"กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม"  ของ ดังตฤณ คือนิยายอิงธรรมะเล่มแรกที่เราอ่านออนไลน์บนเน็ตจนจบ
ไม่น่าเชื่อเลยว่า จะสามารถถ่างตาตี่ๆ อ่านจนจบได้ แสดงว่า เรื่องเค้าสนุกจริง
 
 
*******************************
 
 
มีหลายประโยคในนิยายเล่มนั้น ที่ทำเอาเราประทับใจ ขนาดต้องก๊อปปี้มาเก็บไว้ แล้วมาวันนึงเราได้รับจดหมายข่าวจากดังตฤณ แจ้งมาว่า มีหนังสือแจกฟรี หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า "วาทะดังตฤณ" กรี๊ดเลย เพราะมันเป็นหนังสือที่รวบรวมเอาวาทะเด็ดๆ จากหนังสือของดังตฤณมารวมไว้ในเล่มเดียว นอกจากแจกฟรีแล้ว ยังสามารถเข้าไปอ่านบนเน็ตได้ด้วย
 
 
 และ "กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม" ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย…
 
 
 
 
…ไม่มีเรื่องสำคัญในชีวิตเราเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ
                                พระพุทธองค์ตรัสว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ
                                ๒ ประการ ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ
                                ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
                                เหมือนดอกบัวที่เกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒
                                ประการคือน้ำและเปือกตม
                                ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ (ตอนที่ ๒๔)
 
 
…ศรัทธามีหลายแบบ
                                แต่แบบที่จะทำให้อยู่ในเส้นทางผาสุก คือ
                                เชื่อในกรรม เชื่อในผลกรรม
                                เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี
                                ทำชั่วได้ชั่ว
                                ความเชื่อเกี่ยวกับกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดความละอายต่อบาป
                                คุมให้เราอยู่ในลู่ทางประพฤติชอบด้วยความเต็มใจ
                                (ตอนที่ ๒๔)
 
 
…กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ทำกรรมอันใด
                                จิตย่อมปรุงแต่ง จิตย่อมยึดมั่น
                                จิตย่อมมีกรรมนั้นติดตามไปประดุจเงาตามตัว
                                กรรมย่อมก่อสภาวะ
                                หรือภพแห่งความสอดคล้องกับกรรมนั้น ๆ
                                ขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ปัจจุบันก็อนาคต
                                ไม่อนาคตใกล้ก็อนาคตไกล
                                อย่างไรย่อมย้อนมาหาเจ้าของกรรมแน่นอน
                                (ตอนที่ ๒๙)
 
 
…ศรัทธาที่สำคัญยิ่งอีกข้อหนึ่งคือ
                                เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
                                ถ้าหากมีศรัทธาในข้อนี้ข้อเดียว
                                ก็แปลว่าการยอมรับธรรมะดี ๆ
                                มีเหตุผลจะตามมาอีกจนครบ เหมือนมีครูดีที่สุด
                                ก็จะรับวิชาถูกตรงที่สุดด้วย (ตอนที่ ๒๔)
                                
 
…กรรมเก่าจากอดีตชาติขุดทางให้เราเดินในชาติปัจจุบัน
                                แต่ถ้ากรรมปัจจุบันมีพลังเหนือกว่าที่ทำไว้ในอดีตชาติอย่างชัดเจน
                                ก็อาจยกระดับให้เดินสูงขึ้นได้
                                หรือกระทั่งฉีกทางแยกเป็นตั้งฉากเลยก็ยังไหว
                                หนึ่งชีวิตของมนุษย์เรามีศักยภาพได้ขนาดนั้น
                                (ตอนที่ ๔๑)
 
 
…กรรมเก่าอาจทำหน้าที่สร้างฉากละครตอนแรก
                                แต่กรรมใหม่ก็สามารถเป็นตัวกำหนดว่าจะให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร
                                (ตอนที่ ๑๑)
 
 
…เมื่อใดที่คนเราตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส
                                เมื่อนั้นสติปัญญาและความรู้ความสามารถทั้งหลายก็ไร้ค่า
                                เพราะความคิดอ่านทั้งหมดจะถูกนำมาใช้สนับสนุนความหลงผิดหน้ามืด
                                ตามัว ฉะนั้น
                                ถ้าตั้งใจให้สัตย์ปฏิญาณกับตนเองอย่างแข็งแรงไว้ล่วงหน้า
                                คือเป็นตายอย่างไรจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด
                                ก็เป็นความอุ่นใจว่าเราไม่มีวันสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนแก่ตนเองในภายหลัง
                                (ตอนที่ ๗)
                                
