เฮ้อออออออออออออ…ขอถอนหายใจยาวๆ สักหนึ่งเฮือกใหญ่ เพราะในที่สุดก็ได้เข็นเว็บของญาติเข้าโลกไซเบอร์ซะที
หลังจากยืดเยื้อยึกยักกันมาเป็นแรมปี แม้ข้อมูลจะมีมั่งไม่มีมั่ง แต่ก็นับว่าสำเร็จไปหนึ่งเฟส (จากพันเฟส 555)
ใครสนใจเข้าไปชม ไปเลือกซื้อสินค้า (อยากรู้ว่าขายอะไรต้องเข้าไปดู) ได้ ที่ http://www.beadsfactory.in.th
 
********************************
 
 
 
 เสาร์ (26 พ.ย.) : ทนาย…ตายละวา!!
 
"เสาร์นี้เย็นๆ ว่างมะ" พี่ดา เว็บแอดมินแห่งบ้านเพลงเก่าติ๊ดๆ มาถาม
เธอโทรมาชวนไปดูละครเวทีของคณะนิติศาสตร์จุฬาฯ ในงาน "จุฬาวิชาการ 2548" ได้บัตรฟรีมาจากน้องสาวสามใบ อีกคนที่เธอชวนคือ น้องเอก
แฮะแฮ่ม ของฟรี มีรึจะพลาด แถมเป็นละครเวทีของคณะนิติฯ อีกต่างหาก ไม่เคยดู อยากรู้เป็นไง เลยตอบตกลง
 
มาถึงจุฬายังไม่ทุ่มดี พี่ดากับเอกรออยู่ก่อนแล้วข้างหอประชุมใหญ่ คนเริ่มทยอยกันมา และออกันเยอะขึ้นหน้าหอประชุม งานนี้ คนมีบัตรแบบไม่ต้องมีสี มีสิทธิ์ได้เข้าไปนั่งตามหมายเลขก่อน นั่งไปได้สักพัก ก็มีประกาศให้เลื่อนไปที่นั่งด้านหน้าที่ยังว่างอยู่ได้ เอกวิ่งแน๊บไปจองก่อนเลย ก็เลยได้ชมแบบใกล้ชิดศิลปินสมัครเล่นมากขึ้น ทุ่มครึ่งละครเริ่มเปิดฉาก
 
 
 
 
"ทนาย…ตายละวา!!" คือ ชื่อของละครในปีนี้ โดยมีเรื่องย่อ อยู่ว่า…
 
ในสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง เมื่อหัวหน้าคนใหม่ "ปรเมศวร์" และ "วิชุดา" เลขาฯ มอบคดีทุนทรัพย์มหาศาล ซึ่งเป็นความหวังเดียวที่จะพลิกฟื้นสำนักงานกลับมาได้ให้แก่เหล่าทนาย ซึ่งได้แก่ "ชาตรี" หนุ่มขี้เมา "ศรีสมร" หญิงผู้เคร่งขรึม "เอก" ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง "ปริม" สาวสมบูรณ์แบบ และ "มัทนีย์" หญิงสาวที่เป็นลมทุกครั้งเมื่อถูกกดดัน เหล่าทนายต่างมีภาระหน้าที่มากมายอยู่แล้ว จึงให้ "รสลิน" "สราวุฒิ" และ "ฤดี" เด็กๆ ที่เข้ามาฝึกงานมาช่วยทำคดี โดยมี "พี่ชื่น" ยามประจำสำนักงาน และ "ป้าสาลี่" พนักงานทำความสะอาด คอยให้กำลังใจ
 
วันที่ต้องว่าความดคีใหญ่มาถึง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…..
 
ว่ากันตามเนื้อผ้า โดยผู้ซื้อมือสมัครเล่นอย่างเราแล้ว นักแสดงหลายคนมีอาการ "Over Acting" เกิน ชีวิตจริง คงไม่มีใครมีจริตอย่างที่แสดง แต่ก็อย่างว่า นี่มันเป็นละครนิ ถ้าไม่มีอาการเว่อร์ๆ บ้าง ก็คงไม่สนุก
 
แม้ตลอดเรื่องจะมีเพียงแค่สองฉาก (ฉากในสำนักงานทนาย และในศาล) แต่เนื้อหาของเรื่องก็ช่วยบดบังความสำคัญของฉากไปได้ นักแสดง+ฉาก+เนื้อหา เมื่อนำสามส่วนประกอบนี้ มาคลุกเคล้ากันแล้ว รสชาติออกมา "ใช้ได้" แม้จะไม่ "จัดจ้าน" แต่ก็ "อร่อย" ดี ไม่แพ้ละครโดยนักแสดง (ที่ถูกฝึกให้เป็นมืออาชีพ) จากคณะอักษรศาสตร์ หรือ แม้แต่ละครจากคณะดังอย่าง สถาปัตย์ เลยทีเดียว…ขอบคุณ พี่ดา ที่ชวนมาชิม
 
