คงเป็นบุญหนุนนำ พาให้เราได้มาฟังธรรม ของ หลวงปู่พุทธะอิสระ  แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม
 
 
**************************
 
 
เช้าตรู่วานนี้ ระหว่างเดินรอพี่ดากับคุณไก่ ซึ่งกำลังเต้นแอโรบิคกันที่หลังลานพระรูป สวนลุมฯ ผ่านมาทางด้านอาคารสโมสรพลเมืองอาวุโสเราได้รับแจกใบปลิว สวนธรรมนำสุข จัดโดย มูลนิธิธรรมอิสระ ซึ่งมีการเชิญชวนให้ออกกำลังแนวพุทธและฟังธรรม
 
หลังจากได้เดินร่วมกันสามคนครบรอบ พอผ่านหน้าอาคารสโมสรฯ อีกครั้ง เราตั้งใจจะเข้าไปฟังธรรมอยู่แล้ว คุณไก่ เห็นคนออๆ กัน เลยชวนกันเดินไปดู ก็ปรากฏว่า ที่ด้านหน้าบันไดทางขึ้นอาคาร มีการตรวจเช็คหัวใจสำหรับผู้สูงอายุจากโรงบาลกรุงเทพนั่นเอง ณ ลานปาร์เก้กลางอาคาร (ที่ดูเหมือนจะเป็นห้องเย็นมากกว่า เพราะอากาศช่างเย็นยะเยียบจากแอร์) มีผู้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังฝึกกายบริหารที่ดูคล้ายๆ โยคะกันอยู่ พวกเราถูกเชิญชวนให้ไปร่วมกลุ่ม พี่ดากับคุณไก่ขอบายไปเดินต่อ มีเพียงเราคนอยากรู้อยากเห็นถอดรองเท้าผ้าใบเข้าร่วมตามคำชวน กายบริหารที่เห็นนั้น มีชื่อเรียกว่า "ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ" ซึ่งเป็นการบริหารกายควบคู่ไปกับการบริหารจิตด้วยศาสตร์และศิลป์ของ กายานุปัสนาสติปัฏฐาน (1 ใน 4 หมวดของ หลักมหาสติปัฏฐาน ในพุทธศาสนา) ที่ถือกำเนิดโดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
 
 
 เราถามเจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมกายบริหารว่า ทั้งหมดมีกี่ท่า เธอบอกว่ามี 11 ท่า แต่ที่นำมาสอนวันนี้มีแค่ 5 ท่า ถ้าจะเอาจริงในการฝึก สามารถไปฝึกอย่างต่อเนื่องได้ที่บ้านเจ้าพระยา ถ.พระอาทิตย์
 
ขนาดแค่ 5 ท่า (ซึ่งมีชื่อเรียกด้วยพระโพธิสัตย์เป็นหลัก เช่น กำเนิดพระโพธิสัตย์ (ท่าแรก) พระโพธิสัตย์โปรดสัตว์ พระโพธิสัตย์ผ่อนคลายกายา ท่าพระโพธิสัตย์คลุ้มคลั่ง และพระโพธิสัตย์สำนึกบาป) เราก็ทำท่าจะไปไม่รอดซะแระ โอ้โห เล่นเอากระดูกกระเดี้ยวกรอบแกร๊บ เส้นองเส้นเอ็นงี้ยึดหมด เจ้าหน้าที่ต้องจับเราดัดตนซะจนเหนื่อย(ใจ) เหอะๆ
 
หลังจากฝึกได้เกือบชั่วโมง เกือบๆ 9 โมงเช้า ใกล้เวลาฟังธรรม ทีแรกคนที่มาร่วมฝึกกาย และที่มาร่วมฟังธรรมรอบลานปาร์เก้ ก็มีหร่อมแหรม แต่พอได้เวลาหลวงปู่จะแสดงธรรม โอ้…มาจากไหนกันไม่รู้เต็มห้องเย็นเลย
ราว 9 โมง 15 หลวงปู่ท่านเมตตาออกมาเทศน์โปรดญาติโยม ในหัวข้อ "พลังแห่งกาย พลังแห่งจิต" ท่านเน้นเรื่อง
  • การทำ "อินทรีย์ 5" (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ให้แข็งแรง หากยังไม่แข็งแรงพอ ต้องทำ "กายวิเวก" (คือการปลีกตัวออกมาจากกองกิเลส สิ่งยั่วยุทั้งหลาย มาอยู่ในที่สงัดและสงบ)
  •  
  • การแสวงหาความสุขที่เป็น โลกุตระ (สุขทางธรรมที่สะอาด สงบ ผ่องแผ้ว มีปัญญารู้ชัด เป็นความสุขที่ไม่ได้มาจากการแลกได้แลกเสีย เป็นความสุขที่ยั่งยืน ยาวนาน ถาวร)
  •  
  • ให้กลั่นกรองสิ่งที่เข้ามากระทบ "อายตนะ 6" (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ด้วย "โพชฌงค์ 7" คือ สติ (ความระลึกได้) ธัมมวิจยะ (ความเลือกเฟ้นธรรม) วิริยะ (ความเพียร) ปีติ (ความอิ่มใจ) ปัสสัทธิ (ความสงบใจและอารมณ์) สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) และอุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง วางเฉยอย่างมีสติกำกับ)
  •  
  • ข้อนี้สำคัญคือ อย่าประมาท เพราะความประมาท คือ หนทางแห่งความตาย อย่ามัวหลงระเริงอยู่กับโลก ซึ่งท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนเตาหลอมขนาดใหญ่ ที่ถูกหลอมด้วยไฟสามกอง คือ ไฟโลภะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ มนุษย์เป็นเหมือนกบในเตาหลอม กบบางตัวที่มีปัญญา ก็จะพยายามโดดหนีออกจากเตา ส่วนกบที่ยังโง่เขลาก็โลดเต้นไปตามความร้อนในเตา จนในที่สุดถูกเผาตายด้วยไฟสามกองนั้นเอง
 
เฮ้อ…กบโง่เขลา อย่างเรา ฟังแล้วก็อยากโดดออกจากเตายักษ์นี้ซะเหลือเกิน แต่กำลังปัญญายังน้อยนัก คงต้องหาเวลาไปฝึกบรือ สะสม บ่มปัญญา เผื่อเป็นแรงส่งให้โดดได้สำเร็จซะบ้างแล้ว
 
กันยา ณ เดือนเก้า
วันครู : 16/01/06