า วัดนี้เลย วัดนี้ แม้จะเลยเส้นชัยไปแล้วประมาณเกือบสองร้อยเมตร ถ้าเป็นคนขับรถขี้รำคาญทั่วไป ก็คงตอบกลับว่า ไปวัดหน้าแล้วกันน้อง พี่ขี้เกียจกลับรถ แต่พี่ตูบเธอก็…จัดให้ เหมือนเดิม ชะลอข้างทาง แล้วกลับรถทันที
 
 สองทุ่มโดยประมาณ
 
ตรงดิ่งเข้าไปโดยไม่รู้ชื่อวัด นึกว่าจะเงียบๆ เหมือนวัดต่างจังหวัดห่างไกลตัวเมืองทั่วไป แต่ขอโทษเถอะ เข้าไปถึงแล้วงง ทำไมมีร้านรวงขายของที่ระลึกเปิดไฟสว่างไสวเรียงรายสองข้างทางเต็มไปหมด แล้วโน่นอีก คนมาจากไหนเยอะแยะ นี่มันสองทุ่มแล้วนะ เราเก็บความสงสัยกันไว้ จนหายกังขา เมื่อมีหนุ่มวัด (ไม่ใช่เด็กวัด) มาให้คำตอบ ขณะเราซื้อดอกไม้เพื่อจะเวียนเทียนว่า ที่เห็นคนเยอะแยะนั่นน่ะ เพราะทัวร์มาลงดูของดีของที่นี่ คือ แม่ชีลอยน้ำ พี่ตูบบอกว่า แม่ชีลอยน้ำ อยู่ที่ วัดถ้ำมังกรทอง ไม่ใช่เหรอ หนุ่มวัดก็ตอบพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะว่า ก็นี่แหละ วัดถ้ำมังกรทอง อ้าว…แหม เราพากันมาวัดดังของจังหวัดเลยนะเนี่ย งานนี้ก็ยกความฟลุ๊คให้แหม่มไป
 
เราเองก็คุ้นๆ อยู่นะกับวัดนี้ ตั้งแต่ตอนเดินเข้ามาแล้ว พอเดินไปดูบ่อแม่ชีลอยน้ำเท่านั้นแหละ แน่ใจเลยว่า เคยมาแล้วจริงๆ ด้วย กับพี่สาว พี่เขย ของติ๊ก เมื่อหลายปีก่อน วัดวาอารามก็เหมือนเดิม แต่คนลอยน้ำเปลี่ยนไป ไม่ใช่แม่ชี แต่เป็นอุบาสิกา ยังไม่ทันจะได้เข้าไปดูเค้าลอยน้ำเลย หนุ่มวัดคนเดิมก็ตะโกนมาว่า เวียนเทียนกันแล้ว คนคุมคิวเลยบอกว่า เวียนเสร็จมาดูใหม่ก็ได้ (คงกลัวเราไม่คุ้มค่าตั๋วคนละ 10 บาท)
 
นี่เป็นครั้งแรกของการเวียนเทียนต่างจังหวัดสำหรับแหม่ม และเป็นครั้งที่สองสำหรับเรา บรรยากาศเรียบง่าย คนไม่พลุกพล่าน กำลังดี เวียนครบสามรอบ ก็เข้าไปฟังพระเทศน์กันซะหน่อยให้สมกับที่มาวัด จากนั้นก็ไปดูอุบาสิกาลอยน้ำ…
 
 
:*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*:
 
 
 ตีห้าห้าสิบห้าของวันศุกร์ที่ 22
 
Breakfast ของสองเรา (แหม่มกับเรา…พี่ตูบขอบาย) คือข้าวต้มหมู กับ ไก่ที่คลับเฮ้าส์ของรีสอร์ท
 
 หกโมงครึ่ง
 
Check out ออกจากที่พัก
 
 เจ็ดโมงสิบห้า
 
ถึง สวนโพธิญาณอรัญวาสี ที่สวนนี้ไม่มีที่พัก เป็นเพียงแต่ที่พำนักจำศีลของ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช เท่านั้น ท่านจะมีอาคารหลังหนึ่งไว้สำหรับเทศนาธรรมให้ญาติโยมฟัง เราจัดแจงเทอาหารที่แวะซื้อมาจากตลาดใส่จาน เพื่อถวายเป็นภัตตาหารเช้า ร่วมกับอาหารของญาติโยมท่านอื่นๆ แล้วเข้าไปฟังเทศน์ที่อาคาร
 
