ขนาดอยู่กรุงเทพ แค่ไหว้พระ 9 วัด ก็เกือบจะไม่รอด งานนี่ทำเป็นแน่ ไม่ไหว้พระเฉยๆ นะ เล่นถวายสังฆทานด้วย 9 วัดที่อยุธยาเลย
************************************
ไอเดียเริ่มต้น เกิดขึ้นตอนไปทัวร์เขาเขียว เราได้คุยกะนัทเรื่องพระครูเกษมธรรมทัต ซึ่ง นัท บอกรู้จักดี เราเลยทาบทามให้พาไปวัดมเหยงคณ์ อยุธยา ซึ่งพระครูเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั่น นัทรับปากทันที
"ไปเมื่อไหร่ก็ได้พี่ แต่ขอเป็นวันเสาร์นะ" นัทบอกอย่างพร้อมทุกเมื่อ และตบท้ายด้วยว่า "ชวนพี่เอกไปด้วย"
เอก เต็มใจไปมากจนเข้าขั้นกระตือลือล้น(เอ่อ) ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงา เอ๊ย งาน ระหว่างเรากับนัท ได้อย่างดีเยี่ยม จนในที่สุดก็ลงตัวเอาวันเสาร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา
ไปทั้งที ไปแค่วัดเดียวมันจะอิ่มบุญจุใจได้ไฉน ทัวร์ 9 วัดเลยแล้วกัน และไหว้อย่างเดียวไม่พอนะ ต้องมีสังฆทานด้วย เป็นตัวช่วยให้ทำเวลาได้อย่างดี อิๆ
คุยกันทีแรกว่า จะเอาน้องมาร์กาเร็ต (Peugeot 306) ของนัทไป แต่ไปๆ มาๆ พ่วงด้วยลูกอ้อนนิดหน่อย จากน้องจิ๋วเขียว Peugeot กับผู้โดยสารสี่คน คือ เรา นัท เอก และ พี่ดา เป็นพี่บิ๊กดำ Toyota Fortuner ของ ดุ๊ก กับ แม่ น้องสาว(น้ำผึ้ง) พร้อมกับคู่หูหนึ่งคน คือ คุณหมูหิน (ชื่อแปลกจัง ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหนูหิ่นแน่เลย) และหนึ่งตัว คือ เจ้ามูมู่ ชิสุจอมอึด ไปซะนี่
ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวจากบ้านดุ๊กราวเกือบ 9 โมงเช้า…
 
 
มากมายล้นหลาม (1)
วัดแรกที่ได้ทำบุญกันคือ วัดยอดฮิตของอยุธยา นั่นคือ วัดพนัญเชิง อู้ อะไรกันเนี่ย ผู้คนมากหน้าหลายตา (แต่ส่วนใหญ่สวมเสื้อเหลือง หรือไม่ก็ฟ้าเหมือนๆ กัน) ทำไมมากมายอย่างนี้ เห็นแล้วไม่น่าเดินทอดน่องฉุยฉายซะแล้ว พวกเราถวายสังฆทาน แล้วเข้าไปกราบหลวงพ่อโต (พระพุทธไตรรัตนายก) กันอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที
นัทตั้งใจมาเสี่ยงเซียมซีที่วัดนี้อย่างเต็มที่ แต่ผลจากการเขย่าสองครั้งสองครา ออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ เลยต้องทิ้งใบทำนายด้วยความเศร้าใจไว้ที่วัด
 
 
 
 
 
 
มากมายล้นหลาม (2) และมากด้วยสิ่งสักการะบูชา
วัดใหญ่ไชยมงคล คือ วัดที่สอง วัดแรกนั้น ล้นไปด้วยนักท่องเที่ยว มาวัดนี้ ล้นไปด้วยเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษา พวกเราแวะถ่ายภาพคู่กับพระเจดีย์ไชยมงคลหน้าวัด ก่อนเข้าไปกราบพระพุทธชินราชหน้าพระอุโบสถ และ พระพุทธไชยมงคลในพระอุโบสถ พอรวบรวมไพล่พลได้พร้อมพรัก ก็ไปถวายสังฆทานกับพระสงฆ์ที่ศาลาฉันเพล
สุขกับบุญที่ทำแล้ว ก็ไปกราบบูชาพระนเรศวรที่ศาลสมเด็จพระนเรศวร ที่นี่ติดป้ายไว้เลยว่า "ห้ามปลุกเสก ทรงเจ้า เข้าผี" สงสัยมีคนแอบมาทำกันบ่อย พี่ดาบอกว่า ที่นี่มีรูปปั้นไก่เยอะ เพราะพระนเรศวรโปรดปรานกีฬาไก่ชนมาก ผู้คนจึงถวายรูปปั้นไก่กัน ดีนะที่เป็นแค่ของจำลอง ขืนเป็นของจริงล่ะก็ วัดคงกลายเป็นสนามไก่ชนเป็นแน่
หลังจากยืนกินลมชมวิวเย็นสบาย ที่สวนหย่อมหลังศาลแล้ว พวกเราก็เดินร้อนหัวไปกราบพระพุทธไสยาสน์กันต่อ ก่อนลาจากวัด มุ่งหน้าไปยังวัดที่สามต่อไป
 
