เปล่า…ไม่ได้ร่วงเพราะความเสียใจ แต่เพราะควันธูปต่างหาก อยากรู้จังธูปยี่ห้ออะไร ฤทธิ์ควันช่างร้ายเหลือ
 
 
*****************************
 
"ไปไหนดีล่ะพี่" กบ เพื่อนรุ่นน้องที่เรียนป.โท ด้วยกัน ผู้ซึ่งกำลังผิดหวังกับความรัก ถามผ่านทาง MSN
"ไปไหว้พระกัน" เราพิมพ์ตอบ
 
เหมาะเหม็ง กบเพิ่งซื้อแผ่นพับ "ไหว้พระ 9 วัดวันปีใหม่" มา เราเลยได้ทัวร์ไหว้พระ 9 วัดกัน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมปีที่แล้ว เราอาสาเตรียมอุปกรณ์ในการไหว้พระ ส่วนกบรับหน้าที่สารถี
 
ใช้เวลาตัดสินใจกันอยู่พอสมควรว่าจะเริ่มที่วัดไหนดี โอเค ไปวัดโพธิ์ก่อนแล้วกัน กบมารับเราที่บ้านราวเก้าโมงครึ่ง ไปถึงแถววัดโพธิ์ราวสิบโมงเห็นจะได้ แต่กว่าจะวนหาที่จอดรถได้ (โดยไม่ต้องกังวล) ใกล้ๆ ศาลหลักเมือง ก็ปาเข้าไปสิบโมงจะครึ่งแล้ว เลยเปลี่ยนแผน เริ่มต้นทัวร์ที่นี่แล้วกัน
 
 
 ศาลหลักเมือง
"ตัดเคราะห์ ต่อชะตา"
หลังจอดรถเรียบร้อย ให้ติ๊ปคนมั่วนิ่มทำทีมาเฝ้ารถไป 10 บาท เราก็เตรียมธูปเทียน ดอกไม้ แค่พอดีไหว้สามที่ (โดยดูจากโพยที่พริ้นท์ออกมาจากเน็ต) คือ ศาลหลักเมือง วัดพระแก้ว และวัดโพธิ์ เพราะกะว่าจะกลับมาเอารถไปวัดอื่นต่อ กบอุตส่าห์หิ้วรองเท้าส้นสูงไปเผื่อเราที่ดันใส่รองเท้าแตะมาด้วย (ในกรณีที่ทางเจ้าหน้าที่วัดพระแก้ว ไม่ให้ใส่รองเท้าแตะเข้า กบจะได้เอารองเท้าหุ้มส้นที่กบใส่อยู่ให้เราใส่ แล้วกบใส่ส้นสูงที่หิ้วมา)
 
อยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิด เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก
 
แล้วเราก็ลืมพวงมาลัยมาไหว้ เสาหลักเมืององค์จริง จนได้ (อ่านโพยไม่ละเอียดเอง) ไม่เป็นไร ใช้ใจสักการะแทนแล้วกัน คนเยอะเลย แต่ยังไม่ถึงขั้นเบียดเสียด ตามโพย…เราไปไหว้ "เทพารักษ์ทั้ง 5" คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และ เจ้าพ่อหอกลาง ก่อน ต่อด้วย ศาลหลักเมืององค์จำลอง และองค์จริงปิดท้าย
 
 
 
 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
"แก้วแหวนเงินทองไหลมา"
จากศาลหลักเมือง เดินเท้าต่อมาที่วัดพระแก้ว คนใส่รองเท้าแตะเดินเข้าออกกันยั้วเยี้ย ส้นสูงกบเลยถูกหิ้วมาฟรี
 
คิดๆ ดูแล้ว ไม่ได้เข้าวัดนี้มานานโขอยู่เหมือนกัน ได้มาอีกทีก็เลยรู้สึกดีจัง
 
พระแก้วมรกต ในชุดทรงเหมันต์ช่างงดงามยิ่งนัก ได้ยลแล้ว ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมวัดนี้ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญในภูมิภาคเอเชียและเป็นศูนย์กลางความศรัทธาไทย – ลาว จึงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมายนัก
 