ฟังท่านเทศน์อยู่เพลินๆ ฉับพลันสายตาก็ไปเหลือบผ่านทางหน้าต่างหลังท่าน เห็นนกแซงแซวหางปลาสีดำมะเมี่ยมสองตัวหยอกล้อกระโดดไปมากันเล่น อยู่ที่ต้นไม้ข้างอาคาร มองอยู่ซะเพลิน พอละสายตาจากหน้าต่าง มายังหน้าท่านได้สักพัก โดนเลยจ่ะ โดนสอบอารมณ์เลย "เป็นอย่างไรบ้าง คนที่ใส่เสื้อลายช้างน่ะ (เราเอง) รู้ตัวไหมว่าใจลอย" "ทราบค่ะ" เราตอบ "แล้วตอนใจลอย รู้สึกตัวไหมว่า ไม่เห็นกายกับจิต" "รู้สึกค่ะ" "ค่ะ" ลูกเดียวเลย ท่านเมตตาบอก ทางลัดในการพ้นทุกข์ คือ "ให้มีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา"
 
และเหมือนท่านอ่านใจเราออก เราอยากจะถามท่านว่า แล้วอะไรล่ะคือ "สติ" ท่านตอบโดยเราไม่ได้ถามว่า "สติ เป็นอนัตตา คือ การจำได้ และรู้ตัว"
 
ฟังธรรมรอบแรกเสร็จ ได้เวลาถวายปัจจัยต่างๆ พวกเราถวายหลอดไฟ+น้ำ+เวชภัณฑ์ และเงินทำบุญที่เตรียมมา จากนั้น เป็นเวลาฉันอาหาร หลังจากท่านฉันเรียบร้อย ก็ถึงคราวญาติโยม เนื่องจากเรารับ Breakfast แล้ว เลยกินผลไม้แทน
 
ระหว่างรอฟังธรรมรอบต่อไป พี่ตูบพาไปดูต้นตะขบหน้าสวน แล้วชักชวนให้ชิมลูกตะขบดู เฮ้อๆๆ…เกิดมาเพิ่งเคยลิ้มลองลูกตะขบ มันหอมหวานเช่นนี้เองน่ะเหรอ แปลกดี กินไปแล้วมานึกขึ้นได้ว่า ไม่น่ายุ่งกับของในเขตธรรมทานเล้ย ทำกรรมอีกตู
 
จากการฟังเทศน์เช้านั้น เราได้ข้อธรรมะมาหลายข้อ และแน่นอน รวมทั้งทางลัดแห่งการพ้นทุกข์ด้วย…
 
  • "รู้กาย รู้ใจ อย่างที่เป็น มีสติตลอดเวลา"
  • "อย่าลืมกายลืมใจ อย่าส่งจิตออกนอก ให้รู้สึกตัวตลอดเวลา"
  • "ธรรมดาของจิตมีสองอย่าง คือ บังคับ (เพ่ง) ให้จิตอยู่นิ่ง (ส่วนใหญ่นักปฏิบัติจะเป็นกัน) และ ปล่อยจิตให้ไหลไปตามกิเลส (คนทั่วไปเป็นกัน)"
  • "ปฏิบัติอย่างไร ให้ดูที่ "จริต" อย่าไปยึดติดกับรูปแบบและตัวบุคคล"
  • "อยากทำได้ ให้ถามผู้หญิงทอหูก > คนทอหูกจะรู้เฉพาะหน้า รู้กาย รู้ใจตามที่มันเกิด
    อยากทำถูก ให้ถามเด็กเลี้ยงควาย > เด็กเลี้ยงควายไม่รู้ว่าอะไรถูก เพราะที่ถูกไม่มี ให้ดูที่ผิด แล้วจะรู้ทัน สิ่งที่ผิดจะถูกขึ้นมาทันที"
  • "ทุกวันนี้ คนเต็มไปด้วยความทุกข์ เปรียบเหมือนคนตาบอดที่อยู่ในก้นเหว"
  • "รู้ > ปล่อยวาง > พ้นทุกข์"
 สิบโมง

ออกจากสวนฯ มุ่งตรงไปยังสถานธรรมต่อไปคือ วัดสุนันทวนาราม
 

 ราวเที่ยง

แวะกินข้าวที่หน้าน้ำตกไทรโยค

 

