ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ สามวันที่ผ่านมา ไปถือศีล 8 ที่
วัดบ้านเพ จ.ระยอง (ดูรูปได้ที่อัลบัมรูป) นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้ว
3 ครั้งแรกนั้น ไม่เคยพบพาน "สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหวัง" แต่ครั้งนี้ กลับได้พบเจอ
 
*********************************
 
ก่อนไปที่วัดใน วันศุกร์ที่ 9 กันยา เราโทรไปหา พี่พร (พี่ที่รู้จักกันที่วัดบ้านเพ) แกจะฝากของไปให้แม่ชีที่นั่น เราคุยกันเรื่องธรรมะอยู่นาน คุยไปคุยมาแกก็พูดถึงเรื่องนอนที่วัด จะพักกุฎิไหนขึ้นมา แล้วถามว่า กลัวไหม เราบอก ไม่ แกบอกดีแล้ว
 
ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก….
 
พอวันศุกร์มาถึงวัด (มาถึงท่ารถตั้งแต่ยังไม่สิบโมงเช้าดีเลย แต่กว่าจะถึงวัดนี่ดิ บ่ายสองโมง อันเนื่องมาจาก แม่ชีจ๋า โดยมี พี่ป้อม (พี่ที่ช่วยงานวัด คอยรับ-ส่งคนที่จะมาปฏิบัติธรรม) ขับรถกระบะ พร้อม แม่ชีหมวย (ที่มาจำพรรษาที่วัด) และ หมาน้อย (เด็กวัด) พาตะลอนทัวร์ ไปซื้อของ เอาหม้อไปซ่อม ซื้อเต่าไปปล่อย ฯลฯ) แม่ชีแอ๊ด คุยให้ฟังเรื่องคนมาพักที่กุฏิ แล้วเจอดี แม่แอ๊ด ปลอบว่า ไม่ต้องกลัวหรอก เค้ามาทักทายหยอกเล่น เราแผ่เมตตาให้ เดี๋ยวเค้าก็ไปเองแหละ เราฟังไว้ แล้ว
 
ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก….
 
เราได้พักที่กุฏิเดิม ที่เคยพักตอนมาครั้งแรก เป็นกุฏิหลังเล็กกะทัดรัด มีห้องน้ำในตัว คืนแรก ก่อนนอน เราสวดมนต์ แผ่เมตตา แผ่ส่วนกุศล ขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางเหมือนทุกครั้งที่มาวัด แม้จะนอนไม่ค่อยสบายตัวนัก เพราะเมนส์มา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 
วันเสาร์ แม่แอ๊ด คุยเรื่องทำนองนี้อีกแล้วกะแม่หมวย เราก็ฟังไว้ แต่…
 
คราวนี้ เริ่มรู้สึกแปลกๆ….
 
เกิดรู้สึก…ไม่อยากนอนคนเดียวขึ้นมาซะอย่างนั้น ทำไงดี จะไปนอนกะ พี่ต้อย (พี่ที่มาจากลำพูน มาอยู่ก่อนแล้ว 9 วัน) รึ ดูท่า พี่เค้าอยากอยู่คนเดียวมากกว่า ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายพยายามไม่คิดมาก แล้วทำใจยอมรับว่า ยังไงก็ต้องผ่านพ้นคืนนี้ไปให้ได้
 
หกโมงเย็น กลับลงมาจากโบสถ์บนเขาหลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ฟังหลวงพ่อเทศน์เสร็จ เอ๊ะ…นั่นใคร อ้าว พี่แตน นั่นเอง พี่แตนเป็นพี่อีกคนที่ได้เจอที่วัด เมื่อครั้งที่เราพาพี่สาวมาปฏิบัติธรรม พี่เค้าจะมาพักวัดห้าวัน กลับวันพุธ แม่จ๋า ก็ถามว่า พักกุฏิไหน แกก็บอกว่า พักถัดจากกุฏิเรา ไปทำความสะอาดมาเรียบร้อยแล้ว แม่จ๋าเห็นว่า พี่แตนคงไม่ค่อยชอบนอนคนเดียวเท่าไร เลยเสนอให้มานอนกับเรา ว้าว มีรึที่เราจะปฏิเสธ รีบเห็นดีด้วยอย่างออกนอกหน้าดี๊ด๊าสิทีนี้ มีคนมานอนด้วย ช่วยแก้เหงาและลดความหวาดกลัว (นี่…เป็นการแสดงถึง จิตใจที่ขาดการฝึกมาอย่างดี)
 
หลังจากฟังธรรมจากหลวงพ่อรอบค่ำแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน ปฏิบัติธรรมกันต่อ พี่แตน ขอเดินจงกรมอยู่นอกกุฏิ ครึ่งชม. แล้วจะเข้ามานั่งสมาธิ ส่วนเรา ก็นั่งสวดมนต์ เหมือนเคย แล้วนั่งสมาธิพอประมาณ อยู่ในกุฏิ จากนั้นก็เข้านอน เราบอกพี่เค้าว่า พี่จะเปิดเทปธรรมะฟังก็ได้นะ เรานอนได้ ไม่รำคาญ (แต่ถ้าเป็นอย่างอื่น คงไม่ยอม) พี่แตนเลยเอาเทป ดร.สนองบรรยายธรรม มาเปิดฟัง เราก็ได้อานิสงส์ ฟังเพลิน จนหลับ มารู้สึกอีกที ตอนได้ยินเสียงเพลงบรรเลงจากเทป ตอนเทปใกล้หมด พอสุดเทป พี่แตนลุกขึ้นมาปิด ทั้งๆ ที่มืดๆ อย่างนั้นแหละ
 
