วันอาทิตย์วันเลือกสก. สข.ที่ผ่านมา มีโอกาสไปฟังธรรมจากกลุ่มชมรมธรรมะอิสระ และกลุ่มธรรมะรักษาอีกแล้ว
ครั้งนี้ไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย มีแหม่ม กับพี่ตูบ (ซึ่งตามมาภาคบ่าย) ด้วย
 
************************************
 
 
การบรรยายธรรมของกลุ่มนี้ทุกครั้ง จะจัดที่สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ แต่วันนี้สโมสรไม่ว่างกระทันหัน เลยต้องย้ายมาจัดยังห้องประชุมด้านข้าง ซึ่งไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมติดผนังด้านข้าง และพัดลมตั้งพื้นที่เอามาเสริม ก็น่าเห็นใจคนนั่งกลางห้อง ที่พัดลมเป่าไม่ถึง แต่ด้วยความตั้งใจมาฟังธรรม ร้อนแค่ไหน ก็ทนได้
 
ภาคเช้า เป็น การบรรยายธรรมของ ดร.สนอง วรอุไร ในหัวข้อที่ทางกลุ่มให้ไว้ คือ "ทางสู่นิพพาน"
แต่เนื่องจาก ดร.สนอง ออกตัวว่าท่านไม่เคยไปนิพพาน เลยขอเปลี่ยนหัวข้อเป็น "ทางพ้นทุกข์"
  • หากผู้ใดได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ผู้นั้นย่อมมีแต่ทุกข์
  • ทุกข์ หมายถึง ความบีบคั้นทางจิตใจ การทนอยู่ไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้
  • ทุกขโทมนัส คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
  • มีหลายกลุ่มคน ที่คิดหา "วิธีทางพ้นทุกข์"

กลุ่มแรก คิดว่า "ใจ" คือ ต้นเหตุของความทุกข์ จึงใช้คำบริกรรมว่า "อสัญญีปิ" (ไม่มีสัญญา ไม่มีใจ) เมื่อภาวนาจนสมาธิจิตตั้งมั่น เข้าสู่รูปฌาณ 4 (ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ  จตุตถฌาณ) และตายลงที่ฌาณนี้ จิตจะทิ้งร่าง เกิดใหม่เป็นรูปพรหม ที่มีแต่รูป ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา หรือที่เรียกว่า "พรหมรูปฟัก" ซึ่งมีอายุขัย 500 มหากัลป์ เมื่อจุติแล้ว ยังต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ เพราะยังมีรูป

กลุ่มที่สอง เอาอากาศ ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ มาเป็นที่ตั้งของจิต โดยบริกรรมว่า "อากาโส อะนันโต"  เมื่อภาวนาจนสมาธิจิตตั้งมั่น เข้าสู่รูปฌาณ 4 ไปสู่อรูปฌาณ 1 (ปฐมารูปจิต) และตายลงที่ฌาณนี้ จิตจะทิ้งร่าง เกิดใหม่เป็น อากาสานัญจายตนะพรหม มีอายุขัย 20,000 มหากัลป์

กลุ่มที่สาม คิดหาวิธีทำจิตให้ละเอียด ประณีตยิ่งขึ้น โดยเอาวิญญาณอันหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า "วิญญาณัง อะนันตัง"  เมื่อภาวนาจนสมาธิจิตตั้งมั่น เข้าสู่รูปฌาณ 4 ไปสู่อรูปฌาณ 2 (ทุติยอรูปจิต) และตายลงที่ฌาณนี้ จิตจะทิ้งร่าง เกิดใหม่เป็น วิญญาณัญจายตนะพรหม มีอายุขัย 40,000 มหากัลป์

กลุ่มที่สี่ คิดหาวิธีทำจิตให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเอาความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ และใช้คำบริกรรมว่า "นัตถิ กิญจิ"  เมื่อภาวนาจนสมาธิจิตตั้งมั่น เข้าสู่รูปฌาณ 4 ไปสู่อรูปฌาณ 3 (ตติยอรูปจิต) และตายลงที่ฌาณนี้ จิตจะทิ้งร่าง เกิดใหม่เป็น อากิญจัญญายตนะพรหม มีอายุขัย 60,000 มหากัลป์

กลุ่มที่ห้า คิดเอาสัญญามาเป็นอารมณ์ และใช้คำบริกรรมว่า "เอตัง สันตัง เอตัง ปณีตัง"  เมื่อภาวนาจนสมาธิจิตตั้งมั่น เข้าสู่รูปฌาณ 4 ไปสู่อรูปฌาณ 4 (จตุตถารูปจิต) และตายลงที่ฌาณนี้ จิตจะทิ้งร่าง เกิดใหม่เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะพรหม มีอายุขัย 84,000 มหากัลป์

