พอมนุษย์กำเนิดเกิดออกมาจากท้องแม่ปุ๊บ ความวุ่นวายก็ติดมาด้วยปั๊บเช่นกัน
โตขึ้นหน่อย ยิ่งยุ่งเหยิง เมื่อเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง
คิดไปคิดมาการเกิดเป็นมนุษย์ ที่ยังต้องวนเวียนอยู่ในโลกแห่งสังสารวัฎนี่ มันช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน
 
 
******************************
 
 
เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะทำความสะอาดหลังคากระเบื้องซีเมนต์ที่ระเบียง หลังจากย้ายกระถางต้นไม้ออกไป เพื่อขจัดปัญหาท่อน้ำอุดตันจากใบไม้ที่ร่วงโรย แม่ยื่นโทรศัพท์ไร้สายมาให้
"นี่พี่จิ๋มนะ ติ๊กตกหลังคา หลังหัก ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1" พี่สาวติ๊ก น้องสาวในลำไส้ใหญ่ แจ้งข่าว
ตกใจขนลุกเลย แหม ก็พี่จิ๋มเล่นโทรมาตอนได้บรรยากาศซะจริงๆ ดีไม่ได้ประสบการณ์ตามไปด้วย พอพี่จิ๋มรู้ว่าเรากำลังอยู่บนหลังคา แกส่งเสียงโช้งเช้งรีบไล่ให้ลงมาใหญ่ ด้วยความหวังดี ไม่อยากต้องไปเยี่ยมผู้ป่วยเป็นรายที่สอง
คืนนั้น หลังจากจัดการเรื่องทางบ้านเรียบร้อย อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เราก็ไปเยี่ยมเธอ
ติ๊กยังมีสติดี คุยได้ แต่มีอาการปวดที่บั้นเอวมาก เลยขอพยาบาลให้ฉีดยาแก้ปวดให้ ก็เป็นยาใกล้เคียงมอร์ฟีนที่ค่อนข้างแรงทีเดียว เพราะไม่กี่นาทีหลังจากฉีดเข้าทางสายน้ำเกลือ เธอรู้สึกมึนๆ เบลอๆ
ก็กะว่าจะรอดูผลเอ็กซ์เรย์ตอนห้าทุ่ม แต่คอยแล้วคอยเล่า ก็ไม่มีทีท่าว่า หมอและแผ่นฟิล์มจะมาเยือน จนพยาบาลที่มาทำแผล บอกว่า หมอคงมาพรุ่งนี้ เลยเลิกรอ หลังจากจัดการให้ติ๊กได้แปรงฟัน เช็ดหน้าตา เนื้อตัว ปะแป้ง หวีผม ให้หายรำคาญตัว แล้ว ราวห้าทุ่มครึ่ง เราก็กลับบ้าน
รุ่งขึ้น เราโทรไปถามพี่จิ๋มกับเจี๊ยบ (น้องสาวติ๊ก) เรื่องหมอกับผลเอ็กซ์เรย์ คนนึงบอกว่า กระดูกแตก อีกคนบอก กระดูกยุบ (ภายหลังทราบจากหมอว่า ศัพท์ภาษาอังกฤษแปลไทยออกมาได้ทั้งแตกและยุบ…ไม่มีความแตกต่างเลยเหรอนี่?) หมอให้ตัดสินใจเองว่า จะผ่าไม่ผ่า ถ้าไม่ผ่า ก็มีผล 80-20% คือ ปลอดภัย 80 เสี่ยง 20 รู้สึกเริ่มกระวนกระวายแทนคนไข้ (ฝึกสติแทบไม่ทัน) พอดีอยู่หน้าจอคอมพ์ เข้าเน็ต เลยลองหาข้อมูลดู แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก (หรือหาไม่เก่งพอ?)
บ่ายเลยไปโรงพยาบาล เพื่อไปคุยกับคนที่บ้านติ๊ก และเผื่อจะได้เจอหมอ ฟังจากปากหมอให้รู้เรื่องไปเลย
เรื่องวุ่นวายมากมายเริ่มทยอยตบแถวกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น…
  • ความสะเพร่าของพยาบาลที่ไปขยับตัวผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยต้องร้องโอดครวญกับความปวด
  • เครื่องหยดยา ที่ ถ้าไม่ตบ ไม่กดปุ่มหนักๆ ก็ไม่ทำงาน (ปล่อยให้เอามาใช้งานได้ไงไม่รู้ ถ้าเป็นผู้ป่วยเข้าขั้นโคม่า จะเป็นไงเนี่ย)
  • ความเชื่องช้า เฉื่อยแฉะ และออกจะเฉยชา ของหมอและพยาบาล (เรียกหมอตั้งกะเที่ยง มาเอาตอนสี่โมงกว่า)
  • เรื่องประกัน (เธอมีหลายประกันเหลือเกิน ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันสังคม ประกันหมู่ อะโห…ชีวิต! ใช้อันไหนดีฟะเนี่ย)
  • เรื่องการย้ายโรงพยาบาล (เพิ่งรู้อีกอ่ะว่า ถ้าหมอเจ้าของไข้ ไม่อนุมัติ ก็หมดสิทธิ์ ดีที่หมอคนนี้ยังปราณี ไม่หวังฟันค่าผ่าตัดสองแสนห้าให้ได้)
  • และเรื่องสัพเพเหระ จิปาถะอื่นๆ
 
คนที่ดูจะกระวนกระวายใจที่สุดจนคลั่ง คือ คุณพ่อเธอ ถึงกับร้องห่มร้องไห้ เมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักต้องเข้าโรงพยาบาล และอยู่อีกเป็นเดือนๆ
เราเห็นทุกขเวทของผู้ป่วย เห็นความวุ่นวาย เห็นสภาพจิตใจของคนรอบข้างแล้ว ก็ปลง ปลงจริงๆ
อนิจจาหนอ ชีวิตคนเรา ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้  เฮ้อ…อีกนานแค่ไหนหนา เราถึงจะหลุดพ้นจากสังสารวัฎนี้ ความหวังนิพพานในชาตินี้ อย่างที่ พี่ต่อ  (พี่ชายนักตะลอนทัวร์ธรรม ที่รู้จักกันทาง Blog) คอยบอกไว้เสมอ จะมีโอกาสเหรอ (พี่แกจะต้องสวนกลับมาว่า ได้แน่นอน ถ้าสร้างเหตุและปัจจัยให้ตรง )
แต่บางครั้งปราการกิเลส ตัณหาที่ครอบคลุมจิตใจเราอยู่อย่างเหนียวหนึบและแน่หนา มันก็ทำให้เราการสร้างเหตุและปัจจัยได้ยากและนานอยู่เหมือนกันนะ…พี่
 
กันยา ณ เดือนเก้า
06/06/06