ถ้าเป็นสมัยก่อน เมื่อเอ่ยถึงงานหนังสือแล้วล่ะก้อ
จะนึกถึง คุรุสภา ความร้อน และ งานกาชาด
แต่เดี๋ยวนี้ สามสิ่งนี้ แทบจะเลือนหายไปซะแล้ว
****************************
หลายๆ ปีก่อนโน้น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มักจะจัดขึ้นที่องค์การค้าของคุรุสภา และจัดในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี พอมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ก็จะมีงานกาชาดมาคู่กันด้วยเสมอ จัดเป็นงานฝาแฝดท้าแดดชิบเป๋ง (สอง)งานนึงเลยทีเดียว
ใครไปเดิน ก็ต้องทำใจเรื่องความร้อน โดยเฉพาะบูธหนังสือที่จัดกลางแจ้ง ไม่ต่างจากดูหนังสือในห้องซาวน่าเล้ย แล้วยิ่งถ้าบวกกับคนเยอะๆ อีกนะ กลายเป็นเตาอบเปิดสุด 100 องศาโน่นเลย พอเดินร้อนก็หลบไปเข้าห้องแอร์ หายร้อน ก็ออกมาอบต่อ เหอะๆ กลับบ้านก็ได้ทั้งหนังสือและเรื่อง…ปวดหัว …สม
แต่เดี๋ยวนี้รึ โอ้ย สะดวกสบายเย็นฉ่ำอุราขึ้นกว่าตะก่อนเยอะ แถมงานปีนึงมีหลายงาน สะใจคนรัก+อ่านหนังสือซะไม่มี ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ยิ่งตอนนี้มีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยแล้ว การเดินทางยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ นั่งไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงแล้ว ออกจากสถานี ก็เดินตรงดิ่งเข้าศูนย์ฯได้ทันที ดีเหมือนกัน
สมัยเป็นนักเรียน ประถมถึงม.ต้น ถ้าได้ไปงาน ก็จะมองหาแต่ หนังสือประเภทช่วยติว แบบว่าสมองทึบ แค่เรียนในห้องเรียน ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะช่วยเคาะสมอง  ให้โปร่งได้ เลยต้องหาผู้ช่วยมาเคาะอีกแรง ก็อาศัยทำแบบฝึกหัดจากหนังสือพวกนี้แหละ เลยพอจะถูไถ่สอบผ่านไปได้
พอโตขึ้นมาอีกนิด ประมาณ ม.ปลายถึงป.ตรี เข้าสู่ยุคโนเนะ โลกนี้เป็นสีชมพูเหลือเกิน  ใครเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนในสมัยนั้นล่ะก้อ (เรา)ถือว่าเป็นคนเก่ง ส่วนคนเรียนเก่งน่ะเหรอ (เราว่า)เป็นคนธรรมดามาก หนังสือที่ดูก็เลยออกไปทาง หนังสือกลอน ซะส่วนใหญ่ ตัวเองเขียนไม่เป็นร๊อก เลยต้องอ่านของคนอื่นเอา (แล้วก๊อปไปให้คนอื่นต่อ ) ที่ชอบมาก ก็เห็นจะมี งานของ มนตร์สุนทร สุราช ส่วนกลอนแปล ก็ต้อง คำออน (จะเป็นการแย้มอายุเป็นนัยๆ ไปหรือเปล่าเนี่ย)
มาตอนนี้ เข้าสู่วัยแสวงหา งานหนังสือที่ไปมาล่าสุด คือ Book Expo Thailand 2005 ซึ่งจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ที่เดิม ช่วงวันที่ 6-16 ตุลาที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะพร้อมกับหนังสือที่มีหลากหลายประเภท ก็ปรับเปลี่ยนและแปรผันไปตามยุคโลกาภิวัฒน์นั่นแหละ
 
 
 
อย่างที่บอกคือ อยู่ในวัยแสวงหา (ความหมายของชีวิต) หนังสือที่ดึงดูดเรามากที่สุด ก็เห็นจะหนีไม่พ้น หนังสือธรรมะ ส่วนหนังสืออื่นๆ แทบจะไม่ได้รับสายตาอันส่อแววสนใจจากเราเลย ไม่ว่า จะเป็นหนังสือการ์ตูนพ็อคเก็ตบุ๊ค (ที่อดีตเคยคลั่งไคล้เป็นบ้าเป็นหลัง ขนาดวาดรูปส่งเข้าประกวดประขัน แถมได้รางวัลเล็กๆ ตีพิมพ์ในหนังสือกะเค้าด้วยนะ…ทำได้ไงเนี่ย) นิยายประโลมโลก และหนังสือประเภทไม่ได้ให้สาระแก่นสารอะไรกับชีวิต ฯลฯ
หนังสือที่เอามาออกงาน มีเป็นร้อยล้านแปดเล่ม แบ่งเป็นประเภทๆ ได้นับแปดร้อยล้านชนิด แหม มันเยอะจริงๆ ดูแล้วลายตา  ตาลายไปโหม้ด แต่ในจำนวนร้อยล้านแปดนั้น เราเลือกมาแค่สองเล่ม ไม่ได้งกนะ (แม้หนังสือสมัยนี้ทำออกมาให้ชวนงก โดยการพิมพ์ตัวหนังสือโตๆ มีไม่มีกี่หน้า ใส่รูปเยอะๆ ทำปกสวยๆ หน่อย ก็ขายได้ราคาเป็นร้อยอัพแล้วอะ แพงเกินเหตุ) แต่เป็นเล่มที่น่าสนใจและอยากอ่านจริงๆ
สองเล่มที่ว่า คือ "เวลาเหลือน้อย" โดย อ.บูรพา ผดุงไทย และ "ตีสนิทกับความตาย" โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม (วัดนายโรง กรุงเทพฯ) เล่มแรกอ่านจบไปแล้วอย่างรวดเร็ว น่าสนใจมาก ถ้ามีโอกาส จะมาเล่าคร่าวๆ ให้ได้อ่านกัน ส่วนเล่มหลังกำลังจะเริ่มลงมือ
 
