มีโอกาสได้ฟังธรรมตามกาลอีกแล้วเมื่อวานนี้
งานนี้ได้ดื่มด่ำรสธรรมอย่างเต็มอิ่มกับถึง 2 พระเถระ และ 2 ฆราวาส
 
**********************************
 
 
 
"งานแสดงธรรมบรรยายและปฏิบัติธรรม เป็นธรรมทาน เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ" คือ ชื่องาน ซึ่งจัดโดย สำนักเสริมศึกษา และบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ชมรมกัลยาณธรรม ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
เราทราบข่าวนี้จากโบรชัวร์ที่แนบมากับหนังสือของชมรมกัลยาณธรรม ที่เขียนจดหมายขอไปเมื่อเดือนที่แล้ว ติ๊ก น้องในลำไส้ใหญ่เห็นเข้า เกิดสนใจ จึงชักชวน และเป็นคนจัดการโทรไปสอบถามรายละเอียด ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก แค่ให้ไปเช้าๆ หน่อยเท่านั้นเอง
 
วันกำหนดการมาถึง เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมของที่จะฝากพี่เปิ้ล (พี่ที่ได้เจอที่วัดบ้านเพ) ไปที่วัดบ้านเพพร้อม ติ๊กก็มารับแล้ว แต่เจ้ากรรม แว่นตาประจำจักษุข้อยหายไปไหน!
 
เมื่อคืนยังวางอยู่บนโต๊ะแท้ๆ เกิดพิเรนทร์นึกสนุกอยากมาเล่นซ่อนหาอะไรตอนนี้ เฮ้อ…หาจนทั่วจนปวดหัว ยังไงก็หาไม่เจอ วุ้ย เอาอันเก่ามาใส่ก่อนก็ได้ฟะ ใส่แล้วปวดหัวหน่อยก็ทนเอาแล้วกัน ไม่มีเวลาแล้ว เดี๋ยวสายยยยยยยยยย
 
โชคดี (แต่โชคร้ายขากลับ) ที่ได้ที่จอดรถในสนามหลวงใกล้หอประชุมเล็ก ยังไม่แปดโมงเช้าดี เราสองหน่อรีบไปลงทะเบียน โหย คนเพียบเลยอะ ได้แจกสื่อธรรมะมาเพียบด้วย (หนังสือ 8 เล่ม ซีดี mp3 อีก 5 แผ่น ในถุงผ้าน่ารักเชียว) เรารีบเข้าหอประชุมเพื่อหาที่นั่ง ดีที่ยังพอมีที่ว่าง เล็งได้ที่เหมาะๆ สองที่ นั่งไว้ก่อนเลย คุยกะพี่เปิ้ลไว้ว่า จะจองที่ให้แก แต่เจ้ากรรมอีกแล้ว ว่าเมมเบอร์พี่เค้าไว้แล้วนะ ตอนโทรหาแกครั้งแรก แต่ที่ไหนได้ลืม แย่เลย ติดต่อไม่ได้ เอาวะ แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต เจอเป็นเจอ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร แล้วโชคชะตากะฟ้าก็เห็นใจ ให้เราเจอพี่เปิ้ลจนได้ เย้ เสียดายที่จองที่ให้พี่เค้าไม่ได้
 
 
 
 ราวเก้าโมงเช้า
 
หลังจากผู้อำนวยการสำนักฯ กล่าวเปิดงาน วิทยากรท่านแรกที่มาแสดงธรรมคือ ท่านอาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ในหัวข้อเรื่อง "วิถีสู่อริยะ"
 
สรุปใจความโดยย่อได้ได้ว่า การจะเป็นอริยบุคคลได้นั้น ต้องประกอบด้วย 7 ประการคือ
 
1. ให้ทาน
2. มีศีล
3. อธิษฐาน
4. ศรัทธา
5. โยนิโสมนสิการ
6. สมาธิ
7. จิตภาวนา
 
 สิบโมงพอดิบพอดี
 
ท่านอาจารย์ดร.สนอง และ ท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม (ผู้แปลหนังสือ "ทางสายเอก" ในภาคภาษาอังกฤษ) ร่วมตอบปัญหาธรรมะ
 