 บ่ายโมงกว่า
 
ถึงจุดหมาย โดยมีสายฝนโปรยปรายลงมาต้อนรับ (ยันส่งกลับ) แหม่มหาคนถามถึงเรื่องที่พักก่อนเลย เพราะคนที่ไปฟังพระอาจารย์ปราโมทย์บอกว่า ไปวัดนี้มาแต่ไม่มีที่พัก โชคดีมากที่พอดีมีคนออกห้องนึงของอาคาร 6 ไม่งั้นเราคงต้องขอ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสชาวญี่ปุ่น กางเต้นท์นอนกันซะแล้ว หลังจากถวายของทำบุญกับท่าน เราก็ขนสัมภาระไปไว้ที่ห้องพักหมายเลข 4 กัน ที่พักที่นี่ ต่างจากที่วัดบ้านเพ คือ เป็นห้องแถว มีห้องน้ำรวม ไม่มีไฟ (ในห้อง) ไม่มีพัดลม ไฟฟ้าที่ใช้ เป็นการปั่นไฟเอา ซึ่งจะปิดเครื่องในเวลาสี่ทุ่ม มืดค่ำหลังพระอาทิตย์ตก ต้องอาศัยเทียนกับไฟฉายส่องทางเอา
 
ระหว่างรอทำวัตรเย็นในเวลาหกโมงเย็น เราพากันเดินสำรวจวัดอย่างเย็นใจ (พร้อมกันสายฝนที่ทำให้เย็นกายไปด้วย) ทราบในวันกลับจากพระอาจารย์มิตซูโอะว่า ที่นี่มีเนื้อที่ถึง 1,500 ไร่ กว้างมากกกกกกกกกกกกก  พี่ตูบเคยมาหนนึงแล้ว เธอชวนขึ้นเนินไป อุโบสถ กับ ศูนย์เยาวชน ซึ่งเป็นที่ที่จะสวดมนต์ทำวัตรเย็นกัน วัดนี้ สัปปายะมากเลยแหละ เหมาะในการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง (ดูแค่รูปอาจสัมผัสได้ไม่เท่าตัวไปอยู่นั่น)
 
 หกโมงกว่า
 
เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น ที่วัดนี้ เน้นการฝึกหายใจเข้าลึกๆ ออกยาวๆ จึงมีการสวดบท "อานาปนสติสูตร" เพิ่มด้วย ก็เพิ่งเคยสวดบทนี้เป็นครั้งแรก หลังทำวัตรเสร็จ พระอาจารย์ (ศิษย์หลวงพ่อชา) มาแสดงธรรมโปรดญาติโยม ท่านก็เน้นเรื่องการมีสติ เช่นเดียวกับพระอาจารย์ปราโมทย์ (ศิษย์หลวงปู่ดุลย์) พร้อมกับให้ฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อตั้งสติ
 
 
 
 
 
ธรรมะหลักๆ ที่ได้จากท่านในวันนั้นคือ
  • "อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล ปัจจุบันจึงเป็นที่รวมของทั้งเหตุและผล"
  • ท่านกรุณาเล่าถึงเรื่องเมื่อครั้งหลวงพ่อชาเข้าวังให้ฟังว่า ในหลวงท่านถามพระสงฆ์ที่ได้รับนิมนต์มาสวดพุทธมนต์ว่า คุณธรรมในข้อใดเพียงข้อเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับนักปกครอง หลวงพ่อ…เออ จำชื่อท่านไม่ได้แล้วอ่ะ ที่อาวุโสสุด ท่านตอบว่า "อุเบกขา" ในหลวงถามกลับว่า แต่อุเบกขานี่อันตรายมากนะ แล้วจะใช้อย่างไร ทั้งคณะสงฆ์เงียบไปนานจนน่าหวั่นไหว หลวงพ่อชา ผู้อาวุโสน้อยที่สุดในขณะนั้น ตอบพระองค์ว่า "ต้องเป็นอุเบกขา ที่ผ่านเมตตา กรุณา มุทิตา มาก่อน จึงจะเรียกว่า เป็นการใช้อุเบกขาที่แท้จริง"…
  • "ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดเราเท่ารูเข็ม"
 
