พฤหัสฯ-ศุกร์-เสาร์ ที่ผ่านมา ออกงานไม่เว้น แม้จะมีวันอาทิตย์ที่เหลืออีกวัน แต่ก็เหมือนไม่ได้หยุด เฮ้อ…ชีวิต
 
***************************
 
1 ชีวิตที่ดับสูญ
เย็นวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน
 
นัดกับเพื่อนๆ บอร์ดบ้านเพลงเก่า ที่วัดพลับพลาไชย เพื่อไปร่วมงานศพของคุณแม่น้องเอก (สมาชิกผู้รอบรู้คนหนึ่งของบอร์ด) มากันทั้งหมด 7 คน (ติดงานมาไม่ได้หนึ่งคน) ซึ่งประกอบด้วยคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พี่ดา (เว็บแอดมินบ้านเพลงเก่า) เซอร์เจษ น้องนัท ใส่ใจ นกเหล็ก (นกเล็ก, นกออก หรือ "ซันนี่") และพี่มานิต (โจรสลัดตาเดียว)
 
หลังเคารพศพกันเรียบร้อย เราก็มานั่งรวมกลุ่มกัน เนื่องจากผู้คนมาร่วมไว้อาลัยกันไม่มาก กลุ่มเราเลยกลายเป็นกลุ่มใหญ่สุดในงานคืนนั้น ในกลุ่มมีสองรายที่มางานศพคนจีนเป็นครั้งแรกในชีวิต คือ เซอร์เจษ กับน้องนัท เลยมีข้อกังขาเกี่ยวกับพิธีมากมาย (ขนาดไม่ใช่วันกงเต๊กนะ) โดยเฉพาะรายแรก หันมาถามพี่ดาอยู่เนืองๆ พี่ดาแม้จะเป็นตึ่งหนั่งเกี๊ย ก็จนมุมได้เหมือนกัน ส่วนเราจีนหางแถว (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจีนเตี๊ย แต่อย่างใด) ผู้ผ่านงานกงเต็กมาก็หลายงานอยู่ ก็ตอบได้แค่กล้อมแกล้ม ไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดได้แบบโช๊ะๆ เพราะส่วนใหญ่จะทำตัวไหลไปตามน้ำ (แต่ไม่นิยมปั้นน้ำเป็นตัว) ซะมากกว่า
 
พี่ดาคงไม่อยากให้งานศพกลายเป็นงานมีตติ้งไปซะก่อน แกเลยหยิบกระดาษไหว้เจ้ามาพับ เพื่อให้ปากหยุดพักกันบ้าง ผู้นำทำ ผู้น้อยอย่างเราๆ ก็ต้องตาม กระดาษถูกแบ่งไปคนละปึกสองปึก ผู้น้อยมือใหม่กันทั้งน้าน ยกเว้นจีนไม่เตี้ยและไม่เตี๊ยอย่างเรา พับเป็นอยู่แล้น แต่ไม่หนัด พับออกมาเลย ไม่ค่อยต่างจากมือใหม่เท่าไร เหอะๆ น้องซันนี่ในเสื้อขาวยกธงขาวก่อนเพื่อน "ไม่ไหวแล้วครับพี่ พับไม่เป็น"
 
สงสัยจะติดลมบน พับกันไม่เลิก จะพักมือ ก็แค่ตอนพระสวด กับเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว นั่งพนมมือฟังพระสวดไป ก็คิดถึงคนใกล้ตัวและตัวเองว่า สักวันก็คงต้องมีคนมานั่งแบบนี้ในงานเราเหมือนกัน ความตายอยู่ใกล้เราแค่หลับตาจริงๆ
 
น้องนัทบอกว่า ถ้าเป็นงานแต่งนัทจะไม่ค่อยไป คุณจะแต่งก็แต่งไปสิ มันเป็นเรื่องของคุณ แต่ถ้าเป็นงานศพล่ะก็ไม่ได้ ต้องไป เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย
 
คืนนั้น หลังจากงานเลิก กว่าจะตกลงกันว่า กลับบ้านกันยังไงดี ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง เซอร์เจษก็สมกับเป็นสมาชิกบ้านเพลงเก่า ก่อนจะกลับมีทิ้งท้าย ร้องเพลงที่อยากได้ให้ฟังด้วย พวกเราล้อมวงยืนตั้งใจฟังกันมาก เซอร์เจษก็ร้องได้ไพเราะจริงๆ แต่ดันไม่มีใครรู้จักชื่อเพลงซะนี่…
 