ไหว้พระแก้วมรกตเสร็จ กบเสนอว่า เราควรกลับไปที่รถ แล้วเอาอุปกรณ์ในการไหว้ทั้งหมดมาเลยดีกว่า เราเห็นดีด้วย เพราะขณะวนหาที่จอดรถแถววัดโพธิ์ พลันสายตาเราเหลือบไปเห็นป้ายชี้บอกทางว่า ลงเรือไปวัดอรุณ (ซึ่งก็คือ ท่าเตียน นั่นเอง)
 
พอได้อุปกรณ์ครบที่รถ เราเข้าไปที่ศาลหลักเมืองกันอีกรอบ เพื่อเอาพวงมาลัย ไปสักการะองค์จริง ดังที่หวังไว้แต่แรก
 
 
 
 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
"ร่มเย็นเป็นสุข"
มาที่นี่กี่ครั้ง ก็อดประทับใจกับ พระพุทธไสยาสน์ ที่งดงามที่สุดในประเทศไทยไม่ได้ ขนาดเราเป็นคนไทยเองแท้ๆ เห็นแล้วยังอึ้ง นับประสาอะไรกับคนต่างชาติ ที่พากันถ่ายรูปแชะๆ กันไม่ขาดเสียง
 
เราเกือบได้เดินทักษิณาวัตรกันแล้วไหมล่ะ รอบแรกเดินสำรวจ รอบสองเดินไหว้พระรอบพระพุทธรูป+ทำบุญกระเบื้องมุงหลังคา ขืนเดินรอบสาม คงหมดเวลาไปวัดอื่นต่อ จะเดินตัดลัดก็ไม่ได้ เพราะทางเดินถูกบังคับให้เป็นทางเดียว
 
 
 
วัดอรุณราชวราราม
"ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน"
จากวัดโพธิ์ ลงเรือที่ท่าเตียน ไปขึ้นท่าวัดอรุณ แหม..สะดวกดีจัง ไม่ต้องขับรถกลับฝั่งธนฯ ให้เสียเวลา
 
ล่าสุดที่มาวัดนี้ (ตอนใกล้ค่ำแล้ว) เรามาที่พระปรางค์เลย โดยไม่ได้ไปกราบพระประธาน พอมาอีกทีคราวนี้ ต้องเสียเวลาเดินหาพระประธานกัน เลยไม่มีเวลาเดินทักษิณาวัตรรอบ พระปรางค์ ตามที่โพยบอกไว้ ได้แต่เพียงยกมือไหว้สักการะเท่านั้น
 
 
 
 วัดระฆังโฆษิตาราม
"มีคนนิยมชมชื่น"
ตุ๊กๆ ที่ข้างวัดแจ้ง เห็นสองหมวยหน้าเหลอหลา เดินดุ่ยๆ ออกมา เหมือนรู้แกวว่าขี้เกียจเดิน รีบถามว่าจะไปไหน ถ้าไปวัดระฆัง 40 บาท ย้อนไปวัดกัลยาณมิตร ก็ 40 บาท หากไปกลับเหมาสองคน 80 บาท โหย…แพงจัง ไม่เอาด้วยหรอก เดินไปขึ้นรถเมล์คนละ 7 บาท ประหยัดกว่าเยอะ
 
เราปฏิเสธตุ๊กๆ ทำหยิ่งจะเดินไปขึ้นรถเมล์ ดันหน้าแตกเดินผิดทาง ตุ๊กๆ ที่ดูเหมือนจะขูดรีด ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ บอกทางให้อีกแหน่ะว่าไปทางนี้
 
ออกจากซอยทางเข้าวัดราวใกล้เที่ยง เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส น่าทาน ชื่อร้าน "ใสสะอาด" กบกับเรามองหน้ากันเหมือนรู้ความนัย แทบจะไม่ต้องบอกว่า ควรทำอะไรต่อไปกันดี
 
หลังจากเติมพลังด้วยก๋วยเตี๋ยวน้ำกันไปคนละชามกับลูกชิ้นปิ้งหลายไม้ เราขึ้นรถเมล์สาย 57 ไปวัดระฆังกัน
สักการะ หลวงพ่อโต ด้วยดอกไม้ ธูป เทียน พร้อมสวดคาถาชินบัญชรแล้ว เราเดินไปท่าน้ำของวัด เพื่อข้ามฝั่งไปยังท่าช้าง เอารถกัน เนื่องจากเรือมีลำเดียว กว่าจะไปกลับ ต้องรอนานอยู่ เราเลยฆ่าเวลากันด้วยการซื้อขนมปังปอนด์เลี้ยงปลา
 
