วิธีการข้างต้นเป็นหัวข้อที่ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี
หยิบยกขึ้นเทศน์ก่อนฉันเพล ของเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
 
***********************************
 
 
เหตุที่ได้ฟังเพราะ ไปอยู่วัดถือศีลอุโบสถมาหนึ่งคืน คือไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์กลับวันอาทิตย์ และเหตุที่ได้ไปวัด ก็เพราะคำชวนของ น้องนุ่น  น้องสาวผู้แสนน่ารักที่ Blog นำพาให้เรามาเจอกัน หุๆ ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า แต่เป็นเรื่องจริงผ่านจอคอมพ์ ก็นับเป็นการไปอยู่วัดครั้งแรกของปีนี้ หลังจากเว้นวรรคมานาน
เช้าวันเสาร์นุ่นขับรถนิสสันคันงาม แต่จะเอาเข้าอู่เร็วๆ นี้ มารับเราที่ป้ายรถเมล์หน้า IT Square (หลักสี่พลาซ่าเดิม) น่าเสียดายที่น้องสุติดธุระ ไม่สามารถมาด้วยได้ เราก็เลยลุยกันแค่สองคนแบบมีข้อมูลมาแค่ว่า ที่นี่สัปปายะมาก นุ่นศึกษาเส้นทางมาอย่างดี จึงใช้เวลาไม่นานนักก็ถึง "วัดนาป่าพง" ซึ่งเป็นวัดสาขา (ที่เท่าไหร่ไม่ทราบ) ของ "วัดหนองป่าพง" จ.อุบลราชธานี ของหลวงพ่อชา ก็สมกับเป็นวัดนา เพราะสองข้างทางก่อนถึงวัด เป็นผืนนาข้าวเขียวชอุ่มเสียส่วนใหญ่ ส่วนทางเข้าวัดก็สมกับเป็นป่าพง เพราะร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่
น่าจะสักประมาณแปดโมงกว่าๆ ที่ถึงวัด มองไปแลมา ไม่เจอใคร นอกจากกลุ่มสตรีสวมชุดขาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังวุ่นกับการเก็บข้าวของเครื่องใช้ เลยตรงเข้าไปถามพี่คนหนึ่ง (แม้ภายหลังก็ยังไม่รู้จักชื่อ แย่จัง…ไม่ได้ถาม) พี่คนนี้บอกให้ไปคุยกับคนนั้น พร้อมกับชี้ไปที่ผู้หญิงผมสีดอกเลามีอายุหน่อย (ภายหลังทราบว่า ชื่อ คุณแม่นฤมล) ท่านก็บอกว่า หนูต้องไปขออนุญาตพระอาจารย์ก่อนที่ศาลาโน้น (พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ศาลาริมน้ำด้านหลัง) แล้วค่อยมาเอากุญแจห้องพัก พวกเราทำตามอย่างว่าง่าย (ขืนไม่ง่ายคงได้กลับบ้าน )
ก่อนเดินไปที่ศาลา ก็พากันขนของที่จะเอามาถวาย (อาทิ ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำดื่ม เครื่องดื่มสมุนไพร ถ่านไฟฉาย) ไปด้วย แต่กว่าจะขนกันหมด ก็สองรอบ หลังจากมีผู้หญิงคนหนึ่งก่อนหน้าพวกเรา ถวายสังฆทานเสร็จ เราก็ถวายของให้กับพระอาจารย์ (คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล) และขออนุญาตท่านเข้าพักที่วัดหนึ่งคืน ท่านแจงการมาปฏิบัติธรรมที่นี่คร่าวๆ ให้พวกเราฟังว่า ไม่มีการทำวัตรเช้า และเย็น ให้นั่งสมาธิ เดินจงกรมกันเองที่ศาลานี้ หรือศาลาอเนกประสงค์ หากมีปัญหาธรรมสอบถามท่านได้ ค่ำๆ จะมีการรวมกลุ่มนั่งสมาธิ และเทศนา
หลังรับทราบข้อวัตร และหยิบหนังสือกับซีดีที่แจกเป็นธรรมทานแล้ว เราพากันเดินตามหากุญแจจากคุณแม่นฤมลที่อีกฝากตรงข้ามวัด (ซึ่งมีกุฎิเรียงรายอยู่หลายหลัง) แต่กลับได้กุญแจกุฎิ 8 จากคุณพี่ (ไม่ทราบชื่ออีกเช่นกัน สรุปคือ รู้จักคุณแม่นฤมลอยู่คนเดียวในบรรดาฆราวาสทั้งหมด) คนหนึ่ง