 
ปิดวาจา-สมคำอธิษฐาน
ถ้าไม่แวะวัดนี้ ก็ไม่รู้จะมาอยุธยาทำไม (สำหรับเรา) มีหลายอย่างที่ตั้งใจมาทำที่ วัดมเหยงคณ์ นอกเหนือจากการถวายสังฆทาน
ความตั้งใจแรก คือ อยากมาดูวัด (เผื่อจะมาบวช) เพราะที่นี่มีคอร์สปฏิบัติธรรมทั้งสั้นยาว และทั้งสำหรับมือใหม่และมืออาชีพ
ตั้งใจสอง คือ มาพบหลวงพี่สมชาย (พี่ต่อที่รู้จักกันจาก blog) เรื่องของเรื่องคือ อยากถามปัญหาเรื่องเว็บที่หลวงพี่ฝากฝังให้เราดูแลก่อนจะมาบวชที่นี่ ด้วยความที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน (ได้แต่คุยกันทางเอ็ม) เลยใช้ทางลัดอธิษฐานขอให้ได้พบตัว
อ่ะนะ ก็ได้เจอดั่งคำ แต่กว่าจะสัมฤทธิ์ผลก็หลายด่านอยู่เหมือนกัน เริ่มจากถามแม่ชีที่โรงน้ำดื่ม ต่อมาก็พระสงฆ์ที่พวกเราถวายสังฆทาน ท่านบอกให้ไปหาที่ กรรมฐานชาย โชคดีที่มีตี๋เอกไปด้วย ช่วยอำนวยความสะดวกได้มากทีเดียว วัดก็กว้างเหลือเกิน กรรมฐานชายอยู่ไหนเนี่ย หันรีหันขวาง อ่า นั่นแม่ชีที่โรงครัว ถามดีกว่า ท่านไม่พูด(ปิดวาจา) ได้แต่ส่งภาษากายบอกทาง ออๆ ตรงไปแล้วเลี้ยวซ้าย เจอแล้ว หน้าประตูที่แง้มอยู่ติดป้ายไว้ว่า ห้ามเข้า แต่ถ้าไม่เข้า จะหาตัวหลวงพี่เจอได้ไง เลยส่งพระเอกให้เข้าไปถามพระจริง ท่านก็ปิดวาจาเหมือนกัน แต่ได้ความว่า ท่านอยู่กุฎิหน้าสุดข้างประตูทางเข้าเลย
อ้าว หลวงพี่หลับ ทำไงดี จะปลุกก็ไม่ดี เขียนโน้ต post it ไว้แล้วกัน สงสัยเก็บ post it ไว้ในกระเป๋านานไปหน่อย กาวคงเสื่อม เอกเอาไปติดในกุฏิท่านผ่านหน้าต่างเท่าไหร่ ก็ไม่อยู่ แปะไปแปะมา แป๊ะ! ไปถูกอะไรเข้าให้ไม่รู้ หลวงพี่ตื่นเลย
แล้วในที่สุดเราก็ได้คุยกับท่าน และได้วิธีแก้ปัญหาเว็บกลับมา ก่อนนมัสการลา ท่านได้กรุณาแนะนำวัดต่อไปให้เราด้วย
ตั้งใจสาม คือ มาถวายเงินที่ติ๊กฝากมาให้ทำบุญสร้างพระอุโบสถ ก็ทำให้แล้วนะ…อนุโมทนา เทวดาคงได้รับผลบุญอย่างตั้งใจไว้แล้ว
 
