อาทิตย์ที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ไปฟังธรรมอีกแล้ว โอ้วเย

*******************************

งวดนี้มีเพื่อนธรรมไปหลายคนทีเดียวเชียว มีทั้งน้องที่เคยเรียนโทด้วยกัน (กบ) น้องที่บอร์ดบ้านเพลงเก่า (เอก) พี่ที่เคยพาไปวัดอัมพวันของหลวงพ่อจรัญ (ครูโอ) และพี่ฝาแฝดแห่งวัดบ้านเพของเรา (พี่พร)

นี่เป็นครั้งที่สามแล้วสำหรับเรา ที่ได้ไปฟังบรรยายธรรมของ ชมรมกัลยาณธรรม  (จัดที่หอประชุมร.ร.เตรียมอุดม) ยิ่งจัด พุทธบริษัทก็ยิ่งมากขึ้น จนครั้งหน้าทางชมรมจนด้วยเกล้ากับสถานที่จัด เราว่าอีกหน่อยคงไม่พ้นจัดที่ อิมแพ็ค

วิทยากรผู้มาให้ความรู้ธรรมในวันนั้น คือ

 ท่านวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี : ฝนตก…ไม่ต้อง

ฝนที่ท่านว.ให้หลีกหนี ไม่ให้ตกต้องกายและใจ มีอยู่ 4 ฝน คือ

1. ฝนแห่งความเกลียดชัง (โกรธ) ซึ่งท่านว่า เป็นฝนแห่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

2. ฝนแห่งความโลภ พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้จัก "พอ" โดย

– ให้รู้ธรรมชาติของความอยากว่า เติมไม่เคยเต็ม
– เรามีเวลาอยู่ในโลกกันไม่นาน ให้นึกซะว่า วันหนึ่งเราต้องตาย ร่างกายเราก็สลาย แต่ทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นเพียงของที่เราขอยืมมา ยังคงอยู่บนโลกต่อไป ยังไงก็เอาไปด้วยไม่ได้

 

คำคมท่านมหาตมคานธี > "ทรัพยากรมีพอหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่พอสำหรับคนละโมบเพียงคนเดียว"

 

3. ฝนแห่งความหลง เป็นฝนที่

– ไม่มีการตั้งเค้าให้เห็นก่อน นับว่าอันตรายมาก
– มักเป็นฝนแห่งความหลงอารมณ์

4. ฝนแห่งโลกธรรม 8 อันได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ สรรเสริญ และนินทา

ท่านทิ้งท้ายไว้ว่า "ฝนกิเลสตกทุกวัน และเปียกทุกครั้ง สำหรับคนที่ไม่มีสติและธรรมะ ในทางตรงกันข้ามฝนแห่งกิเลสตกรดยังไงก็ไม่เปียก ไม่ทุกข์ (ฝนตก…ไม่ต้องกายและใจ) สำหรับคนที่มีสติและธรรมะ (ซึ่งเปรียบเหมือนหลังคาคุ้มกัน)

 

 ดร.สนอง วรอุไร และ  ดร.บรรจบ บรรณรุจิ : กิน อยู่ ดู ฟัง วิถีพุทธ

ช่วงหลังเที่ยงเนี่ย ท้องมันอิ่มอยู่ตัว ตาเลยปรือ อยากจะหลับซะให้ได้ สับหงกอยู่หลายที จนจะกลายเป็นสมาชิกวงไทร็อค โยกหัว ซะแล้ว อ่ะน่ะ แต่ก็ยังมีสติพอจับใจความที่ท่านทั้งสองเสวนาได้ว่า

– วิถีพุทธ คือ การดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนา เป็นการสอนเรื่อง ธรรม และ วินัย
– กินอย่างวิถีพุทธ คือ กินแต่พอดี ไม่ใช่กินเพื่อปรุงความอยาก แต่เพื่อบำรุงอัตภาพให้คงอยู่ต่อไปได้
– อยู่อย่างวิถีพุทธ คือ มักน้อย ไม่ฟุ่มเฟือย คำนึงถึงประโยชน์สูงสุด
– ดูและฟังอย่างวิถีพุทธ คือ ดูและฟังอย่างมีสติ มีเหตุมีผล

 หลวงปู่พุทธอิสระ : กายานุปัสสนา

 

กายานุปัสสนา เป็นหนึ่งในข้อธรรมของ สติปัฎฐาน 4 อันประกอบด้วย

1. กายานุปัสสนา : พิจารณากายเป็นอารมณ์
2. เวทนานุปัสสนา : พิจารณาสุข ทุกข์ เป็นอารมณ์
3. จิตตนุปัสสนา : พิจารณาจิต เป็นอารมณ์
4. ธรรมานุปัสสนา : พิจารณาธรรมเป็นอารมณ์

ในกายานุปัสสนา ยังแบ่งออกเป็น

1. อานาปานบรรพ คือ การมีสติพิจารณาลมหายใจเข้าออก
2. อิริยาปถบรรพ คือ การมีสติพิจารณาอิริยาบถหลักสี่อย่าง อันได้แก่ เดิน ยืน นั่ง นอน
3. สัมปชัญญบรรพ คือ การมีสติพิจารณาอิริยาบถย่อย เช่น ก้าว ถอย แล เหลียว คู้ เหยียด กิน ดื่ม ฯลฯ
4. ปฏิกูลมนสิการบรรพ คือ การมีสติพิจารณากายตนตั้งแต่หัวจรดเท้า เพื่อถอนราคะ ตัณหา อุปาทาน
5. จตุธาตุมนสิการบรรพ คือ การมีสติพิจารณาธาตุทั้งสี่ในร่างกาย อันได้แก่ ดิน (ส่วนที่เป็นของแข็ง) น้ำ (ส่วนที่เป็นของเหลว) ลม (ลมที่แล่นภายใน) ไฟ (ความร้อนที่เกิดขึ้น เช่น ไข้) เพื่อให้ถอนจากอุปาทานขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
6. นวสีวถิกาบรรพ คือ การมีสติพิจารณาสรีระที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า 9 อย่าง

 

พิธีจบลงด้วยการขอขมาโดย ประธานชมรมกัลยาณธรรม คือ ทพญ.อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ์

 

งานนี้อิ่มเอม เปรมใจ แบกบุญใหญ่ ทั้งจากการฟังธรรม หนังสือที่ได้รับแจก 9 เล่ม CD MP3 อีก 6 แผ่น กลับบ้านกันถ้วนหน้า ขออนุโมทนากับผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ในวันนั้นทุกท่าน โดยเฉพาะ ธรรมบริกรทั้งหลายของชมรมฯ

 

  ชมประมวลภาพในวันงาน ที่นี่ 

 

กันยา ณ เดือนเก้า

16/03/06