 
 
 วัดชนะสงคราม
"มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
ของกินท่าช้างเพียบเลยแหละ แต่เห็นแล้วก็งั้นๆ เพราะกระเพาะเต็มแล้ว
 
เราเดินไปที่จอดรถ (จอดซะคุ้มเลย) เพื่อขับไปวัดชนะสงครามกันต่อ เราดันไปจำผิดวัด นึกว่าวัดบวรฯ เป็นวัดชนะสงคราม โชคดีที่อยู่ไม่ไกลกันมาก เราดันเลี้ยวเข้าข้างวัดไปซะก่อนจะเจอทางเข้าหน้าวัด เลยต้องวนรถหาที่จอดแถวนั้น จอดรถแล้ว กว่าจะหาทางเข้าวัดเจอ ได้เดินผ่านสนามมวย ส.วรพินด้วย
 
เพิ่งเคยมาวัดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
 
พระประธาน ที่นี่วิจิตรงดงามเหลือเกิน ด้านหลังองค์พระมีแผงรัศมีเป็นวงกลมหลากสีด้วย หลังจากกราบไหว้แล้ว เราก็ไปไหว้รูปปั้น สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ที่บริเวณทางเข้าวัดก่อนลากลับ
 
 
 
 ศาลเจ้าพ่อเสือ
"มีอำนาจบารมี"
กบขับรถไปจอดที่ถนนก่อนแยกเข้าถนนตะนาว ข้างทางก่อนเข้าศาลเจ้าพ่อเสือ พ่อค้าแม่ขายตั้งแผงขายของเซ่นไหว้เพียบ แต่ก็ต้องถูกเมินจากสองหมวย ควันธูปที่นี่โขมงเลยแหละ แล้วก็อบอยู่ในตัวอาคารที่แทบจะไม่มีช่องลมระบาย นอกจากประตูทางเข้าออก
 
ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ ต้องใช้ธูปถึง 18 ดอก ควันเลยมากเป็นพิเศษ ก่อนที่เราจะถูกรมด้วยควันธูป เราออกจากศาลเจ้าซื้อน้ำมันเติมตะเกียงกัน เพื่อให้เกิดปัญญาสว่างไสว อย่าให้มีความมืดมนเกิดกับชีวิต
 
 
 
 
 
 
 วัดสุทัศนเทพวราราม
"มีวิสัยทัศน์ที่ดี"
วัดสุทัศน์ฯ อยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าพ่อเสือ เราเลยเดินไปกัน
 
เป็นอีกวัดที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก (อีกแล้ว)
 
เวลาไปวัดไหน เราติดนิสัยชอบดูพระประธาน แล้วก็พยายามเดาเอา (โดยอาศัยความทรงจำสมัยเรียนมัธยมปลาย) ว่า พระพุทธรูปลักษณะนี้ อยู่ในสมัยใด ที่ชอบมากเป็นพิเศษคือ สมัยสุโขทัย เพราะไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์หรือพระวรกายของพระพุทธรูป จะดูนิ่มนวลแต่สง่างาม เช่น พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช พระพุทธรูปลีลา และ พระศรีศากยมุนี พระประธานของวัดนี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ขณะปักธูปลงกระถาง มีหญิงวัยกลางคนในชุดข้าราชการ ถามเราว่า "เหลืออีกกี่วัดคะ" เราอึ้ง เธอรู้ได้ไงว่า เรามาทัวร์ 9 วัด แต่ปากก็ตอบไปว่า "อีกวัดเดียวค่ะ วัดกัลยาณมิตร ไม่รู้จะไปทันหรือเปล่า เห็นเค้าว่า ปิดสี่โมงเย็น" เธอตอบแบบให้ข้อคิดว่า "ไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอก เราเอาใจไหว้ก็พอแล้ว ไม่ต้องเอาให้ครบ"
"เอาไงกบ ไปไม่ไป นี่ก็ใกล้สี่โมงเย็นแล้วนะ" เราถามหยั่งเชิง
"ไปสิพี่ ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ปิดก็ไม่เป็นไร" กบตอบอย่างอารมณ์ดี
 
 
 