เงียบเหงาแต่กันเอง
 
ทีแรกก็ว่าจะไปหากินกลางวันกัน แต่พอเห็น วัดประดู่ทรงธรรม ก็อดใจให้แวะกันก่อนไม่ได้ (ที่แท้ก็กลัวไม่ครบ 9 วัดแหละ) วัดนี้ต่างจากสามวัดแรกที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง แทบจะไร้วี่แววของผู้ที่มาทำบุญ หรือแม้แต่ผู้ที่อาศัยอยู่เองในวัด หายไปไหนกันหมดเนี่ย พวกเราหาที่ที่จะถวายสังฆทานไม่เจอ! เอ เมื่อกี้เดินผ่านพระอุโบสถ เห็นแม่ชีแวบๆ เดินไปถามท่านดีกว่า แม่ชีเชื้อเชิญให้พวกเราเข้ามากราบพระประธานก่อน
ดื่มน้ำเย็นให้หายร้อนกายร้อนใจแล้ว ท่านก็พาไปถวายสังฆทานกับหลวงปู่ที่กุฎิท่าน
ไปมาสามวัด ถวายสังฆทานที พระท่านจะนำสวดให้ แต่ที่นี่กับหลวงปู่ ท่านปล่อยให้เราบรรเลงเองเลย ก็เกือบจะบรรลัยไม่เป็นบทสวดไปเสียแล้วไหมล่ะ ถ้าไม่ได้แม่ชีมาช่วยนำสวดให้ซะก่อน อิๆ
ก่อนออกจากวัด เรา พี่ดา เอก และนัท ได้ร่วมกันทำบุญสร้างห้องน้ำกับแม่ชีด้วย
 
ซองยังไม่ต้อง ไว้ก่อน
ถัดจาก วัดประดู่ทรงธรรม ไปไม่ไกล พวกเราก็มาเจอ วัดอโยธยา ก็พากันเข้าไปกราบพระประธาน (หลวงพ่อศรีอโยธยา) เป็นอันดับแรก จากนั้นก็ถวายสังฆทาน
วัดนี้กำลังจะมีงานทอดกฐินอยู่พอดี (เพื่อปลดหนี้) พอเราจะควักซองออกมาทำบุญร่วมกับสังฆทาน ท่านเจ้าอาวาสปรามไว้ทันทีว่า "ซองยังไม่ต้อง ไว้ก่อน นี่ๆ เดี๋ยวมาใส่ในนี้(ซองกฐิน) แทน"
โอ้ว แท้จริง ท่านอยากให้เอาเงินในซองมาช่วยบุญกฐินเพื่อร่วมปลดหนี้วัดนั่นเอง แถมให้เหตุผลว่า ได้บุญสองต่อ คือ ทั้งทอดกฐิน และถวายสังฆทาน สองเด้งๆ อิๆ
แหม ก่อนจะให้พร ท่านยังมีถามด้วยว่า จะรีบไปไหม ดุ๊กออกเสียงดังว่า ค่อนข้างรีบ (เพราะเริ่มหิวข้าว) เอ้า ถ้ารีบก็จะสวดให้พรบทสั้นให้ นี่ ดูสิ แม้แต่บทสวดยัง flexible ไปตามสภาวะเลย
 
กระเบื้อง-ลูกนิมิต-ช่อฟ้า-พระพุทธฉาย
วัดที่หก ก่อนไปโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเรือกันที่หน้าวัดมงคลบพิตร คือ วัดดุสิดาราม พวกเราสี่ได้ร่วมทำบุญกันอีกครา ด้วยการทำบุญกระเบื้อง โดยเขียนชื่อทุกคนลงในแผ่นกระเบื้อง กลัวคนมุงกับเทพยดาไม่รู้ว่าเป็นแก็งค์จากบ้านเพลงเก่า เราปิดท้ายด้วย "บ้านเพลงเก่า เรารักจัง" และร่วมปิดทอง(ที่นัทเตรียมมาจากบ้าน)ลูกนิมิตคนละลูก พร้อมผูกผ้าสีที่ช่อฟ้าด้วย
นัทวาดฝันสวยหรูว่า วิมานพวกเราพร้อมแล้ว อุโบสถพร้อม ห้องน้ำก็มี หลังคาพร้อมช่อฟ้าก็มา เอ แล้วลูกนิมิตนี่จะเอาไว้ไหนล่ะ นัท เอาเป็นว่า ชาติหน้ารู้กัน
ก่อนออกจากวัด คุณหมูหิน ชี้ให้ดูพระพุทธฉายที่หน้าบันอีกด้านของพระอุโบสถที่ไม่ได้ทาสี ซึ่งเขาบอกว่า ผมเห็นเป็นรูปพระ แต่คนอื่นๆ ดูแล้ว เห็นแต่ปูน ส่วนเรารึ ฮึๆ เห็นเหมือนกัน แต่เลือนลางมาก
 