กุฎิ 8 อยู่เกือบปลายสุดของแถวกุฎิทั้งหมด 10 หลัง (ไม่นับรวมของคุณแม่) ทางเดินเข้าที่รกชัฎและระเบียงที่เต็มไปด้วยขี้นกรอบกุฎิ บ่งบอกถึงการไม่มีผู้มาพักเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ยิ่งสภาพในกุฎเมื่อไขกุญแจเข้าไป ยิ่งบ่งบอกชัวร์ เพราะเต็มไปด้วยขี้จิ้งจก ตะลึงพอสมควร  เมื่อได้เห็นตู้เย็น และตะลึงซ้ำ   เมื่อได้เห็นเครื่องทำน้ำอุ่น สองสาวไม่รอช้า แปลงร่างเป็นยายแจ๋วในบัดดล คนหนึ่ง (นุ่น) ขัดส้วม (ซะสะอาดเอี่ยมยิ่งกว่าใช้วิกซอลพิ้งค์) อีกคน (เรา) กวาดและถูพื้น (สองรอบ) โห…แป๊บเดียะ เหมือนเป็นกุฏิใหม่ที่เพิ่งมีคนมาพัก
ภายในกุฎถูกแบ่งออกเป็น 4 ห้อง สองห้องแรก ซ้ายเป็นเหมือนครัวที่ไม่มีเตา ขวาเป็นห้องเปล่า นอนได้สองคนกำลังดี อีกสองห้องที่เหลือ ซ้ายเป็นห้องเปล่าที่นอนได้สองคนเช่นกัน ส่วนอีกห้องคือ ห้องน้ำ ที่มีสองประตูเข้า-ออกห้องเปล่าได้ทั้งสองห้อง
สิบเอ็ดโมงจะครึ่ง พวกเราเดินไปถามคุณแม่ว่ากิจกรรมยามบ่ายมีอะไรบ้าง จากนั้นก็ไปหาข้าวกิน และซื้อของมาใส่บาตรพรุ่งนี้เช้า กว่าจะกลับกันมา ก็บ่ายโมงกว่าแล้ว จากช่วงนี้เป็นต้นไปจนถึงหกโมงกว่าๆ พวกเราเดินข้ามฝั่งไปมาระหว่างกุฎิกับวัดไม่รู้กี่เที่ยว เพราะสับสนกับเวลาของกิจกรรมแต่ละอย่าง เราได้นั่งสมาธิและเดินจงกรมบ้างทั้งที่ศาลาอเนกประสงค์และกุฏ ราวบ่ายสี่โมงคุณแม่เรียกให้ดื่มน้ำปานะ ซึ่งมีสามสีสามขวดให้เลือก (ไม่นับน้ำสำรองในถ้วยพลาสติกบรรจุเสร็จ) เลยชิมมันทุกขวด เพราะอยากรู้ว่าเป็นน้ำอะไร ก็ได้ความว่า เป็นน้ำบีทรูท น้ำอ้อย และน้ำว่านหางจระเข้ นุ่นว่าน้ำบีทรูทอร่อย แต่เราซดน้ำอ้อยซะหมดขวด เหอะๆ
ราวหกโมงครึ่ง เริ่มมีการรวมตัวกันที่ชั้นสองของศาลาริมน้ำ อากาศตั้งแต่มาถึงวันจนหัวค่ำอบอ้าวมาก ยุงก็เยอะมาก ถึงขนาดต้องมีผ้ามุ้งปิดทั้งสี่ด้านของชั้นสองเพื่อกันยุง แต่ก็แปลกดี พอเข้าไปนั่งแล้ว อากาศกลับเย็นสบาย บรรยากาศดูสงบและขลัง ด้านหนึ่งของโถงมีพระประธานเด่นเป็นสง่าอยู่ในตู้กระจก หลังจากพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกามากันพร้อมพอสมควร ก็เริ่มนั่งสมาธิกันหนึ่งชั่วโมง เราไม่สามารถนั่งได้ถึงตามเวลากำหนด เพราะพ่ายทุกขเวทนาที่ขาขวาไปซะก่อน แม้จะพยายามเอาชนะมันอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม เฮ้อ…ไม่ไหวๆ แต่ถึงยังไง ก็นานพอที่ จิตสัมผัสถึงความนิ่งและสงบในช่วงขณะหนึ่ง (ไม่รู้สึกถึงลมหายใจและมีกาย)
เมื่อครบหนึ่งชั่วโมง พระอาจารย์เริ่มเทศน์ให้ญาติโยมฟังถึงเรื่อง "นิโรธ" หรือ การดับทุกข์ หนึ่งในอริยสัจ 4 ซึ่งตามนัยแล้ว เป็นหนทางสู่นิพพานนั่นเอง จากนั้นท่านเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยต่างๆ ช่วงระหว่างรอคำถาม ฉับพลันสายตาของพระอาจารย์ก็มาทางเรา แล้วท่านก็ถามขึ้นว่า "เป็นไงบ้าง คนที่เพิ่งมาใหม่" แฮ่ะๆ ส่งยิ้มไปก่อนเลยเรา เอาไงดีหว่า  ไม่ตอบก็น่าเกลียด เลยบอกท่านผ่านไมคโครโฟนไปว่า นั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบเลย จากประโยคนี้ ท่านก็ซักไซ้ไล่เรียง ยื่นคำถามให้ตอบอีกยาว ด้วยภูมิธรรมอันน้อยนิด ข้อปริยัติที่อ่อน และการปฏิบัติที่หย่อนของเรา ได้ความว่า :
 
