สำหรับเราๆ ท่านๆ แล้ว ทุกคนต้อง "ไปตามนัด" แม้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเต็มใจไปกันสักเท่าใด
แต่สำหรับอีกกลุ่มนั้น เขามีหน้าที่ "มาตามนัด" อย่างไม่เคยบิดพลิ้ว…
 
************************************
 
รู้สึกจะเป็นครั้งที่ 4 แล้ว กับการไปฟังบรรยายธรรมของ ชมรมกัลยาณธรรม  ครั้งนี้จัดซ้ำที่เดิมกับครั้งที่ 2 คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ วิทยาบพิตรพิมุข มหาเมฆ ซึ่งมีองค์บรรยายธรรม ถึง 4 ท่าน ในหัวข้อที่น่าสนใจมากๆ
 
พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ : จิตดวงสุดท้าย
เป็นหัวข้อที่เราอยากฟังมากที่สุด ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง กระตุ้น "มรณานุสติ" ที่ซุกอยู่ก้นบึ้งของจิตได้อย่างดีทีเดียว
ก่อนเข้าเรื่อง พระอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่อง ศีลห้า และผลของการผิดศีล
 
  • ศีล เป็นเพียงแค่ คำสอน คำแนะนำ ไม่ใช่ คำสั่ง ข้อห้าม หรือข้อบังคับ
  • เรามาเริ่มมีศีลกันด้วย การไม่ทำซ้ำรอยเดิม ทำโดยไม่ทำ 
  • ถึงผิดศีล แต่อย่าผิดธรรม
  • วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ผิดศีล คือ การปฏิบัติธรรม
  • จง เลือกฟัง "ธรรมะ" ของผู้พูด ไม่ใช่เลือกที่ตัว "ผู้พูด"
  • เมื่อจิตรับรู้ รับอารมณ์ อย่าไหลตาม จงมี "สติ"
  • อิทธิพลของคำพูด : หญิงคนหนึ่ง ได้ฟังอะไรบางอย่างจากหญิงคนหนึ่ง แล้วร้องไห้ (ใจแฟบ) สักพักมีชายคนหนึ่งมาบอกอะไรบางอย่างให้หญิงคนนี้ เธอหัวเราะชอบใจ (ใจฟู) นี่ เป็นการแสดงให้เห็นว่า หญิงคนนี้มีการตั้งมั่นของจิต 0%

จากนั้น ท่านนำผู้ฟังเข้าสู่เรื่อง "จิตดวงสุดท้าย"

  • ทุกคนมีนัดกับ "ความตาย" ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด
  • เรากำลังเดินทางสู่ "ความตาย" ทุกขณะ ถ้าพร้อมจะไปตามนัด ก็จะเป็นการตายอย่างไม่ประมาท เป็นการตายอย่างสง่าผ่าเผย
  • ความตายเป็นสิ่งสมควร เราสมควรตาย
  • อารมณ์ใกล้ตายของคนเรามี 2 ช่วง คือ
     มรณาสันนกาล คือ เวลาใกล้จะตาย ซึ่งอาจกินเวลาหลายนาที หรือหลายวัน คนไข้จะเกิดอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นอย่างสับสน
     มรณาสันนวิถี คือ วิถีจิตใกล้จะตาย อันเป็นวิถีสุดท้ายของชาตินี้ ระบบประสาทสัมผัสทั้งหลายจะดับก่อน (ปัญจทวาร) สุดท้ายที่ยังรับรู้ได้คือ มโนทวาร (จิตดวงสุดท้าย) ซึ่งจะบ่งบอกว่า เราจะไปเกิดในภพใด ภูมิใด (ถ้ายังไม่นิพพาน)
  • เมื่อใกล้จะตาย จะมีนิมิต ๓ ประการเกิดขึ้น โดยจิตได้หน่วงหรือยึดเอามาเป็นอารมณ์ (เครื่องยึดหน่วง) คือ
     ๑. กรรม หรือกรรมารมณ์ คือ ความรู้สึกนึกคิด (กุศล หรือ อกุศล) ของเราเอง
     ๒. กรรมนิมิต หรือเครื่องหมายในการทำกรรม คือ ภาพที่ปรากฎขึ้นมาเสมือนเกิดขึ้นจริง
     ๓. คตินิมิต หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงภพภูมิ (31 ภูมิ) ที่จะไปเกิด เช่น ถ้าไปสู่สุคติ ก็จะเห็น วิมาน เทวดา ครรภ์มารดา บ้าน ฯลฯ หรือถ้าเห็น เปลวไฟ นายนิรบาล ฯลฯ ก็มีทุคติภูมิเป็นที่หมาย
  • ผู้ที่ฝึกเจริญสติปัฎฐาน จะมีสติที่มั่นคง เพียงแค่รู้ว่า จิตคิดไม่ดี (จิตเห็นจิตที่คิดไม่ดี) ก็เป็นจิตที่มีสติสัมปัชชัญญะ ซึ่งเป็นเครื่องปิดกั้นอบายทั้งปวง และหากตายไปเกิดเป็นมนุษย์ จะได้สิ่งพิเศษติดตัวไปด้วย คือ รูปสวย รวยทรัพย์ ไม่อับปัญญา
  • พุทธพจน์ : "ถ้าจำเป็นต้องทำบาป อกุศล ก็ไม่ควรที่จะกระทำบ่อยนัก และไม่พึงยินดีพอใจในการกระทำนั้นๆ เพราะการสะสมซึ่งบาป อกุศล จะนำมาซึ่งความทุกข์" (ทรงเตือนให้เห็นภัยในวัฎสงสาร)