 สามทุ่มครึ่ง
 
แยกย้ายกันกลับที่พัก เนื่องจากเราตั้งใจถือศีลแปดตั้งแต่มาถึงวัด เลยไม่ได้ร่วมวงโซ้ย "มาม่าคัพ" กับสองสาวสวย เลยขอตัวไปอาบน้ำก่อน คืนนั้น แม้จะไม่มีพัดลมที่ห้อง แต่ฝนตกทั้งคืน อากาศจึงเย็นสบาย จนถึงหนาวเหน็บ มีผ้าห่มที่ติดมากับ
รถพี่ตูบเล็กๆ เพียงหนึ่งผืน แต่แย่งกันห่มสองคน (พี่ตูบนอนถุงนอน)
 
 
:*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*: – :*:
 
 
 ตีสี่ครึ่งของวันเสาร์ที่ 23
 
ตื่นมาไม่ทันทำวัตรเช้า เพราะคิดว่าทำตอนตีห้า ซึ่งเป็นเวลาทำวัตรเช้าสำหรับนักศึกษาที่มาอบรม (ทำวัตรเช้าตีสองครึ่งสำหรับบุคคลทั่วไป) เลยไปนั่งสมาธิที่ธรรมศาลาแทน (ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว จะมาขี้เกียจนอนต่อไม่ได้)
 
 ราวเจ็ดโมงเช้า
 
นั่งดื่มเครื่องดื่มที่ทางวัดจัดให้ตามอัธยาศัยที่โรงทาน โดยไม่รู้กำหนดการต่อไปใดๆ ทั้งสิ้น (มากันแบบไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นะเนี่ย) นั่งๆ ไปพักใหญ่ๆ คนเริ่มหลั่งไหลกันมา ที่แท้ก็ใกล้ได้เวลาอาหารเช้านั่นเอง หลังพระฉันอาหาร+สวดสัพพีเสร็จ อุบาสก อุบาสิกา เข้าแถวเข้าโรงทาน ตักอาหาร โดยมีชามใบใหญ่ (กาละมัง) คนละหนึ่งใบ ช้อนคนละหนึ่งคัน อาหารทุกอย่างใส่และทานในชามใบนี้
 
ได้ความมาว่า ที่นี่ทานข้าวกันมื้อเดียว (ที่วัดบ้านเพ สองมื้อ แต่ตักเช้าทีเดียว)
 
 แปดโมงกว่าจนถึงบ่าย
 
กิจกรรมส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งสมาธิ และฟังธรรมในบรรยากาศที่ฝนตกตลอดวัน แทบจะไม่มีแดดให้แทรกตัวเลยแหละ ก็ดี ตรงที่เย็นสบาย ไม่ร้อน
 
 บ่ายสามโมงครึ่ง
 
ได้ฤกษ์ออกจากวัด ก่อนกลับแวะซื้อหนังสือกับเสื้อยืดช่วยเหลือ มูลนิธิมายา โคตมี ของพระอาจารย์ แล้วก็ลาศีลแปดต่อหน้าองค์พระ
 
 บ่ายสี่โมงเย็น
 
พอได้ธรรม ก็ออกเที่ยว แวะที่แรกคือ น้ำตกไทรโยคใหญ่ หลังจากเสียค่าเข้า (รถ 30 ผู้ใหญ่สามคน คนละ 30 รวม 90 บาท เอาตั๋วไปเข้าแหล่งท่องเที่ยวอื่นบางที่ได้ด้วย เช่น น้ำตกเอราวัณ และอื่นๆ…ที่จำไม่ได้) จอดรถเรียบร้อย ยังเดินไปไม่ถึงครึ่งทาง ได้แค่ข้ามสะพานแขวน ก็ต้องกลับอย่างมึนๆ (จากการแกว่งสะพานแกล้งของพวกโก๋จอมโยก) เพราะฝนตกอีกแล้ว…
 
 ห้าโมงสี่สิบ
 
ออกจากน้ำตก เราก็หลับแทบจะตลอดทาง ตื่นมาอีกที พี่ตูบกำลังถามเจ้าหน้าที่ที่หน้า อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์
พอดี เค้าบอกให้เข้าวนรถได้ ไม่ต้องเสียค่าเข้า เพราะอุทยานจะปิดแล้วในเวลาหกโมงเย็น เอาล่ะเซะ เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มาถึงแล้วนี่ ก็รีบๆ เดินๆ ถ่ายๆ (รูป…อย่าคิดเป็นอย่างอื่น) ให้ครบจุดชม ซึ่งประกอบด้วย ปราสาทสองแห่ง กับ หลุมขุดพบโครงกระดูก
 