 วัดกัลยาณมิตร
"เดินทางปลอดภัย"
"วัดปิดหรือยังค่ะ" กบถามเจ้าหน้าที่จ่ายคูปองจอดรถ
"ยังครับ จอดรถตรงไป เลี้ยวขวานะครับ" เจ้าหน้าที่ให้คำตอบพร้อมบอกทาง
เย้ ดีใจจัง วัดยังไม่ปิด คงเพราะเป็นช่วงใกล้ปีใหม่ ทางวัดเลยอาจยืดเวลาปิดก็เป็นได้ ฝันทัวร์ให้ครบ 9 วัดของเราและกบ เลยกลายเป็นจริง
 
แม้อดยล หลวงพ่อซำปอกง เพราะทางวัดกำลังทำการบูรณะ แต่ได้ถวายผ้าไตรร่วมกับกบ
 
ศาลเจ้าพ่อเสือที่ว่าแน่เรื่องควันธูป กลับไม่นำความระคายเคืองให้เกิดกับตาเราแต่อย่างใด มันน่าแปลกที่เรากลับมาน้ำตาร่วง เหมือนคนร้องไห้ที่เพิ่งเสียของรักไป เพราะควันธูปที่นี่ ทั้งๆ ที่กระถางธูปก็อยู่กลางแจ้งแท้ๆ ส่วนกบ ตาเธอมีอาการปกติดี (ไม่รวมความบวมนิดหน่อยนะ)
แล้วเราก็ทำสำเร็จ ทัวร์ 9 วัดของเรา จึงจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง…ที่นี่
สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากทุกวัดที่ไปมาคือ ความเย็นและความสงบในพระอุโบสถ ต่อให้ภายนอกวัดร้อนแค่ไหน หากเป็นได้ย่างเท้าเข้ามาภายในพระอุโบสถแล้วล่ะก็ ความร้อนทุกชนิดดับหายหมด มีแต่ความเย็นกายและใจเท่านั้นที่ได้รับ…
 
 
* ภาพวัดทั้งหมดมาจากเว็บ http://www.dhammathai.org/
 
 
 
 
วันสิ้นปี 2548
ได้เวลาบริจาคเลือดอีกแล้ว…
 
"96 (ตัวบน) ความดันต่ำมากเลย" เจ้าหน้าที่วัดความดันบอกเรา ขณะวัดแล้ววัดอีก เหมือนไม่เชื่อกับผลที่ได้
 
โอโน่..วอทแฮปเป่น บริจาคมากี่ครั้ง ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ มึนก็ไม่มึน ข้าวเช้าก็กินมาแล้ว
เราทำหน้าเจื่อน แบบว่าไม่อยากได้ยินประโยคที่อาจจะตามมา ว่า "คราวหน้าค่อยมาใหม่นะคะ"
 
แต่แล้วเจ้าหน้าที่คงแอบเห็นความตั้งใจของเรา เลยไล่ให้ไปดื่มน้ำ 5 แก้ว แล้วมาวัดใหม่
เอื๊อกๆๆๆๆ ครบ 5 แก้วแล้ว นั่งรอคิว วัดความดันอีกรอบ
เจ้าหน้าที่คนเดิม ทำเหมือนเดิม คือ วัดแล้ววัดอีก เธอลังเลนิดหน่อย ก่อนจะวัดครั้งสุดท้ายได้ค่า 100 แล้วบอกว่า โอเค บริจาคได้ แต่อย่ารีบลุก หลังให้เลือดนะ
 
ในที่สุดก็ได้บริจาคสมใจ ถูกเจาะแขนขวาเหมือนคราวที่แล้วเลยอ่ะ แต่รอยแผลที่เจาะไม่ช้ำเท่า
 
วันนี้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  นอกจากมีคนน้อยเป็นพิเศษแล้ว ยังมีสิ่งพิเศษอื่นด้วย…
 
เนื่องจากเป็นวันสิ้นปี หลังจากบริจาคเลือดจนมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่แจกบัตรนัดกับปาสเตอร์ให้ คราวนี้แจกอีกอย่างด้วย คือ Wristband ที่มีข้อความ "Give Blood Save Life" สามสี (ฟ้า แดง ขาว) เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับปีจอ
 
 
 
 
แหม…บริจาคเลือดครั้งนี้ ได้ดับเบิ้ลเซอร์ไพรส์เลยแฮ่ะ
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
04/01/06