 
 
 
 
การเตรียมใจเมื่อไปงานศพ
 
เวลาไปป่าช้า หัดคิดกันเสียบ้าง ไปเผาศพนี่ ไปเรียนไมใช่ไปเฉยๆ…ไปเรียน ไปศึกษา เอาศพนั่นแหละมาเป็นครู เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้คิดว่า "เหมือนกัน…ทุกคนต้องเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างนี้ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน ไม่มีเวลาแน่นอนสำหรับการเจ็บ ไม่มีเวลาที่แน่นอนสำหรับความตาย ไม่มีเวลาแน่นอนสำหรับอะไรๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง มันจะมีเวลาที่แน่นอนได้อย่างไร อาจจะเกิดกับเราเมื่อไรก็ได้ สุดแล้วแต่ "วงจรของชีวิต" สุดแล้วแต่เครื่องประกอบว่ามันจะไปติดขัะดที่ตรงไหน มันก็ต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง มันหมุนไปอย่างนั้น ไปติดขัดตรงไหน มันก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็เกิดการตายขึ้นมา มันเป็นเรื่องอย่างนั้น"
 
คิดอย่างนี้ไว้บ้าง คิดอย่างนี้ไว้บ้าง คิดไว้ล่วงหน้าบ้าง เพื่อไม่ให้ต้องเป็นทุกข์ในเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ไม่ต้องเสียใจในเมื่ออะไรมันเกิดขึ้น เพราะเราคิดไว้ก่อน แต่โดยมากเราไม่ค่อยได้คิด จึงมาพูดว่า "เฮ้อ! ไม่นึกเลยว่ามันจะตาย" "ไม่นึกเลยว่าท่านจะตาย" นี่แสดงว่า ไม่คิด จึงพูดอย่างนั้น
 
แต่ถ้าเราคิดไว้บ้างก็จะไม่พูดอย่างนั้น แต่เราจะพูดว่า "ฮื้อ! ธรรมดา" ถ้าใครมาส่งข่าวว่าคนน้นคนนี้ตายแล้ว เราก็พูดออกไปได้ทันทีว่า "โอ๊! ธรรมดา ต้องตายทุกคนแหละ" นี่แสดงว่า คนนั้นคิดอยู่ในเรื่องนั้น จึงพูดออกมาอย่างนั้น…
 
ทรัพย์สมบัติที่เรามีเราได้ไว้ บางทมันก็หายไป เงินหาย ทองหาย ไอ้โน่น ไอ้นี่หาย แล้วก็นั่งกลุ้มใจ กลุ้มใจเพราะอะไร?…เพราะนึกว่ามันเป็นของฉัน แล้วทำไมไปนึกให้มันกลุ้มใจล่ะ เรามานึกเสียว่า "ไม่ใช่ของฉัน" ไม่ดีหรือ เวลาเอามาสวมแล้วนึกว่า "ไม่ใช่ของฉัน…ใส่ชั่วคราว" ใส่แหวนชั่วคราว ใส่สายสร้อยชั่วคราว ใส่อะไรชั่วครั้งชั่วคราว วันหนึ่งมันก็หลุดจาก "ของฉัน" หรือว่า ฉันต้องทิ้งสิ่งนี้ไป บอกกับตัวเองไว้อย่างนั้น คิดไว้อย่างนั้น
 
พอมีอะไรเกิดขึ้นก็ว่า "นึกแล้ว…ว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้" ก็นั่งยิ้มได้สบายใจ เวลาใครถาม "ไม่เสียใจรึ?" "จะไปเสียใจทำไม ของมันหายแล้ว แตกแล้ว ตายแล้ว จะไปเสียใจทำไม เสียใจให้เป็นทุกข์ทำไม ไม่ได้เรื่อง" อย่างนี้มันก็สบาย
 
สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เตรียมตัวเตรียมใจเมื่อไปงานศพ
พระเทพวิสุทธิเมธี (ปัญญานันทภิกขุ)
 
 
 
 
4 ชีวิตที่เริ่มต้นชีวิตคู่
สายวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน
 
