เมื่อบ่ายวานมีโอกาสได้ไปฟังบรรยายพิเศษ หัวข้อ "การบริหารชีวิต" โดย อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร
ที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ซึ่งมันเยี่ยมมากเลย…จอร์จ
 
************************
การบรรยายในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อ เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่เอี่ยม ที่คัดเอาแต่หัวกะทิมันๆ จากเทปกว่า 100 ม้วนของ ดร.สนอง วรอุไร มารวมอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า "ทำชีวิตให้ได้ดี และมีสุข" จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อมรินทร์ (ราคาตามปก 155 บาท ราคาในงาน 140 บาท)
เรารู้ข่าวนี้จาก เว็บกัลยาณธรรม  และลงทะเบียนผ่านเว็บ ทีแรกก็ตั้งใจจะไปคนเดียว บังเอิญพี่สาวรู้เข้า เลยขอไปด้วย เธอกลัวว่าถ้านั่งรถเมล์ไปจะไปไม่ทันงาน (ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงสิบห้า) ซึ่งเริ่มบ่ายโมงตรง เลยซิ่งแท็กซี่ไปกัน ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ถึงที่หมาย คนยังมากันประปราย มีโต๊ะตั้งขายหนังสือออกใหม่อยู่ เราแค่หยิบมาดูคร่าวๆ แต่ยังไม่ซื้อ (ขี้เกียจหิ้วหนัก) หลังจากพี่สาวลงทะเบียนเสร็จ เราเห็นว่ายังมีเวลาเหลือ เลยชวนเดินไปไปรษณีย์หน้าพระลาน เพื่อส่งสื่อธรรมะให้เพื่อนธรรม ไหนๆ ก็มาโฉบแถวถิ่นเก่าพี่สาว เธอเลยชวนไปหาเพื่อนที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ศิลปากรด้วย ก็ได้สนทนาปราศรัยกันแป๊บเดียว เพราะใกล้ได้เวลางานเต็มที
 
เราเข้าหอประชุมใกล้บ่ายโมง มีคนนำทางพาเราไปนั่งซะใกล้เวที (สงสัยคงจะเห็นว่าใส่แว่น) แต่พี่สาวขอนั่งริม เพราะต้องออกไปทำธุระต่อ ไม่อยากรบกวนชาวบ้าน
 
ผ่านไป 45 นาที งานไม่เริ่มซะที จนพี่สาวเริ่มหงุดหงิด (กลัวได้ฟังน้อย) จนเกือบจะบ่ายสองโน่น ประธานในงาน คือ คุณเมตตา อุทกะพันธ์ (ซีอีโอสำนักพิมพ์อมรินทร์) จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เพื่อเป็นการเปิดงาน หลังจากจบสไลด์ประวัติของดร.สนอง บุคคลเอกในสไลด์ พร้อมพิธีกรนักแสดงผู้หันมาเอาดีทางธรรม คุณแทนคุณ จิตต์อิสระ ขึ้นเวที เปิดการบรรยาย
 
หัวข้อในการบรรยายทั้งหมดมาจากหนังสือ ถูกนำมาขยายความอีกที ฟังแล้วก็เข้าทีดี ชวนจิตให้ฮึกเหิม ตั้งใจว่าพอจบการบรรยาย จะต้องซื้อหนังสือให้ได้
 
พี่สาวนั่งฟังได้ไม่ถึงชั่วโมงดี ก็ต้องขอตัว แต่เราอยู่ฟังต่อจนจบ สี่โมงเย็น ก่อนจะมีพิธีขอขมา ดร.สนอง เกิดเหตุการณ์ให้อนุโมทนา ผู้ชายนั่งข้างหลังเรา วัย 50 กว่าๆ ได้ ยื่นหนังสือพระเอกของงานมาที่เรา แล้วถามว่า "มีหนังสือหรือยังครับ" ขณะอึ้ง(กิมเล้ง) ปากก็ตอบไปว่า "ยังค่ะ" และยังไม่ทันได้พูดต่อ ว่า กะว่าเลิกงานแล้วจะไปซื้อค่ะ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้ สวนกลับมาทันทีว่า "ผมให้ครับ" โอ้ย…ขนลุก(ด้วยความซาบซึ้งใจ)เลยเรา โลกนี้ยังไม่สิ้นไร้ซึ่งคนใจบุญ เราเลยขอลายเซ็นต์พี่เค้าเพื่อเป็นที่ระลึกว่า ท่านได้สร้างธรรมทานแก่คนๆ นี้ไว้แ้ล้ว
 