  • กลุ่มแนวคิดทั้ง 5 นี้ คือ ความหลง ยังตกอยู่ในวัฎสงสาร ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้
  • จนในที่สุด พระพุทธะ ผู้ใช้เวลาถึง 6 ปีในการค้นหา ค้นพบ "ความจริงอันประเสริฐ" (อริยสัจ 4 : ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งนำไปสู่การพ้นทุกข์ โดยมี "อริยมรรค 8" ใน มรรค นำไปสู่การดับทุกข์ อันได้แก่
    1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
    2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
    3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
    4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
    5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
    6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
    7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
    8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
  • การพ้นทุกข์แบบพุทธะ คือ การดับทุกข์แบบดับขันธปรินิพพาน
  • ตราบใดที่ยังมีรูปขันธ์ (1) และนามขันธ์ (4) หรือรวมเรียกว่า "ขันธ์ 5" (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ตราบนั้น ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฎ
  • ดังนั้น การดับรูปและนาม จึงเป็นการดับทุกข์ที่ถาวร
หลังจากโซ้ยหมี่ผัด กับน้ำหวานใบเตย กับแหม่มแล้ว พี่ตูบตามมาสบทบ ไม่ได้เจอกันปีนึง พี่ตูบยังเหมือนเดิม เหมือนถูกสต๊าฟไว้ยังไงยังงั้น พวกเราเข้าฟังธรรมกันต่อ
 
ภาคบ่าย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ เมตตาแสดงธรรม และนำปฏิบัติ "กายานุปัสนากรรมฐาน"
 