ไปงานหมั้นเพื่อนสมัยมัธยมปลาย ความจริงเธออยากให้ไปงานแต่งในเย็นวันรุ่งขึ้นมากกว่า แต่เพื่อนตัวดีที่เพื่อนคนนี้เชิญไว้สองคน ดันไปไม่ได้ ไอ้ครั้นเราจะไปเหลอหลาคนเดียว นั่งโต๊ะจีนไม่รู้จักใครในงานรึ ก็กระไรอยู่ เลยขอมางานนี้แทนแล้วกัน

 
งานนี้ก็ต้องฉายเดี่ยว เหี่ยวในงานเหมือนกัน เพราะรู้จักแค่เพื่อน แม่ พี่สาวและน้องชายเพื่อนเท่านั้น แม้แต่ว่าที่เจ้าบ่าวเพื่อน ก็เพิ่งเคยเห็นหน้าเป็นครั้งแรก! ดีหน่อยที่หมั้นที่บ้าน ไม่ต้องไปไกล และเราก็เคยมาแล้วหลายหน
 
เราพกกล้องดิจิตอลไปด้วย นอกจากจะช่วยแก้เขินได้แล้ว ยังได้ถ่ายว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวไปให้เพื่อนได้ยลด้วย
 
หลังจากช่วยเทน้ำพุทธมนต์ใส่สังข์ และได้รดน้ำสังข์เป็นคนสุดท้ายแล้ว เราก็ขอตัวกลับ
 
 
 
เย็นวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน
 
แหม สงสัยจะฤกษ์ดี (แต่ถ้าเลิกกันไม่ดีแน่) พร้อมใจกันแต่งวันนี้ เพื่อนชายสมัยป.ตรีนาม นายโน้ต คนนี้ เห็นเอ่ยปากว่า ใกล้(แต่ง)แล้วๆ แต่ไงมันห่างออกไปเรื่อยๆ จนเพื่อนๆ นึกว่า เออ เธอคงล้มเลิกโครงการไปแล้วม้าง แต่แล้วจู่ๆ เมื่อวันอาทิตย์ก่อนแต่งงาน โทรมาแจ้งเหมือนออกหมายสั่งว่า จะแต่งงานเสาร์ที่จะถึงนี้แล้ว เออ ทำไมไม่บอกวันนี้ แต่งพรุ่งนี้ ให้ช็อคคาโทรศัพท์ไปซะเลย คงกลัวเพื่อนจะหัวใจวาย แล้วไปงานไม่ได้
 
งานนี้ไม่ใช่โต๊ะจีน แต่เป็นค็อกเทล ซึ่งมีที่นั่งให้ค่อนข้างจำกัด เรื่องกินแล้วต้องยืนสำหรับเรา ไม่มีปัญหา จะสงสารก็แต่จ๋า เพื่อนที่กระเตงลูกชายวัย 9 เดือนไปด้วยนี่ดิ ไม่ยอมห่างแม่เลย จะช่วยอุ้ม เจ้าหนูก็ไม่ยอม กว่าจะยอม ก็ตอนที่หลับไปแล้วนั่นแหละ ส่วนก้อย เพื่อนอีกคน นี่ก็แม่ลูกอ่อนเหมือนกัน แต่เอาลูก (วัย 7 เดือน) ฝากไว้กับพ่อ แล้วคว้าเอาหลานมาเป็นเพื่อนแทน
 
นานๆ มาเจอกันที ก็เม้าส์กันสนุกสนาน เสียดายที่ขาดอ๋อไปอีกคน ไม่งั้นก็ครบทีม
 
เรากลับกันก่อนงานจะเลิก เพราะเพื่อนๆ ไม่สะดวกที่จะอยู่กันต่อ และท่าทางราตรีนี้อีกยาวไกล แบบว่างานเธอมีรีวิวเยอะเหลือเกิน ทั้งสไลด์ โปงลาง และกลอนสด (หลังจากนั้นมีอะไรต่ออีกหรือเปล่าไม่รู้นะ) ก็คิดดูดิ อีกงานทางฝั่งตรงข้ามเค้าเลิกไปแล้ว งานเธอเพิ่งไปได้แค่ครึ่งเองมั๊ง
 
ลืมบอกไปว่า เพิ่งเคยเห็นหน้าเจ้าสาวของโน้ตเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
 
งานหมั้น งานแต่ง ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรมาก แค่อย่าแต่งสวย เสริมหล่อ จนเกินหน้าเกินตาเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็พอ เดี๋ยวคนมางานสับสนเอาได้ ออ…แล้วที่สำคัญ อย่าลืมซองช่วยงานด้วยล่ะ
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
14/11/05