อ้าว พอรู้สึกตัวทีนี้ นอนไม่หลับซะแล้ว ขณะที่บรรยากาศภายนอกวิเวกวังเวงอยู่นั้น หูเราเกิดทำหน้าที่เป็นเรดาห์อย่างดี สแกนไปเจอ เสียงอะไรบางอย่างมาจากฝั่งซ้ายของกุฏิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอีกสองกุฏิที่ไม่มีคนพัก เสียงนั้น ช่างเยือกเย็นชวนหวิวใจยิ่งนัก มันเป็นเสียงของผู้หญิงกำลังร้องเพลง ประมาณเพลงไทยเดิมนั่นเลย
 
นี่ถ้าเป็นเสียงที่ดังมาจากฝั่งขวาของกุฏินะ จะไม่คิดอะไรมากเลย เพราะทางฝั่งนั้น มักจะมีงานรื่นเริง เสียงคนเสียงเพลงที่ดังเป็นระยะๆ เป็นเรื่องปกติ
 
เสียงเพลงนั้น ดังกล่อมอยู่พักนึง พอให้ใจเต้นแอโรบิคแบบได้เหงื่อนิดหน่อย แล้วเงียบไป แล้วอยู่ดีๆ อากาศเริ่มแปรปรวน เหมือนมีพายุเข้า ลมพัดกรรโชกอย่างแรงเป็นระลอก เหมือนฝนจะตก แต่ไม่ตกซะที ลมก็พัดแรงขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
 
เราพยายามปิดเรดาห์ แต่เหมือนสั่งการไม่ได้ เจอเสียงใหม่อีก เสียงนี้ชวนใจให้ไปอยู่ตาตุ่มยิ่งนัก เพราะเกิดที่กุฏิเลย มันเป็นเสียงเคาะ (ไม่แน่ใจว่า ที่ประตูหรือเปล่า เพราะนอนหันหลังให้ประตูที่พี่แตนเปิดไว้ ใจยังไม่กล้าพอหันไปดู) เป็นจังหวะ ก๊อก ก๊อกๆๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆๆ หยุดบ้าง เคาะบ้าง อยู่พักใหญ่ อ้า…สงสัยเจอทักทายและหยอกล้อเข้าให้แล้วไหมล่ะ
เราพยายามคิดในแง่ดี เพราะเรามาดี ไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวน ว่า เค้าคงมาหยอกเล่น ไม่ใช่หลอกหลอน (ถ้าอย่างหลัง คงรุนแรงกว่านี้เป็นแน่)
 
คิดได้ดังนั้นแล้ว สัพเพ สัพตา มาเป็นชุด พร้อม บทพุทธคุณแทรกเป็นระยะในใจเราทันที สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อย่าได้จองเวรแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมา ฯลฯ รู้สึกตัว แต่ไม่ยอมกระดิกตัว เหงื่อไม่แตก แต่ใจเต้นตุบตับ คิดจะหันไปถามพี่แตน ซึ่งนอนอยู่อีกมุมของกุฏิ แต่อย่าดีกว่า กลัวหันไปเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น…บรื๋ออออออ
 
ในที่สุดฝนก็ลงเม็ดกระหน่ำ พอฝนมา เสียงก็หายไป ได้ยินแต่เสียงหยาดฝนกระทบพื้นและใบไม้ เมื่อฝนเริ่มซา จู่ๆ ก็มี เสียงผู้ชายจากไหนไม่รู้ มาตะโกนอยู่ไม่ไกลจากกุฏิว่า เร่ว หรือ เฮลป์ นี่แหละ (น่าจะเป็นอันแรกมากกว่า) ตะโกนอยู่ครั้งเดียว แล้วเสียงก็เงียบไป อารายกานเนี่ย เกิดอารายขึ้น ทำไม คืนนี้เจอแต่เรื่องน่าขนลุก
 
เรานอนไม่หลับเลย จนได้ยินเสียงระฆังดังเหง่งหงาง บอกให้รู้ว่า ตี 4 แล้ว ได้เวลาลุกขึ้นมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า เริ่มวันใหม่อีกวัน
 
เราไม่ได้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นนี้กับใครเลย โดยเฉพาะกับพี่แตน เพราะแกจะต้องนอนที่นี่อีกหลายคืน และไม่แน่ใจด้วยว่า สิ่งที่เราเจอเนี่ย แกเจอกับเราด้วยหรือเปล่า เลยเงียบๆ ไว้ดีกว่า
 
ถ้าถามว่า เจออย่างนี้ คราวหน้าจะไปอีกไหม?
ขอตอบว่า "ไป"
โดยยึดหลักการตามที่แม่แอ๊ดบอกไว้คือ
ถ้าเรามาดี และแผ่เมตตาไปให้ เค้าก็ไม่ทำอะไรเรา
 
 
 
 
อีกครั้ง ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศล แก่เจ้ากรรมนายเวร
และสิ่งทั้งหลายที่ข้าพเจ้าพานพบในคืนนั้นและได้ล่วงเกินไว้
ขอให้ท่านทั้งหลายอโหสิกรรมและอนุโมทนาส่วนกุศลนี้ด้วยเถิด
 
น่าแปลกใจกับครั้งแรกที่มาวัด นอนคนเดียวตั้ง 6 คืน กลับไม่เจออะไรเลย…
 
กันยา ณ เดือนเก้า
13/09/05