 สิบเอ็ดโมง
 
พักกินข้าว มีข้าวกล่องแจกฟรีตามจุดต่างๆ เราก็เอาจุดที่ใกล้ที่สุดน่านแหละ เล็งไว้ว่าจะขอรับข้าวกระเพราไก่ไข่ดาว ตามลิสต์รายการอาหารที่แสดงไว้ในสไลด์ แต่ไอ้จุดใกล้ของเรานี่ เค้ามีแต่หมู แบบว่าไม่ชอบกินหมู เลยต้องขอเปลี่ยน แล้วไปเอาที่จุดอื่น ปรากฏว่า หมดฮ่า เลือกไม่ได้แล้วตอนนี้ ได้อะไรก็กินอย่างนั้นแหละ โชคแสดงความเห็นใจอีกครั้ง ส่งข้าวผัด(มี)หมู(นิดหน่อย) มาให้ เขี่ยหมูออกแล้วกินอร่อยจัง ข้าวสักเม็ดก็ไม่เหลือ
 
 
 
 เที่ยงตรง
 
พระครูเกษมธรรมทัต จากสำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ จ.อยุธยา  นำปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ครึ่งชม. จากนั้น บรรยายธรรมในหัวข้อ "พัฒนาพุทธิภาวะ" เหอะๆ พอท้องอิ่ม หนังตาก็หย่อน ฟังไปถีนมิทะนิวรณ์ก็เข้าแทรกตลอด มาหายงัวเงีย ก็ตอนที่ท่านตอบปัญหาธรรมะนี่แหละ พอจะเคลิ้มๆ ได้หลายเรื่อง แต่เอาแค่สองก็พอ คือ เรื่องการเกิดเป็นผู้หญิง ท่านว่า คนที่เกิดมาเป็นผู้หญิงเนี่ย ชาติก่อนทำผิดศีลข้อ 3 ไว้ แต่ก็ไม่ทุกคน บางคนก็ตั้งจิตอธิษฐานขอเกิดมาเป็นผู้หญิงอีก ถ้าชาติต่อไปอยากเกิดเป็นผู้ชาย ต้องไม่ผิดศีลข้อ 3 ส่วนอีกเรื่องนี่ตรงใจในขณะนั้นมาก คือ ตั้งใจฟังธรรมแต่ง่วงจัง ทำไงดี ท่านตอบว่า ก็เอาจิตมาไว้ที่หัวสิ พอหัวโงนไปเงนมาจะได้รู้สึกตัว
 
หลังท่านแสดงธรรมเสร็จ ก็เป็นพิธีขอขมา และถวายสังฆทาน และท่านให้พร
 
 บ่ายสอง
 
รับแจกของว่าง คือ แซนวิสทูน่า ส่วนใครที่เมื่อกลางวันยังไม่อิ่มดี ก็ยังมีข้าวกล่องให้เติมกระเพาะอีกด้วย เราอาศัยช่วงนี้ ไปเอาของที่จะฝากพี่เปิ้ลไปวัดบ้านเพที่รถ และส่งมอบให้แก (เพราะแกต้องรีบกลับระยอง กลัวจะค่ำมืด)
 
 
 
 บ่ายสองโมงครึ่ง
 
เติมพลังกันแล้ว ก็ได้เวลาฟังธรรมอีกรอบ รอบนี้เป็นทีของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
 
เริ่มต้น ท่านให้ทำสมาธิกำหนดรู้ลมหายใจ เพื่อให้จิตสงบ จากนั้น ก็บรรยายธรรมในหัวข้อ "วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม (โยนิโสมนสิการ)"