ก่อนจบ ท่านเมตตาแนะวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ทางใจ โดย การทำตัวเป็น "ผู้รู้ที่แท้จริง" คือ รู้แค่รู้ รู้ในรู้ รู้ให้รู้ รู้แล้วปล่อย อย่ายึดคำว่า "เรา"

 

ดร. สนอง วรอุไร : การปฎิบัติคือบทพิสูจน์
  • ถ้าอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง
  • การเกิดปัญญาหยั่งรู้ เกิดจากการปฏิบัติด้วยตัวเอง
  • ปัญญาทางโลก เป็นเพียงแค่ สุตตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากได้ยินได้ฟัง) และ จินตามยปัญญา (ปัญญาจากการคิดไตร่ตรอง) แต่ปัญญาตัวที่ 3 นี้ (ภาวนามยปัญญา) เป็นปัญญาทางธรรม ที่เกิดจากการปฏิบัติจิตให้มีสติ โดยการเจริญวิปัสสนา
  • จิตที่มีสติ คือ จิตที่ระลึกได้ จิตที่จดจ่ออยู่กับอิริยาบถปัจจุบัน
  • ปัญญาที่แท้จริง คือ โลกุตรปัญญา
  • ความเพียรที่ถูกต้องตามธรรม (สัมมาวายามะ)
     เพียรไม่เอากิเลสทั้งหมายมาใส่ใจ
     เพียรทำกิเลสที่มีอยู่ให้หมดไป
     เพียรทำความดีให้เกิด
     เพียรรักษาความดีให้คงอยู่
  • จิตที่ไม่ฟูไม่แฟบ คือ จิตอุเบกขา
  • กัลยาณพาล คือ ผู้มีความประพฤติดี มีกาย วาจา เรียบร้อย แต่ใจยังตกเป็นทาสของความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังมีปัญญาอ่อน ไม่สามารถปกป้องใจให้เป็นอิสระจากกิเลส ตัณหา อุปาทานได้ ในสายตาของคนทั่วไป คนประเภทนี้ถือว่าเป็นคนดีแต่ในสายตาของผู้เข้าถึงธรรมแล้ว หากใกล้ชิดคนพวกนี้ มีโอกาสนำชีวิตสู่ความวิบัติได้
 
พระอาจารย์ประสิทธิ์ บุญญมากโร : อุบายพัฒนาจิต
  • กิเลส (สิ่งเลวร้าย สกปรก ไม่ดี ปลอมแปลง) เป็นตัวกันไม่ให้เกิดธรรมะ
  • ตั้งสติให้ธรรมะออกก่อน กิเลสอยู่หลัง
  • การปฎิบัติธรรม คือ การศึกษาภายในร่างกายเรา ด้วยสติปัฎฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
  • zzzz
  • zzz
  • zz
  • z
 
สารภาพบาป > สลึมสลือ หลับๆ ตื่นๆ ตลอดช่วงเวลาที่ท่านเทศน์ สติหมดลาน
 
พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส : ระลอกคลื่นบังน้ำใส
 
สติเริ่มเข้าที่เข้าทาง หลังจากได้เข้าห้องน้ำ และทานของว่าง อิๆ
  • "ตัวรู้" ต้องมีที่ตั้ง คือ กาย (คูหา) เป็นเพียงแต่ที่อาศัยให้ระลึกรู้ (สติ)
  • การมีสติ เพื่อละความเห็นผิด เพื่อละตัวตน โดยการ "ตามดู" กายและใจ
  • ให้ "รู้" ตรงๆ ซื่อๆ อย่าเจือตัณหาและทิฐิ หรือความคิดปรุงแต่ง (อวิชชา)
  • คติพระอาจารย์ "ตรงไหนที่อยู่แล้ว มี "เรา" ลำบาก"
  • ให้รู้สึกทีละขณะ จนคำว่า "เรา" ปรากฎไม่ทัน นั่นคือ เวลา "ปัจจุบัน"
  • เรามักเห็นแต่เนื้อหาของความคิด (เปลือก) แต่ไม่เคยเห็นสภาวะของความคิด
  • เมื่อ "รู้สึกตัว"
     อกุศลไม่เกิด
     อกุศลดับ
     กุศลเกิด
     กุศลงอกเงย
  • ความหมายของ "ระลอกคลื่น บังน้ำใส"
     น้ำ คือ จิต สะท้อนทุกอย่างในการรับรู้
     ระลอกคลื่น คือ อารมณ์ ผัสสะทั้งหลายที่กระทบ ยิ่งกระทบมาก คลื่นก็ยิ่งลูกใหญ่ (แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมารวมตัวกับน้ำ) และบังความใสของน้ำ (จิตเดิม ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง)
พระอาจารย์อธิบายพร้อมวาดรูปประกอบไปด้วย ช่วยให้เข้าใจได้ดี ได้ฟังท่านเทศน์แล้วก็ "ปิ๊ง" แต่พอปฏิบัติตามดูเท่านั้นแหละ "แป๊ก" ซะทุกทีสิ เฮ้อ…สงสัยบารมีเรา คงไม่ถึง(ไหน)
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
03/07/06