  • ถ้าต้องการมีปัญญา ต้องมีวถี 3 อย่าง คือ จินตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการคิด), สุตามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการฟัง), ภาวนามยปัญญา (ปัญญาสำเร็จด้วยการอบรม)
  • การพิจารณาจิต คือ ตามรู้จิตตลอดกาลตลอดเวลา ทั้งเมื่ออยู่ในอิริยาบถตามปกติและเมื่อตั้งใจปฏิบัติ เมื่อเราตั้งใจพิจารณา ตามดูจิตแล้ว เราจะมองเห็นอาการของจิตต่าง ๆ ทำให้เข้าใจจริตนิสัยของตัวเองมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจตัวเอง ยอมรับตัวเองตามความเป็นจริง ก็จะเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง คือเมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็จะไม่หลงไปตามอามรณ์จิตเดิมแท้ของเราทุกคนเป็นประภัสสร บริสุทธิ์ผ่องใสโดยธรรมชาติแต่กิเลสเป็นอาคันตุกะที่จรเข้ามาครอบงำจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง กิเลสหรืออกุศลมูล อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อมีเหตุปัจจัยประสมประสานกันแล้วก่อตัวขึ้นมาเป็นอุปนิสัยต่าง ๆ มี 16 ลักษณะเรียกว่า อุปกิเลส 16 ได้แก่
    1. อภิชฌมวิสมโลภะ คือความละโมภ อยากได้ อยากมี อยากเป็นอย่างไม่รู้จักพอ เห็นแก่ได้จนลืมตัว
    2. พยาบาท คือความคิดร้าย มุ่งจะทำร้ายเขา ใครพูดไม่ถูกใจก็คิดตำหนิเขา คิดจะทำร้ายฆ่าเขาก็มี บางครั้งทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ ก็หันมาตำหนิตัวเอง ทำร้ายตัวเอง จนฆ่าตัวตายก็มีซึ่งเป็นเพราะอำนาจพยาบาท เป็นอาการอย่างหนึ่งของโทสะ
    3. โกธะ คือความโกรธ มีอะไรมากระทบก็โกรธ เป็นลักษณะโกรธง่าย แต่เมื่อหายแล้วก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คือไม่ผูกใจเจ็บ ไม่พยาบาท เป็นอาการอย่างหนึ่งของโทสะ
    4. อุปนาหะ คือการผูกโกรธ ใครพูดอะไร ทำอะไรให้เกิดความโกรธแล้วจะผูกใจเจ็บ เก็บไว้ ไม่ปล่อย ไม่ลืม เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น กระทบอารมณ์เมื่อไร ก็เอาเรื่องเก่ามาคิดรวมกันคิดทวนเรื่องในอดีตว่าเขาเคยทำไม่ดีกับเราขนาดไหน เป็นอาการอย่างหนึ่งของโทสะ
    5. มักขะ คือการลบหลู่คุณท่าน ปิดบังความดีของผู้อื่น ลบหลู่ความดีของผู้อื่น เช่น เขาให้ของแก่เรา แทนที่จะขอบคุณกลับนึกตำหนิเขาว่า เอาของไม่ดีมาให้ หรือเมื่อมีใครพูดถึงความดีของเขา เราทนไม่ได้ เราไม่ชอบ จึงยกเรื่องที่ไม่ดีของเขามาพูด เพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่คนดีถึงขนาดนั้น เป็นต้น
    6. ปลาสะ คือการตีเสมอ ยกตัวเทียมท่าน ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน แต่ชอบยกตัวเองดีกว่าเขา มักแสดงให้เขาเห็นว่าเราคิดเก่งกว่า รู้ดีกว่า ถ้าให้เราทำ เราจะทำให้ดีกว่าเขาได้
    7. อิสสา คือความริษยา เห็นเขาได้ดี ทนไม่ได้ เมื่อเห็นเขาได้ดีมากกว่าเรา เขาได้รับความรักความเอาใจใส่มากกว่าเรา เรารู้สึกน้อยใจ อยากจะได้เหมือนอย่างเขา ความจริงเราอาจจะมีมากกว่าเขาอยู่แล้ว หรือเรากับเขาต่างก็ได้รับเท่ากัน แต่เราก็ยังเกิดความรู้สึกน้อยใจ ทนไม่ได้ก็มี
    8. มัจฉริยะ คือความตระหนี่ ขี้เหนียว เสียดายของ ยึดในสิ่งของที่เราครอบครองอยู่อย่างเหนียวแน่น อยากแต่จะเก็บเอาไว้ ไม่อยากให้ใคร
    9. มายา คือเจ้าเล่ห์หลอกลวง ไม่จริงใจ พยายามแสดงบทบาทตัวเองเกินความจริง หรือจริงๆ แล้วเรามีน้อยแต่พยายามแสดงออกให้คนอื่นเข้าใจว่ามั่งมี เช่น ด้วยการแต่งตัว กินอยู่อย่างหรูหรา หรือบางกรณี ใจเราคิดตำหนิติเตียนเขา แต่กลับแสดงออกด้วยการพูดชื่นชมอย่างมาก หรือบางทีเราไม่ได้มีความรู้มาก แต่ของคุยแสดงว่ารู้มาก เป็นต้น
    10. สาเถยยะ คือการโอ้อวด หลอกลวงเขา ชอบอวดว่าดีกว่าเขา เก่งกว่าเขา พยายามแสดงให้เขาเห็น เพื่อให้เขาเกิดอิจฉาเรา เมื่อได้โอ้อวดแล้วมีความสุข
    11. ถัมภะ คือความดื้อ ความกระด้าง ยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ใครแนะนำอะไรให้ก็ไม่ยอมรับฟัง
    12. สารัมภะ คือการแข่งดี มุ่งแต่จะเองชนะเขาอยู่ตลอด จะพูดจะทำอะไรต้องเหนือกว่าเขาตลอด เช่นเมื่อพูดเถียงกันก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อเอาชนะให้ได้ ถึงแม้ความจริงแล้วตัวเองผิด ก็ไม่ยอมแพ้
    13. มานะ คือความถือตัว ทะนงตน
    14. อติมานะ คือการดูหมิ่นท่าน ความถือตัวว่าเราดียิ่งกว่าเขา ทำให้ดูถูกดูหมิ่นคนอื่น
    15. มทะ คือความัวเมา หลงว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังไม่แก่ ยังไม่ตาย หลงในอำนาจ หลงในตำแหน่ง คิดว่าเราจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปแล้วทำอะไรเกินเหตุ
    16. ปมาทะ คือความประมาท เลินเล่อ ไม่คิดให้รอบคอบ อาการที่ขาดสติ ขาดปัญญา
การทำกรรมฐานครั้งนี้ หลวงปู่ให้เลือกเอาว่า จะเป็นแบบสมถะ หรือ วิปัสสนา เสียงส่วนใหญ่เลือกอย่างหลัง
อิริยาบถแรกที่ท่านให้ทำคือ ยืน ยืนให้สบายที่สุด แล้วหลับตาเอาใจพิจารณาในกายว่า ไม่มีอะไรเลย โล่ง โปร่ง เหมือนแก้ว แต่เรารู้สึกว่า พอเรายืนหลับตา ตัวจะโอนเอนไปมา ไม่มีความมั่นคง ก็โยกหน้าโยกหลังไปอย่างละที จนทำให้ต้องลืมตา เอ หรือประกอบกับมีอาการง่วงนอนร่วมด้วยเปล่าไม่รู้ ส่วนพี่ตูบบอกว่า แกจะรู้สึกเท้าหนักมาก พอนั่งลงแล้วขาชาเลย
จากยืน เปลี่ยนอิริยาบถมาเป็น นั่ง แหม อันนี้ถนัดหน่อย ถนัดหลับ ใช้การพิจารณาแบบเดียวกัน แหม่มบอกว่า หลวงปู่ให้ลืมตาแล้ว แต่หันซ้ายหันขวา สองคนนั่งข้าง มันกลับนั่งปิดตากันสนิท (แถมหัวเอียงไปมานิดหน่อยด้วยสำหรับคนขวา อิๆ)
หลังจากจบการปฎิบัติ ก็เป็นเวลาของ "ปุจฉา-วิสัชนา" มีคนนึงถามเด็ดมาก ท่าทางเป็นคนคิดตื้นๆ ไม่เป็น แกถามว่า กินยาแก้เจ็บคอ ฆ่าเชื้อโรค บาปไหมค่ะ? หลวงปู่บอกว่า บาปไม่บาปอยู่ที่ "เจตนา" ถ้าเจตนาต้องการกินยาเพื่อให้หาย ไม่ใช่ต้องการฆ่าเชื้อโรค ก็ไม่บาป คนเดิมคนนี้ยังยิงคำถาม (อันลึกซึ้ง) ต่ออีกว่า แล้วกินยาคูลต์ที่มีเชื้อแลคโตบาซีรัส…ยังไม่ทันจบคำถามดี หลวงปู่รู้แกวบอกว่า นี่คุณ ถ้าอย่างนั้นนะ ข้าวปลา อาหารคุณไม่ต้องกินเลย เพราะในนั้นก็มีแบคทีเรีย และสารพัดเชื้อโรค ใช้หลอดดูดอากาศ แล้วหาอะไรกรองๆ หน่อยแล้วกัน โอ้ว…ฮาตรึมลืมร้อน
ตอบคำถามพอสมควรแล้ว ก็เป็นพิธีถวายสังฆทาน และกล่าวลาด้วยเพลง "มาลาบูชาคุณ"
 