 
…ถ้าให้สตินำหน้าอารมณ์เสียอย่างเดียว
                                กรรมเก่าทำหน้าที่ได้มากสุดก็แค่ยั่วยวนให้หลงผิด
                                โดยเราไม่จำเป็นต้องถลำตัวเห็นผิดเป็นชอบ
                                เห็นชั่วเป็นดี หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว
                                เรื่องเลวร้ายส่วนใหญ่ในชีวิตคนอาจไม่เกิดขึ้น
                                ขอเพียงไม่ตามใจตัวเองเกินขอบเขตทำนองคลองธรรมเท่านั้น
                                (ตอนที่ ๑๑)
 
 
…คนฉลาดในกรรมต้องอย่างนี้แหละ
                                ทำให้บาปเก่าเจือจางลงด้วยการเติมบุญที่เป็นตรงข้ามกับบาปนั้น
                                ๆ ลงไปในจิตมาก ๆ กระทั่งรสของบาปถูกกลืนหายไป
                                เหมือนเกลือหย่อมน้อยถูกน้ำห้วงใหญ่ทำละลาย
                                แม้ยังมีเกลือก็เหมือนไม่มีแล้ว
                                (ตอนที่ ๒๙)
 
 
…กรรมเก่าสร้างทางไว้ให้เดิน อย่างไรก็ต้องเดิน
                                แต่ระหว่างเดินก็มีสิทธิ์ทำอะไรให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน…
                                (ตอนที่ ๔๑)
 
                                
…ความรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของตนเองเป็นสาระแก่นสารที่ประเสริฐกว่าอะไรอื่น
                                อุตส่าห์เป็นเจ้าของอัตภาพมนุษย์ที่ทำกรรมโกยกุศลเข้าตัวได้สารพัดชนิดแล้วอย่างนี้
                                ต้องคำนึงทำไมว่ายากดีมีจน ขี้ริ้วหรือสวยหล่อ
                                เปลือกพวกนั้นวันหนึ่งธรรมชาติจะมาเรียกคืนจากเราทุกคน
                                แล้วถามว่าชั่วอายุขัยของความเป็นมนุษย์ นี้
                                เราได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง สั่งสมอะไรไว้บ้าง
                                เพื่อการเดินทางไกลในครั้งต่อไป …
                                (ตอนที่ ๓๔)
 
 
…การหารเลข ๑ ด้วย ๓
                                ขอให้ลองเอาเครื่องคิดเลขมากดดู
                                จะเห็นเลขทศนิยมไม่รู้จบคือ ๐.๓๓๓๓๓
                                คือหารไปเท่าไหร่ก็ลงท้ายด้วย ๓ เสมอ
                                หาที่สิ้นสุดไม่เจอ
                                เปรียบเหมือนกับถ้าเอาทุกข์ทางใจมาหารด้วย ราคะ
                                โทสะ โมหะ
                                ก็จะได้เศษทุกข์ให้ต้องหารกันต่อไปเรื่อย ๆ
                                แต่พอเปลี่ยนมาหารด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา
                                ก็จะเกิดกระแสสุขไม่รู้จบเช่นเดียวกัน…
                                (ตอนที่ ๓๕)
 
 
…“ถ้าหากหนูเป็นทุกข์
                                มีความอึดอัดคับแค้นใจเพราะการกระทำของคนอื่น
                                ควรทำอย่างไรคะ?
                                ในเมื่อต้นเหตุเป็นบุคคลที่ก่อกรรมกับเรา
                                เขามีนิสัยฝังใจ ยากจะเปลี่ยนแปลง”
                                “คนเรามักมองว่าความอึดอัดนั้น
                                มีต้นเหตุอยู่ที่คนอื่น ถ้ามองเสียว่าหลาย ๆ ครั้ง
                                เราคับแค้นเพราะคิด
                                มีความคิดเป็นเหตุสำคัญของความคับแค้น
                                อันนั้นก็เป็นกรรมของเราเหมือนกัน
                                คือเป็นมโนกรรมที่คิดเพ่งโทษผู้อื่น หากเราเลิกคิด
                                หรือคิดในทางดีแทน
                                ใจก็จะเปลี่ยนจากทุกข์มาเป็นสุข”
                                “แต่ถ้าเขาต้องติดต่อเกี่ยวข้อง
                                หรือเป็นบุคคลใกล้ชิด ที่ไม่ยุติธรรมกับเรา
                                หรือทำให้เราเดือดร้อนเป็นทุกข์ล่ะคะ?”
                                “หลายเรื่องในโลกแก้ไขจากข้างนอกไม่ได้
                                แต่ปรับปรุงดัดแปลงที่ภายในเราเองได้
                                คนอื่นนั้นต่อให้ตัดแขนตัดขา
                                หั่นร่างกายเราออกเป็นชิ้น ๆ
                                เราจำเป็นต้องทุกข์แค่ที่กายเท่านั้น
                                ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ทางใจเลย
                                โดยมากจะอยู่ในรูปที่คนอื่นทำร้ายเราด้วยปากหรือมือไม้สิบนาที
                                แต่เรามาทำร้ายตัวเองด้วยความคิดเสียสิบชั่วโมง”
                                (ตอนที่ ๗)
 
