ได้ไปฟังธรรม ขัดเกลาจิตใจอีกแล้วจ้า
 
***************************
 
ชวนคนโน้น คนนี้ไป แต่แล้วไม่มีใครสักคนที่ไปได้ งานนี้เลยโด่เด่เดียวดาย แต่ไม่วุ่นวายใจนะจ๊ะ ขอบอก
 
งานบรรยายธรรมที่ไปฟังมานี้ จัดโดย กลุ่มธรรมะรักษา เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ หอประชุมกรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลทหารเรือ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า แถวสำเหร่ เพื่อให้ชาวฝั่งธนฯ ได้มีโอกาสฟังธรรมะดีๆ กับเค้าบ้าง
 
ปกติก็ผ่านไปผ่านมาหน้าโรงพยาบาลนี้บ่อยๆ นะ แต่พอได้เข้าไปจริงๆ โอ้โห ไม่คิดเลยว่า หอประชุมฯ จะหายากมาก ต้องถามคนถึงสามคน กว่าจะเจอ
 
เนื่องจากกลัวจะไม่ได้ที่นั่ง เลยรีบตะกายขึ้นรถเขียวไปแต่เช้า ผลก็คือ คงไปเช้าไปหน่อย คนมากันแค่ไม่กี่คนเองอะ ก็ดีเหมือนกัน ทำให้เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ
 
หลังจากลงทะเบียนเสร็จแล้ว ได้รับแจกหนังสือสองเล่ม บทความเกี่ยวกับ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และ MP3 หนึ่งแผ่น เกือบ 9 โมงเช้า จึงได้ฟังธรรมตามลำดับดังนี้…
 
 
 ฝึกจิตจากผู้รู้ : หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม
 
 
หลวงปู่ว่า การจะฝึกจิตได้ต้องเริ่มจากการมี "สัมมาทิฐิ" คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ความเห็นอันถูกต้อง สามารถแยกแยะได้ว่า อะไร คือ "เรื่องเท็จ" และ "เรื่องจริง"
 
คนเราทุกวันนี้หลงอยู่ในโลกแห่งสมมุติ หรือโลกแห่งความเท็จ อันประกอบด้วย ราคะ โลภะ โทสะ และโมหะ และมักเห็นความเท็จเป็นเรื่องจริง
 
แต่เมื่อได้เจอ "เรื่องจริง" คือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย จริงๆ กลับมองเห็นว่า เป็นเรื่องเท็จ ยอมรับไม่ได้ นั่นคือ ทำตัวเป็นทาสของโลก
ผู้ที่เป็นทาสของโลก คือ ผู้ที่เห็น เรื่องเท็จ เป็น เรื่องจริง เรื่องจริง เป็น เรื่องเท็จ
ผู้ที่อยู่ในโลก คือ ผู้ที่เห็น เรื่องเท็จ เป็น เรื่องเท็จ เรื่องจริง เป็น เรื่องจริง
ผู้ที่อยู่เหนือโลก คือ ผู้ที่เห็นว่า ทั้ง เรื่องเท็จ และ เรื่องจริง นั้น ไม่มี
 
และ วิถีแห่งการบรรลุธรรม คือ
 
1.จินตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการคิด)
2. สุตมยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการฟัง)
3. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จ ด้วยการอบรมจิต)
 
อย่างเราๆ ท่านๆ เอาแค่พยายามทำตัวให้เป็น "ผู้ที่อยู่ในโลก" ให้ได้แค่นั้นก็พอแล้ว
 
 
 8 ชั่วโมงสุดท้ายแห่งการตายอย่างมีสติ : วีซีดีจากรายการ ตีสิบ
 
 
ช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน ทางกลุ่มได้เปิดให้ชม ช่วงแรกๆ ที่ได้ชมเรื่องราวของ คุณมนตรี แก้ววงศ์ อดีตสจ๊วตการบินไทย ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อปี 2547 นั้น ยอมรับว่าหดหู่และเศร้าใจ แต่พอคิดได้ว่า อีกหน่อยเราก็ต้องตายเหมือนกัน หายเศร้าเลย แล้วตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างพิจารณา สเหมือนหนึ่งเราเป็นคุณมนตรี (ขนาดนั้น) น่าเสียดายที่ได้ดูไม่จบดี เพราะได้เวลาวิทยากรท่านต่อไป
 