"คนเรามีเรื่องให้ตัดสินตลอดเวลา โดยใช้ ความรู้ ความรู้สึก อารมณ์ และสัญชาตญาณในการตัดสิน
เคยคิดบ้างหรือไม่ว่า จำเลยที่ถูกตัดสินไปนั้น จะมีชะตากรรมอย่างไร จะได้รับความยุติธรรมหรือไม่"
 
"บางครั้งการตัดสินก็ไม่อาจใช้กฎหรือตัวอักษร แต่ต้องใช้ "หัวใจ""
 
"ความยุติธรรมเกิดจากใจของมนุษย์ หาใช่กฎหมายไม่" (เพลโต)
 
 
 
 
 
 
 
 อาทิตย์ (27 พ.ย.) : วิธีอยู่เหนือดวง
 
"กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง"
การฟังธรรมตามกาล ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
 
เมื่อเดือนสิงหาคม เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังธรรมบรรยายจากชมรมกัลยาณธรรม ชมรมนี้จะจัดบรรยายธรรมราวสามเดือนครั้ง โอ้..ผ่านมาสามเดือนแล้วหรือนี่ ไว่ไว ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วสินะ ที่มีโอกาสได้มงคลอันสูงสุด
 
จากประสบการณ์ของชมรมฯ ที่ไม่สามารถรองรับกองทัพพุทธบุตร ที่มาร่วมงานครั้งที่แล้ว ที่ธรรมศาสตร์ ถึง 1,700 คนได้อย่างพอเพียง  ครั้งนี้เลยมาจัดที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ ซึ่งแม้จะมีที่นั่งถึง 2,000 ที่ ก็ยังไม่พอกับจำนวนผู้ฝักใฝ่ในธรรมอยู่ดี แต่ก็ไม่แน่ขนัดถึงขนาดต้องมานั่งบนเวที
 
งานนี้มาเดี่ยว ติ๊กน้องในลำไส้ใหญ่ไม่มาด้วย เพราะเกิดหน่ายชีวิต อยากอยู่บ้านเล่นเกมแก้เซ็งมากกว่า เมื่อไม่ต้องรอใคร เราก็เลยออกจากบ้านแต่เช้า ไปถึง คนยังไม่หนาตาเท่าใด เรารีบไปรับหนังสือแจกกับบัตรที่นั่งที่ใส่ไว้ในป้ายคล้องคอ ซึ่งจะมีคูปองอาหารกลางวัน กับอาหารว่างรวมอยู่ด้วย
 
เนื่องจากที่นั่งมีจำกัด เราเลยจองที่ไว้ให้ พี่เปิ้ล (กับเพื่อนๆ) และ น้องนุ่น (น้องร่วมสถาบันที่เราไปเยี่ยมบล็อคจนรู้จักกัน) ไม่ได้ ไปถึงเร็วเลยได้ที่นั่งดีใกล้เวที (แถว ง) ไม่ต้องไปนั่งไกลๆ ตายิ่งถั่วๆ อยู่ นุ่นถ่อจากลาดกระบังมาถึงมหาเมฆราวแปดโมงเช้า ได้ที่นั่งถัดจากเราไปหลายแถวเลย (แถว ฌ) ส่วนพี่เปิ้ล (ได้แถว ร) มาถึงทันงานพอดี
 ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้กล่าวเปิดงาน
 
 
 จากนั้นเป็นการแสดงธรรมเรื่อง "วิธีอยู่เหนือดวง" ของ ดร.สนอง วรอุไร
 
ท่านกล่าวไว้ว่า คนกับดวงมีอยู่สามประเภท คือ
 
1. คนที่ปล่อยตัวเองไปตามดวง เป็นพวกที่นำชีวิตด้วยอารมณ์ มักขาดสติ ทำอะไรจึงได้ผลเป็นอกุศลวิบาก พวกหมอดูจะหากินได้กับคนประเภทนี้มากที่สุด
2. คนที่ทำดวงให้ดี เป็นพวกที่คิด พูด ทำดี เดินตามมรรคมีองค์ 8 ใฝ่หาและเชื่อในกัลยณมิตรในทางธรรม
3. คนที่ฝืนดวง เป็นพวกที่มีการพัฒนาจิตวิญญาณมาอย่างดี จนเกิดปัญญาในการเห็นแจ้ง ช่วยนำชีวิต
 
 
 ผู้แสดงธรรมท่านต่อมาคือ พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป แห่งวัดอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่ ในหัวข้อ "สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน"
 
แม้เริ่มจะง่วง จนตาเกือบปิด เพราะแอร์เริ่มเย็นได้ที่ แต่ก็ยังมีสติพอสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือกิน ให้มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา ละนิวรณ์ 5 ถ่องแท้ในอริยสัจ 4 เพื่อให้เกิดปัญญา
 