 

หนังสือที่

ไม่มีวัน…หมดอายุ

"ชีวิตเราชั่วขณะที่มีสติมีเพียง 7 % เท่านั้น ส่วนเวลาที่ขาดสติมีมากถึง 93 %
หากเรามีสติ และหมั่นบริหารชีวิตให้ดี ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้แต่โรคร้ายเช่น มะเร็ง ก็สามารถรักษาให้หายได้
ใครที่ขี้หลงขี้ลืม หมั่นเจริญสติแล้ว ความจำจะดีขึ้น
เราสามารถกำหนดสเป็คให้กับชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นคู่ครอง  ลูก เพื่อน งาน หรือการเลือกเกิด ขอเพียงแค่สร้างเหตุให้ตรงกับสิ่งที่เราปรารถนา
 
ศักยภาพของมนุษย์มีมากมายมหาศาล หากทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ จะมีความขยันมาก ทำงานได้ไม่เหน็ดเหนื่อย
ตื่นเมื่อไรทำงานได้เมื่อนั้น สติปัญญาจะแจ่มใสละเอียดลึกซึ้ง
น่าเสียดายที่คนส่วนมากไม่รู้ว่า จิตของเรามีศักยภาพมากกว่าที่คิด และสามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด"
หนังสือเล่มนี้ ช่วยแนะแนวทางการพัฒนาและสร้างความสุขให้กับชีวิตอย่างครบถ้วน  ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง อ่านเพลิน และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างสูงสุด
 
 
 
ตามสไตล์ ชมรมกัลยาณธรรม  (จัดร่วมกับสำนักพิมพ์) หลังเลิกงาน มีการแจกของว่างพร้อมน้ำดื่ม และหนังสือธรรมะคนละสองเล่ม
 
ไหนๆ ก็ได้ออกนอกบ้านแล้ว ขอไปต่อที่ร้านหนังสือ ศึกษิตสยาม (อยู่ถนนเฟื่องนคร ไม่ไกลจากสนามหลวง) หน่อยแล้วกัน มีหนังสือที่อยากได้อยู่ที่นั่น (กรรมและการเกิดใหม่ในสังคมร่วมสมัย) โอ้ว…กว่าจะหาร้านเจอ เดินงมอยู่พักใหญ่ โทรไปถามที่ร้านก็สายไม่ว่าง ดีนะที่จดที่อยู่มาด้วย ร้านหนังสือนี้น่ารักดี เข้าไปแล้วรู้สึกถึงคลื่นความอบอุ่นได้ นี่ถ้าไม่ติดว่า มีภาระมากมายรออยู่ที่บ้านล่ะก็ คงเลือกอ่านหนังสือเพลินจนร้านปิด 6 โมงเย็นโน่นแน่
 
หลังจากเดินวนไปวนมาในร้านเล็กๆ ได้เกือบสิบโล ก็ได้หนังสือมาสามเล่ม จริงๆ อยากได้มากกว่านั้น แต่ดูไปดูมา เนื้อหาคล้ายๆ กันเลยตัดใจเลือกเอาเล่มที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว่า ห้าโมงเย็นหน่อยๆ แล้ว กลับบ้านเรา…ภาระรออยู่ ดีก่า
 
 
ไปฟังธรรม แต่ได้หนังสือกลับบ้านมามากกว่าไปงานมหกรรมหนังสือซะอีก
 
กันยา ณ เดือนเก้า
08/12/05