 
กินจริง สี่ร้อยกว่า แต่จ่ายมากกว่านั้นหลายร้อย
ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือชื่ออะไร ไม่ได้จำ หน้าวัดที่เจ็ด วัดมงคลบพิตร ที่เราไปกันนั้น รสชาดใช้ได้ทีเดียวเชียว (ชามละ 20 บาท) เลยไม่มีการรอเดี๋ยว ทุกคนพร้อมใจกันเบิ้ลสองชาม (ยกเว้นดุ๊กเพิ่มเกาเหลาอีกหนึ่ง)
น้ำสารพัด ไม่ว่าจะ โอเลี้ยง ชาดำเย็น ชามะนาว ฯลฯ ถ้วยเท่าถัง แต่ราคาเท่าถุงแค่ 10 บาทเอง อิ่มกันระนาว ก็คงจะเพราะอิ่มกันจนเกินไปมั่ง ตอนเค้าคิดตังค์เลยไม่ได้เอะใจว่า ทำไมทั้งหมดราคาตั้งหกร้อยกว่าบาท
คนที่ฉุกคิดได้ว่าถูกโกง คือ น้ำผึ้ง (มาคิดได้ตอนจะกลับกรุงเทพฯ) ไม่ว่าจะคิดเป็นสูตรคูณ หรือตรีโกณยังไง ก็ไม่ถึงราคานั้น ไปกันแปดคน แต่คิดไม่ทัน ไม่ทันคิดกันสักคน ก็ถือว่าทำบุญให้กับคนขายไปนะคะ คุณแม่ (เจ้ามือมื้อนั้น)
 
สังฆทานกับพระพุทธรูป
วัดมงคลบพิตร เป็นวัดเดียวใน 9 วัดที่พวกเราไม่ได้ถวายสังฆทานกับพระสงฆ์ แต่ถวายกับพระพุทธรูป โดยมีเจ้าหน้าที่นำพิธีให้ ซึ่งพิธีการไม่แตกต่างกัน จะต่างก็แค่ผู้รับ
สงสัยทัวร์บ้านเพลงเก่าจะถูกโฉลกกับการรับเสด็จ เมื่อครั้งแวะศาลเจ้านาจา ตอนไปเขาเขียว  ก็เจอขบวนเสด็จ มาคราวนี้ก็เจออีก (เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ท่านใดไม่ทราบ)
หลังจากกราบพระมงคลบพิตรแล้ว พวกเราเลี่ยงขบวนเสด็จ โดยการไป วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดมงคลบพิตร เสียค่าเข้าวัดคนละ 10 บาท
ถ่ายรูปกันเพลิน เกินห้ามใจ จะบ่ายสี่โมง เกือบลืมอีกสองวัดที่เหลือที่จะต้องไปถวายสังฆทาน นี่ถ้าไม่กระตุ้น กระทุ้ง กระเทือนพุง(ใครบางคน อิๆ) ไม่ทันแน่ๆ
แต่แม้จะทำเช่นนั้นแล้ว ก็ยังมิวายขอแวะเดินตลาดข้างวัดกันอีกแหน่ะ แต่ละคนก็ได้หิ้วของฝาก (โดยเฉพาะของกิน) กันพะรุงพะรัง
 
พระประธานสวยงามและนามยาว
พระประธานของวัดที่แปดนี้ มีลักษณะโดดเด่นและสวยงามแปลกตา ต่างจากวัดอื่นๆ ที่ไปมา เพราะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งมีพระนามยาวมากๆ ว่า "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" (ถึงขนาดต้องให้เอกถ่ายภาพป้ายชื่อเก็บไว้)
วัดหน้าพระเมรุราชิการาม นี้ มีความพิเศษตรงที่ เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยา ที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 
บรรยากาศเริ่มเย็นย่ำขึ้นเรื่อยๆ พวกเราไม่กล้าเอื่อย เพราะถ้ามาทำเป็นเหนื่อยตอนนี้ วัดสุดท้ายที่ 9 ที่ตั้งใจไว้ ไปทำบุญไม่ทันแน่
 
 
 