  • จิตเกิดดับตลอดเวลา ไม่สามารถห้ามได้
  • อย่าพยายามตั้งความหวังจากการนั่งสมาธิ เพราะนั่นคือ "ความอยาก"
  • ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงฌาณสูงๆ (แค่ฌาณแรก) ก็สามารถพ้นทุกข์ได้
  • ความสงบทำให้เกิดปัญญาได้ ด้วยการพิจารณาการเกิดดับของขันธ์ 5
  • ฯลฯ ข้อธรรมอีกเยอะแยะที่จำไม่ได้ (เสียดายที่ไม่ได้เอาอุปกรณ์บันทึกเสียงได้ไปด้วย)
 
การเทศนาและการซักถามสิ้นสุดลงราวสามทุ่มครึ่ง ต่างแยกย้ายกันไปนอนกุฎใครกุฎมัน หลังอาบน้ำแล้ว เราสวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นปกติ ดีที่นำถุงนอนมาด้วย เลยได้ซุกตัวนอนอย่างอบอุ่น  ท่ามกลางอากาศเย็นฉ่ำที่ตรงข้ามกับอากาศเมื่อบ่ายและเย็นอย่างสิ้นเชิง…
 
 
 
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีห้า แต่ตื่นจริงหลังผ่านไป 15 นาที แปรงฟัน อาบน้ำอาบท่า ว่าจะเดินไปถามเวลาใส่บาตรที่แน่นอนกับคุณแม่ แต่พอดีเจอคุณพี่ที่ได้คุยกันเมื่อวานเย็น แกบอกว่า พระจะออกมาบิณบาตตอนหกโมงครึ่ง และเจ็ดโมงจะมีถวายอาหารที่ชั้นสองของศาลาริมน้ำ เรารีบเดินกลับกุฎบอกนุ่นให้รีบตื่น เพราะเกรงจะไม่ทัน
เนื่องจากมีพระเพิ่มมาอีกหนึ่งรูปเป็น 8 รูป แต่พวกเราซื้อของมาแค่พอดี 2 คนใส่คนละ 7 รูป ทำไงดี นึกขึ้นได้ว่า มีเก็บส้มไว้กินเอง 5 ลูกนี่หว่า เออ เอามาใส่บาตรได้นิ ด้วยความสามารถของนุ่น เธอจัดของได้อย่างลงตัวสำหรับพระ 8 รูป เหอๆ เก่งๆ
อิ่มใจได้ใส่บาตรแล้ว ก็ไปช่วยเค้าปอกเงาะ และจัดเตรียมอาหารถวายพระต่อ ด้วยความที่วัดและโรงครัวอยู่คนละฝากฝั่ง การจะเดินลำเลียงอาหารไปมาด้วยคนถือ ก็คงจะลำบากอยู่ไม่น้อย ที่นี่เค้าเลยทุนแรงด้วยการใช้รถเข็นสองชั้น เรารับอาสาเป็นขนเข็นชั่วคราว ก็หวาดเสียวกลัวทำอาหารหกหล่นอยู่พอสมควร  เพราะต้องเข็นแบบยกล้อหน้าขึ้น (เพื่อลดการสะดุด) แต่ก็ถึงที่หมายด้วยดี
นอกจากมีรถเข็นสองชั้นทุนแรงของอุบาสิกาแล้ว ยังมีกระดานติดล้อเลื่อนสี่ล้อไว้ทุนแรงของพระด้วย ทีแรกที่เห็นก็คิดอยู่ว่า เอาไว้ทำไรเนี่ย  แล้วก็มาร้องอ๋อ ตอนที่อาหารถูกจัดเรียงบนไม้กระดานนี้ เพื่อให้พระเลื่อนส่งต่อได้ง่ายดายโดยไม่ต้องยก แหม เข้าท่าๆ