อาหารกล่องสำหรับพักเที่ยงคราวนี้ มีให้เลือกหลากหลายเมนู การขอรับก็สะดวกขึ้น เพราะจัดเตรียมกระจายไว้หลายจุด ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน และที่นี่ก็มีโรงอาหารอันกว้างขวางให้ได้นั่งรับประทานกันสบายๆ ด้วย
 
เรากินผัดซีอิ้วจนเกือบหมดกล่องแล้ว นุ่นเพิ่งตามมา เพราะติดคุยเรื่องงานกับโปรแกรมเมอร์ หลังท้องอิ่มกันแล้ว นุ่นเดินไปเป็นเพื่อนที่รถเราเอาเห็ดหูหนู เพื่อจะฝากพี่เปิ้ลไปถวายโรงครัวที่วัดบ้านเพ จ.ระยอง
 
 
 ภาคบ่าย เป็นการแสดงธรรมเรื่อง "ปัญญาบารมี" ของ หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ แห่งวัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี
 
ภาคหลังนี่ ถีนมิทธะออกฤทธิ์ได้ที่ แหม…นี่ขนาดหลวงพ่อเปลี่ยนเพิ่งบอกไปหมาดๆ ให้ละนิวรณ์ หัวก็ผงกแล้วผงกอีกไม่รู้กี่รอบ จนคอเคล็ด ใครเห็นไกลๆ คงคิดว่า ยายนี่ เข้าใจธรรมหลวงพ่อดีเหลือเกิน ผงกหัวตอบรับ ใช่ค่ะ ลูกเดียว สติชักจะหดหาย
 
หลวงพ่อทูลท่านไม่เน้นบรรยาย แต่เน้นตอบข้อธรรมที่ญาติโยมถามมาซะมากกว่า ก็ถามกันมาเยอะ จนไม่สามารถตอบได้หมดในเวลาอันน้อยนิด
 
ท่านกล่าวไว้ว่า สามสิ่งที่ทุกคนมีประจำตัวเหมือนกันหมด คือ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ใครจะบริหารอย่างไร นั่นคือความต่าง
 
ราวสามโมงกว่า พักเบรค หลังจากรับแจกยาหม่องน้ำแล้ว เรารีบแจ้นลงจากหอประชุมก่อนเลย ไม่ใช่เพื่อมารับของว่างหรอก แต่รีบไปห้องน้ำต่างหาก ต้องรีบฉวยโอกาสตอนคนยังลงมากันไม่เยอะนี่แหละ
 
เฮ้อ…พอสบายกระเพาะปัสสาวะแล้ว ก็ไปรับของว่าง มีให้เลือกหลายอย่างเลย ทั้งแซนวิส ขนมปังไส้ต่างๆ และซาลาเปา เอามาแล้ว ยังไม่มีอารมณ์กิน ตามล่าหาพี่เปิ้ลกะนุ่นดีฝ่า นั่งไงเจอแล้ว ทั้งคู่เลย
 
พี่เปิ้ลต้องรีบกลับจันท์ ส่วนนุ่นที่ทีแรกตั้งใจจะอยู่ฟังให้จบ ต้องขอตัวกลับก่อน เพราะเรื่องงาน เลยเหลือเราเพียงหนอเดียว
 
 ดร.สนองกลับมาอีกครั้ง เพื่อตอบปัญหาธรรมะช่วงท้ายของงาน ก่อนท่านจะให้โอวาทและกล่าวปิดงาน ทพญ.อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์ ประธานชมรมกัลยาณธรรมออกมากล่าวขอบคุณ และขอขมา
 
เลิกงานอิ่มบุญจากการฟังธรรมแล้วไม่พอ มีการแจกซีดี เอ็มพีสามคนละ 1 ชุด (มี 5 แผ่น) ด้วย เมื่อคืนป้ายคล้องคอกับแบบสอบถาม สำหรับคนที่อยู่ฟังบรรยายธรรมจนจบ เราเก็บป้ายคล้องคอกับแบบสอบถามของพี่เปิ้ล (กับพวกพ้อง) และนุ่นไว้ แต่เสียดายที่เขาให้ได้แค่ชุดเดียว
 
 
 ชมประมวลภาพในวันงาน ได้ ที่นี่
 
งานแสดงธรรมบรรยายเป็นธรรมทาน เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ ของชมรมกัลยาณธรรมในครั้งหน้าจะจัดขึ้นที่
หอประชุม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549
 
…ท่านใดสนใจอยากขัดเกลากิเลส และเจริญในธรรม ขอเรียนเชิญจ้า…
"ฉันใดก็ดี สัตว์ที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะเกิดมาเป็นมนุษย์อีกนั้น มีเพียงเท่าดินที่ติดมือตถาคต
…ส่วนสัตว์มนุษย์ที่ตายแล้ว ไปเกิดยังอบายทุคติภูมิ มากมายเหมือนดังพื้นปฐพี ฉันนั้น" (พุทธพจน์)
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
30/11/05