เรื่องราวคร่าวๆ ของ คุณมนตรี มีอยู่ว่า เขาเป็นโรคมะเร็งปอดมาได้ปีกว่าๆ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2547 หมอบอกให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ แต่แล้ววันนั้น คุณมนตรีมีอาการปวมที่แขนและเท้า หมอบอกว่า อาการไม่ดี คงอยู่ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง แฟนคุณมนตรี คือ คุณเนาวรัตน์ ตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับสามี แทนที่สามีจะมีอาการตกใจ กลับมีอาการแค่นิ่งเงียบไปสองสามนาที แล้วบอกให้ภรรยาตาม คุณพ่อ ลูกๆ พี่ชาย และเพื่อนสนิท มาสั่งเสีย พ่อ พี่ชาย และลูกสาวสองคน จากอุดรฯ มาทันได้ดูใจคุณมนตรี ในวันรุ่งขึ้น คุณมนตรียังมีสติดีมาก สามารถเขียนจดหมายลาให้พ่อ ภรรยา ลูกๆ และยังร้องเพลงกล่อมลูก (น้ำกับฟ้า) ก่อนสิ้นชีวิตอีกด้วย เห็นคุณวิทวัช เกริ่นตอนต้นรายการไว้ว่า เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องไปแล้ว คุณมนตรีตัดสินใจดึงหน้ากากออกซิเจนออกเองกับมือ! ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามีให้ดูตอนจบหรือเปล่า นับว่า เป็นการตายอย่างมีสติจริงๆ วาระสุดท้ายของชีวิตเรา ขอให้ทำได้อย่างนี้บ้างเถอะ
 
 หยดน้ำแตะพื้นผิวมหาสมุทร : หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส แห่งพุทธธรรมสถาน ผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์
 
 
คงจะเป็นเพราะหลวงพ่อเคยเป็นจิตรกรแนวพุทธศิลป์มาก่อน ลีลาการพูดของท่านจึงดูนุ่มนวล แต่จริงจัง หนักแน่น ดูเอาแค่หัวข้อที่ท่านพูดก็พอ ชวนฉงนจริงๆ มันเป็นยังไง
 
มันก็เป็นอย่างนี้คือ แท้จริงแล้วทุกอย่างล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นเดียวกับหยดน้ำที่ตกลงมาจากฟากฟ้าสู่มหาสมุทร ไม่ว่าจะตกจากทิศใด มุมใด ไม่ว่าจะตกเวลาไหน ล้วนตกสู่มหาสมุทร ความรู้สึกตัวก็เช่นกัน เกิดตรงไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ สุดท้ายแล้วรวมอยู่ที่กาย โดยใช้ใจที่เป็นกลางในการรับรู้
 
ท่านกล่าวว่า ศิลปในการเอาชนะผัสสะที่มากระทบ คือ การใช้หลัก อริยสัจ 4 คือ การมีอยู่ของทุกข์ (ทุกข์) เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ) และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ (มรรค) โดยมี อินทรีย์สังวรศีล คือ ต้องรักษาด้วยสติ รู้กายรู้ใจในอิริยาบททั้งปวง
 
 
 กลยุทธ์สยบโทสะ : ดร.สนอง วรอุไร และ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ โดยมี อ.จินดา มาสมบูรณ์ ประธานกลุ่มธรรมรักษา เป็นผู้ดำเนินรายการ
 
ดร.วรภัทร์ : โทสะ เกิดจากสัญญา (การจำได้) จะเกิดมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ สติ และความคิด รวมตัวกับจิตมากแค่ไหน
ดร.สนอง : โทสะ มักเกิดกับคนที่มีอัตตา (Ego) หรือความถือตัว ถือตน สูง ลองสังเกตพวกที่จบสูงๆ มักจะโกรธง่าย
 
ดร.วรภัทร์ : เวลาเกิดโทสะแล้ว ไหลไปตามอารมณ์ได้ง่าย เพราะ สติมีกำลังไม่พอ
ดร.สนอง : ความโกรธอยู่ที่จิต ไม่ใช่ร่างกาย วิธีขจัดความโกรธ คือ การให้อภัย
 
ดร.วรภัทร์ : วิธีสยบความโกรธ คือ มีสติ (รู้เท่าทัน) + ปัญญา = สติสัมปชัญญะ
ดร.สนอง : คนที่ดูสงบ แต่เวลาโกรธ โกรธรุนแรง นั่นเป็นเพราะ จิตเพียงข่มไว้ แต่แยกไม่ออกด้วยปัญญา
 
และข้อคิดอื่นๆ อีกมากมายจาก ดร.สนอง และ ดร.วรภัทร์
หลังจบรายการเสวนาธรรม เราได้อิ่มบุญอีกเมนูหนึ่ง กับ MP3 รวม 4 เรื่อง 4 รส จาก อ.วศิน อินทสระ (อาภรณ์ประดับใจ และ คติชีวิต) ขวัญ เพียงหทัย (ช้อปปิ้งบุญ) และ ฐิตินาถ ณ พัทลุง (เข็มทิศชีวิต)
คราวหน้า เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลุง ป้า น้า อา อาม้า อาป๊า อากง อาม่า คนไหนว่าง อยากชวนมาตักตวงบุญกัน ในวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค นี้ ที่โรงเรียนเตรียมอุดม โดยชมรมกัลยาณธรรม จ้า
 
 
 
คลิกที่รูปเพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยฮ้า
กันยา ณ เดือนเก้า
27/02/06