                                
…คนเราคบใครก็ต้องมีความเป็นเช่นนั้นในทางใดทางหนึ่ง
                                พยายามซึมซับส่วนดีของเขามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา
                                นี่คือประโยชน์ของการอยู่ใกล้ชิดคนดี คนเป็นบัณฑิต
                                เพราะจะมีส่วนดีมากมายในเขาเป็นแรงบันดาลใจแก่เรา
                                แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันตลอดไปก็ช่าง (ตอนที่ ๒๔)
 
 
…“แล้วถ้าแค่อยากทำผิดอยู่ในใจเรื่อย ๆ
                                โดยปราศจากความละอาย แต่ไม่ได้พูด
                                ไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ ล่ะคะ
                                ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของหมู่คนเลวหรือเปล่า?”
                                “คิดเฉย ๆ ไม่ใช่ตัวตัดสิน เขาตัดสินกันตอนพูด
                                ตอนลงมือทำ แต่ก็ประมาทความคิดไม่ได้
                                เพราะความคิดนี่แหละต้นแหล่งดีชั่วที่แท้จริง
                                ตราบใดยังคิด ตราบนั้นยังมีสิทธิ์พูดออกมาจริง ๆ
                                ทำออกมาจริง ๆ ”
                                “แล้วจะจัดการกับความคิดชั่ว ๆ ในหัวยังไงดีล่ะคะ
                                ทุกวันนี้จ๊ะสารภาพกับอาจารย์เลย
                                ว่ายังมีความคิดเหลวแหลกอยู่มาก บางทีก็ทรมานจัง
                                แต่ก่อนตอนเลว ๆ ยังคิดน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ”
                                อุปการะหัวเราะหึหึ
                                “ความอยากหยุดคิด
                                กับความทรมานจากการคิดเหลวแหลกนั่นแหละ
                                ตัวกระตุ้นสำคัญให้ยิ่งคิดมากเข้าไปใหญ่
                                หนูไม่ต้องไปทำอะไร มันจะเกิดก็ให้มันเกิด
                                พิจารณาดูให้รู้ว่านั่นแค่คลื่นสมองซึ่งผุดกระเพื่อมขึ้นเอง
                                ไม่ใช่เจตนาที่ส่งออกมาจากหัวใจของเราอย่างแท้จริง”
                                “ถ้าคิดเลว ๆ แล้วไม่รู้สึกผิด
                                มิเข้าข่ายที่อาจารย์ว่าคิดเลวได้โดยปราศจากความละอายหรอกหรือคะ?”
                                “ความคิดมีอยู่สองแบบ
                                แบบแรกเหมือนสายลมที่พัดมาเองตอนเราเดินอยู่กลางแจ้ง
                                เราบังคับควบคุมไม่ได้
                                ทำได้แค่เพียงรับรู้ว่ามันผ่านมาปะทะเราแล้วปล่อยให้มันผ่านไปเฉย
                                ๆ
                                ความคิดอีกแบบเหมือนลมที่เกิดจากความจงใจพัดโบกของเรา
                                เราสมัครใจ หรือติดใจที่จะคิดอย่างนั้น
                                การคิดด้วยความติดใจและจงใจนี่แหละถึงจะเป็นมโนกรรมเต็มขั้น”
                                ลานดาวยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจแจ่มแจ้งแทงตลอด
                                “สรุปคือแค่ปฏิบัติต่อความคิดเลว ๆ
                                เหมือนรู้ว่ามีสายลมพัดฝุ่นทรายมาโดนตัว
                                แล้วก็แล้วกันไป ไม่ต้องคว้ามาใส่ปากเคี้ยวต่อ
                                อย่างนั้นใช่ไหมคะ?”
                                อุปการะยิ้มอย่างพึงใจในการอุปมาอุปไมยของหญิงสาว
                                (ตอนที่ ๔๑)
 
 
…เมื่อทำทานครั้งใด ท่านให้หมั่นอธิษฐานว่า
                                ขอจิตเราจงสละความยึดมั่นถือมั่นผิด ๆ
                                ได้โดยไม่เสียดาย
                                เช่นเดียวกับที่ไม่เสียดายข้าวของซึ่งทำทานไปนั้น
                                (ตอนที่ ๔๑)
 
 

 วาทะดังตฤณจาก กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่

 วาทะดังตฤณจาก เสียดาย…คนตายไม่ได้อ่าน 

 วาทะดังตฤณจาก ทางนฤพาน 

 
 
 
ในนี้มีหลายวาทะเลยแหละ ที่ตรงกับที่เราก๊อปไป
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
08/02/06