 

การค้นคว้าหาความหมายของชีวิต เพื่อให้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ผู้ใดที่ตระหนักในข้อนี้ของชีวิตได้ก่อน ย่อมไม่ใช้เวลาที่ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ และย่อมดำรงตนอย่างไม่ประมาท หนังสือเล่มนี้คงสามารถกระตุ้นเตือนให้ทุกท่านอยู่ในความไม่ประมาทและทำการปลดสิ่งร้อยรัดทั้งปวงที่มีอยู่ในชีวิตให้น้อยลง อันจะนำพาให้ชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตของทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้าพบกับความสุขไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน โดยรวบรวมเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย เรื่องราวของจิตวิญญาณในปรโลก ตายแล้วไปไหน การเตรียมตัวเพื่อพบกับความ

ตาย ทำอย่างไรดวงจิตวิญญาณจึงไปสู่สุคติภูมิ ไม่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่หาแดนเกิดมิได้ (สัมภเวสี) และการทำบุญอย่างไรคนตายจึงจะได้รับบุญกุศลนั้น

 ข้อมูลจาก :

www.se-ed.com/shop/detail.aspx?iCode=9789749319932


“ตีสนิทกับความตาย" สอนให้เรารู้ในเรื่อง การทำจิต ให้เป็นสมาธิ ไม่ให้ใจของเราหวั่นไหว การทำจิตให้เป็นสมาธินั้นเป็นอย่างไร การกำหนดลมหายใจให้ทัน วางใจให้ถูก วางใจให้เป็น ให้ตั้งมั่นมีแนวทางการภาวนา มีการสำรวมใจ การรักษาศีล ในช่วงชีวิตของเราที่ยังมีลมหายใจอยู่นี้ เราจะให้รางวัลชีวิตของเราอย่างไรดี การกระทำทุกอย่างในชีวิต บุคคลทุกคนจำเป็นต้องมีการเตรียมตัว การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยปราศจากการเตรียมตัวนั้น เราจะได้พบกับความลำบาก ความทุกข์ยาก ความเดือดร้อน ไม่ประสบความสำเร็จ

เช่นเดียวกับ การเตรียมตัวก่อนตาย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การทำความรู้จักและได้เป็นมิตรกับสิ่งที่ต้องมาเยือน จึงทำให้จิตใจมีความมั่นคง แข็งแกร่ง พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้ ทั้งนี้ เพราะคำสอนที่แนะนำให้เราไม่เลือกว่าจะพบพานกับสิ่งใด ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ จะดีหรือไม่ดี เพราะ ‘จิต’ ที่ได้ฝึกฝนจนฉลาด สามารถวางเฉยได้ต่อทุกเรื่อง นับเป็นหนังสือธรรมะเล่มแรกที่ได้ถ่ายทอดคำสอนของพระอาจารย์มานพ เพื่อให้ท่านผู้สนใจได้มีโอกาสศึกษาเพิ่มเติม และขยายผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง

ข้อมูลจาก :

www.dmgbooks.com/Book/CloseupDie/

 
 
วันที่ไป ได้เจอ คุณกนก และคุณอะไรต่อมิอะไรอีกที่ไม่รู้จัก ที่คนต่อแถวกันยาวเหยียดเพียงเพื่อจะขอลายเซ็นต์ ออ..และได้เจอ มอลลี่ เว็บแอดมินต์แห่งบ้านเพลงเก่า ที่หันมาเอาดีกับงานเขียนด้วย เธอก็ไปแจกลายเซ็นต์ให้กับคนที่ซื้อหนังสือแฉความฉาวของพวกผู้ชายสุดโฉ่ของเธอ ที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า "เขตปลอดผู้ชายเต่าถุย" หนังสือที่ลูกผู้หญิงไม่ควรพลาดจริงๆ
 
 
 
งานนี้ ก็ได้เดินซะเมื่อย ตั้งแต่บ่ายยันทุ่ม กลับบ้านปางสลบและหิวโหย แต่ก็สุขใจที่ได้หนังสือที่น่าอ่าน แถมได้รับแจกหนังสือธรรมะมาอีก 3 เล่ม (ซึ่งมีคุณค่ากว่าหนังสือการ์ตูนเล่มละ 60 บาท ที่ขายกันเกลื่อน) ตามบูธที่ น้องนุ่น  บอกด้วย ก็ต้องขอขอบใจที่ชี้หลุมให้กระแตตัวเก้ง นะจ๊ะ
กันยา ณ เดือนเก้า
17/10/05