 หกโมงเย็นแล้ว
 
ไม่มีข้าวตกถึงท้องตั้งกะบ่ายแล้ว จะมีก็แต่มันฝรั่งเลย์ กับปลาเส้นทาโร่อันน้อยนิด ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อิ่มท้องได้เลย ความหิวเริ่มแสดงอาการอีกครั้ง คราวนี้ พี่ตูบมีร้านในใจ (จากการสำรวจเมื่อเย็นวันพฤหัสฯ) คือ ร้านสำรับกับข้าว ไปถึงร้านเงียบฉี่ ที่แท้ร้านหยุดสองวัน เป็นอันว่าอดกิน
 
 หนึ่งทุ่ม
 
แหม่มเสนอร้านอาหารตามแพ พี่ตูบซอกแซกหาซอกเข้าจนเจอร้านอาหารจนได้ ในที่สุดก็ได้มาฝากท้องไว้กับ ร้านธาราบุรี สองเมนูแรกที่สั่งคือ ปลาคังรวกจิ้ม กับ แกงส้มไข่ชะอมกุ้ง ก่อนจะสวาปามสองจานนี้หมด พี่ตูบสั่ง ปลากรายเขียวหวาน กับ ผัดผักรวมมิตร เอ..รอจนข้าวที่เหลือจะแห้งคาจานแล้ว ทำไมยังไม่มา เลยกวักเรียกบริกรมาถาม ได้ความว่า ของหมด อ้าว…แล้วก็ไม่บอก ปลากรายเขียวหวานหมด แต่มีทอดมันปลากราย เออ เอานี่แทนก็ได้ (ไงก็ขอเป็นปลากรายไว้ก่อน เอาเถอะ…กรายก็กราย แต่อย่าให้ข้าวสวยฉันกลายเป็นข้าวตังไปซะก่อนล่ะ) กับยำวุ้นเส้น รออยู่พอสมควร นึกว่าจะหมด แต่แล้วก็มา บริกรสาวเอาน้ำแข็งเปล่าหนึ่งโถมาเสริฟ เราบอกเธอว่าไม่เอาน้ำแข็งแล้ว เธอยกนิ้วมาทำปากจุ๊ๆ แล้วบอกแผ่วๆ ว่า ไม่คิดตังค์ สงสัยกะเป็นการปลอบใจและขอโทษไปในตัวกับสองเมนูนั้นที่ไม่มี พี่ตูบแซวว่า ขอเปลี่ยนเป็นโค้กลิตรได้ไหม
 
 สองทุ่มสี่สิบห้า
 
แวะซื้อของฝากกันที่ ร้านวิมล ได้วุ้นเส้นท่าเรือกันมาคนละสองสามแพ็ค พี่ตูบไปปากหวาน (หรือขู่บังคับ?) แคชเชียร์ยังไงไม่รู้ เธอใจอ่อนดี แถมมะขามแก้วให้ตั้งสองห่อ…
 
 สี่ทุ่มครึ่ง
 
พี่ตูบขับ Camry ที่ขาไปเป็นสีเงินสวยเลี่ยม แต่ขากลับกลายเป็นสีฝุ่นมอมไปซะแล้ว มาส่งถึงปากซอยบ้านที่เดิม…โดยสวัสดิภาพ
 
ขอขอบคุณและขออนุโมทนา แหม่ม ผู้เริ่มมีใจฝักใฝ่ธรรมะ ที่ชักชวนเพื่อน ผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ให้มาใฝ่ดีกับการสะสมบุญในครั้งนี้ และ พี่ตูบ พี่สาวที่แสนน่ารัก ผู้รักเพลงสากลเก่าๆ (แต่หน้าพี่ไม่เก่าเลยนะ…ขอบอก) ที่ทำหน้าที่สารถีคนดี มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะจ๊ะ
 
 
งานนี้แม้ได้ไปเพียงแค่สองวันครึ่ง แต่ได้บุญติดตัว ได้ธรรมะติดใจมาเต็มอิ่มเชียวแหละ…
 
กันยา ณ เดือนเก้า
26/07/05