ก่อนฉัน พระอาจารย์เทศน์โปรดญาติโยมเรื่อง "การละนันทิ" หรือ "การละความเพลิน" หากละนันทิได้ จิตก็หลุดพ้นได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า :
"นันทิ คือ ความเพลิน
สัมมาปัสสัง นิพพิพินทะติ เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย
นันทิกขะยา ราคักขะโย เพราะความสิ้นไปแห่งนันท จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ
ราคักขะยา นันทิกขะโย เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ
นันทิราคักขะยา จิตตัง สุวิมุตตันติ วุจจะติ เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นด้วยดี"
อาหารที่เหลือจากพระท่านรับแล้ว ถูกทยอยลำเลียงไปยังบริเวณหน้าศาลาอเนกประสงค์ เพื่อให้ญาติโยมได้รับประทานกันต่อไป
เมฆดำทะมึนเริ่มตั้งเค้า ฝนตกกระหน่ำหลังจากเรากลับมาที่กุฏกันได้ไม่นาน ช่วงรอให้ฝนซา เราก็เก็บข้าวของเตรียมกลับ เอาหนังสือธรรมะที่เค้าแจกมาอ่านแล้วก็เผลอหลับ นึกขึ้นได้ว่าเรามาที่นี่ทำไม เลยลุกขึ้นมานั่งสมาธิ เดินจงกรม
ฝนบางเอาเมื่อใกล้เที่ยง ก่อนลาพระอาจารย์กลับ เราได้ วิธีแก้จิตคิดอกุศล จากท่านมาด้วย คือ :
 
  • คิดขึ้นมาเมื่อใด ให้รีบจับลมหายใจ หรือ
  • นึกถึงพระสงฆ์ หรือครูบาอาจารย์ที่เราเคารพบูชา
  • เอาตัวห่างออกจากเหตุที่ทำให้จิตคิดอกุศล
  • ให้คิดว่า การคิดอกุศล จะทำให้จิตเศร้ามอง
  • เบนการคิดจดจ่อกับอกุศล ให้เปลี่ยนไปพิจารณาใบหน้าของคนที่เราคิดไม่ดีอย่างละเอียดตั้งแต่ผมลงมา ถ้าคิดไปทางอสุภะได้เลยยิ่งดี
 
ธรรมะที่เราปฏิบัติอยู่นั้น จะรู้ได้อย่างไรว่า ปฏิบัติถูกทางแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่เราเรียนถามท่าน ท่านบอกว่า ให้ดูที่ ทำแล้วมันช่วยดับทุกข์ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็มาถูกทางแล้ว และทางจะสั้นขึ้น ถ้าทำแล้วดับทุกข์ได้เร็วขึ้น
ท่านกล่าวทิ้งท้ายว่า ให้มาอีกนะ ซึ่งเราก็หวังว่า คงมีโอกาสได้มากราบท่าน และได้ทั้งซึมซาบและซึมทราบธรรมะจากท่านในอนาคตอีกแน่นอน…
 
ถึงแฟนานุแฟนของน้องนุ่น ขอโปรดอย่าอิจฉา เพราะอาทิตย์หน้าเรามีนัดฟังธรรมกันที่สวนลุมฯ โฮ่ะๆๆ  (จะโดนแอบตีหัวไหมเนี่ย)
 
กันยา ณ เดือนเก้า
16/05/06
Advertisements