 
ท่านแจกแจงวิธีคิดแบบทางโลกให้ฟังก่อน แล้วต่อด้วยวิธีคิดตามแบบพุทธ ซึ่งมีอยู่หลายข้อ แต่จำได้ไม่หมด เพราะไม่ได้จดอะ แต่อ่ะ…จำข้อความที่ท่านว่าเป็นหลักของพุทธศาสนาได้แม่นเลยนะ (ก็มันสั้นนิ) คือ "ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
 
หลังตอบปัญหาธรรมะจบ ก็เป็นพิธีขอขมา และถวายสังฆทาน และท่านให้พร เช่นเดียวกับพระครูเกษมธรรมทัต
 
 เลยห้าโมงเย็นไปหน่อยนึง
 
อาจารย์ ดร. สนอง กล่าวปิดงาน ผู้เข้าฟังกล่าวขอขมา และท่านให้พร
จบพิธี ใจที่ขุ่นมัว ก็พลันสดใส เมื่อถูกแกว่งด้วยสารส้มแห่งธรรม….
 
 
  อ่านรายละเอียดและชมภาพบรรยากาศในงานเพิ่มเติม  ที่นี่  
 
 
 ราวห้าโมงครึ่ง
 
ขับรถออกจากสนามหลวง ตรงที่เมื่อกี้บอกว่าโชคดีได้ที่จอดใกล้ตอนขามานั่นแหละ แต่ขากลับก็กลับตาลปัตรจากดีกลายเป็นร้าย ฮึๆ กว่าจะหลุดออกมาจากสนามหลวงได้เนี่ย เกือบทุ่ม อันนี้ไม่ได้โม้นะ เนื่องจากที่สนามหลวงมีงาน "มหกรรมสินค้า ลดค่าครองชีพ" อยู่อะเซะ รถในบริเวณนั้น ราวกับถูกสาปให้เป็นรูปปั้น ไว้ตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์คนรักรถแห่งชาติ เฮ้อ…แทบจะไม่ได้ขยับเขยือนเล้ย ติ๊กฆ่าเวลาด้วยการเดินลงไปช้อปปิ้งของกิน (ท้องมันเรียกร้อง) หลังเดินช้อปรอบสนามหลวงครบสิบรอบ เธอได้โรตีมาสองถุง ตับปิ้งให้สุนัขที่บ้าน 1 ชุด และน้ำอ้อย 1 ขวด พอระงับท้องให้มันหยุดร้องได้พักนึง
 
พอหลุดจากสนามหลวงเท่านั้นแหละ เหมือนขับรถจากกรุงเทพฯ ออกต่างจังหวัด รถโล่ง ถนนโปร่งสบาย ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงบ้าน
 
เหนื่อยจากรถติดแล้ว ก็มาเหนื่อยหาแว่นต่อที่บ้าน ข้องใจจริงๆ  แว่นเจ้ากรรมไปเล่นซ่อนหาที่ไหน อีนี่ เล่นไม่เลิก ไม่ยอมออกมาให้โป้งแปะซะที กินข้าวปลาก็หาความสงบใจไม่ได้ พอกินไป นึกถึงจุดที่ชอบวางแว่นไว้ ก็เดินไปดูที จนโน่นน่ะ กวาดบ้าน ถูบ้านเสร็จ เอาน่ะ หาอีกที ถ้าไม่เจอจริง ยอมทนใส่อันเก่าไปก่อน แล้วค่อยไปตัดใหม่ก็ได้ฟะ เอ๊ะ นั่นกระเป๋าหิ้วแม่บนโต๊ะเรา ขอเปิดดูหน่อยนะแม่ รูดซิปออกมา โชะเด๊ะ โป๊ะเชะ โป้งแปะ มาหลบอยู่นี่เอง แม่คงเผลอหยิบเก็บโดยไม่ทันได้มอง คิดว่าเป็นแว่นตัวเองไปซะนี่….
 
 
เกือบได้ควักกระเป๋าตังค์ตัดแว่นใหม่ซะแล้ว
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
29/08/05