 
มาลาพวงดอกไม้ มาลาพวงดอกไม้ มาตั้งไว้เพื่อบูชา
         ขอบูชาแด่พระพุทธ ที่ได้ตรัสรู้มา
มาลาพวงดอกไม้ มาลาพวงดอกไม้ มาตั้งไว้เพื่อบูชา
         ขอบูชาแด่พระธรรม ที่ได้นำความสุขมา
มาลาพวงดอกไม้ มาลาพวงดอกไม้ มาตั้งไว้เพื่อบูชา
         ขอบูชาแด่พระสงฆ์  ที่ได้ทรงพระวินัย
พุทธังวันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ ล้วนเป็นที่รัตนตรัย
         สิบนิ้วต่างธูปเทียน  ยกขึ้นเหนือเศียรถวายวันทา
กราบองค์พระศาสดา ถวายวันทาแด่องค์พระธรรม
        พระสงฆ์ผู้ทรงศีล  เหลืองทั้งสิ้นฉันขอวันทา
หลวงพี่และหลวงพ่อ กรรมฉันก่อแต่นานมา
       เณรน้อยและเณรใหญ่  มีอยู่หลายฉันขอขมา
โปรดสงสารให้อภัย แด่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
       อันสิบนิ้วเรานี้ย่อมมีค่า จะวันทาใครก็ต้องมองให้ถี่
กราบอาจารย์เจาะจงเป็นสงฆ์ดี  เป็นราศีมีกุศลทุกหนเทอญ
       ขอความเป็นมหามงคลอันสูงสุด
จงมีแด่องค์หลวงปู่ พระอาจารย์ทุกประการเทอญ
       ขอความเป็นมหามงคลอันสูงสุด
จงมีแด่องค์หลวงปู่ พระอาจารย์ทุกประการเทอญ
       ขอความเป็นมหามงคลอันสูงสุด
จงมีแด่องค์หลวงปู่ พระอาจารย์ทุกประการเทอญ
 
ขอบคุณ พี่ต่อ  สำหรับเนื้อเพลง
 
บรรยายธรรมครั้งต่อไปรู้เองนะแหม่ม ไม่ต้องชวน เพราะพอชวนทีไร ไม่เคยมาได้ พอไม่ชวน กลับรู้เอง และมาได้ เหอะๆ
กันยา ณ เดือนเก้า
26/07/06