ปลาในน้ำ นกบนฟ้า คนบนดิน มีกรรมด้วยกันทั้งสิ้น…ไม่ต่างกัน
 
เย้ ในที่สุด การถวายสังฆทาน 9 วัด ก็ลุล่วงด้วยดีที่ วัดกษัตราธิราช นี่เอง นับว่าเฉียดฉิวทีเดียวแหละ พอถวายสังฆทาน ไหว้พระเสร็จ เดินออกจากโบสถ์ปุ๊บ พระท่านปิดประตูโบสถ์ปั๊บเลย
นัทยังไม่เข็ดกับเซียมซี ขอลองเขย่าอีกสักตั้ง ลองอีกสักกระบอกหน่อยเถอะ เลขใบทายไหนที่เด็ดๆ นัทก็ยังมิวายพลาดหมดอยู่ดีนั่นแหละ นับว่าวันนี้ดวงเซียมซีหนูไม่มี ดูไม่ดีเลยนะจ๊ะน้อง
ผิดกับสองหนุ่มบ้านเพลงเก่า ที่นับว่ายังมีดวง คนหนึ่ง (ดุ๊ก) ได้เลขใบทายที่เก้า อย่างที่ใฝ่ฝันมานาน ว่าอยากได้ใบนี้เหมือนกับในเพลง เซียมซีเสี่ยงรัก ส่วนอีกคน (ตี๋เอก) เลขสองสามสวยพอใช้ เนื้อหาในนั้นก็แสนกินใจ แต่ไหง เรื่องเนื้อคู่ทำไมไม่มี อิๆ
สบายใจได้ทำบุญครบ 9 วัด เลยนั่งปล่อยอารมณ์กันที่ศาลาริมน้ำ ลมเย็นชวนให้ผูกเปลญวณนอนจัง วิววัดมองจากศาลาริมน้ำก็สวยเหลือเกิน ดูไม่ต่างจากพระราชวังโบราณ หรือวิมานบนฟ้า (ทำอย่างกับเคยเห็น)
นั่งๆ จนเกือบจะนอน ก็มีพระรูปหนึ่งเข็นถังใส่อะไรสักอย่างมาสองถัง แล้วหิ้วมาที่ท่าน้ำ สักพัก ท่านก็เอามือกวักของในถังออกมาโยนให้ปลากิน ที่แท้อาหารปลา ท่านโกยๆ หมดไปหนึ่งถัง ถังที่เหลือถังใหญ่ ท่านเปิดโอกาสให้พวกเราได้ร่วมทำบุญเลี้ยงปลากัน มันส์เลยสิ
อาหารปลาตามวัดโดยทั่วไปแล้ว ถ้าไม่เป็นเม็ดกลมๆ กลิ่นคาวๆ ก็จะเป็นขนมปังหัวกะโหลก แต่อาหารปลาที่นี่หน้าตาชวนให้คนเลี้ยงปลากิน แถมกลิ่นก็หอมคุ้นๆ ดมไปดมมาคิดออกว่า เหมือน Nutri (ขนมอบกรอบธัญพืช) ที่เค้าแจกเวลาบริจาคเลือดนั่นเอง อุ๊ย เกือบหลวมตัวชิม
ก่อนออกจากวัด ดุ๊กเหลือบไปเห็นนกพิราบติดตาข่ายที่หลังคาโบสถ์ น่าสงสารมาก ยิ่งดิ้นยิ่งติด ไอ้แมวจริงที่ไม่ใช่แมวยิ้ม มันก็คอยดักเขมือบอยู่ที่กำแพงรอบโบสถ์ซะด้วย ทำท่าพร้อมตะคลุบทุกเมื่อ อย่าให้ตกลงมาเชียวนะ เสร็จฉันแน่
พวกเราได้แต่ยืนส่งใจช่วยไม่ให้มันตายซะก่อน แล้วส่งตัวแทน(ทุกงาน) ตี๋เอก SOS ให้พระมาช่วย แหม พวกเราก็อยู่ลุ้น จนพระท่านถือท่อแป๊บสีฟ้ายาวๆ มาเขี่ยๆ แต่ไม่สำเร็จ เพราะท่อมันอ่อนเกินไป กรรมของนกจริงๆ คิดไปคิดมา คนเราเดินดิน ก็มีกรรมที่ต้องดิ้นรนในการมีชีวิตอยู่เหมือนกัน
ไม่ได้อยู่ดูผลว่าเป็นอย่างไร คุณหมูหินเธอออกรถจากวัดไปซะก่อน ผ่านหน้าโรงพยาบาลอยุธยา แวะจอดให้พวกเราซื้อโรตี เป็นของฝากกลับบ้าน พี่ดาเน้นว่า ต้องร้านหน้าเซเว่น ตรงข้ามโรงบาล ถึงจะอร่อย พวกเราก็เดินจ้ำอ้าวตรงไปเลยดิ อ้าว ร้านปิดแระ อดดิ แต่ในมุมลางๆ เกือบมืดของซุ้มขายนั่นเอง อยู่ดีๆ ก็มีสองหญิงสาวโผล่มาบอกว่า ยังเหลือสามถุงค่ะ ลูกค้าสั่งไว้ แล้วไม่มาเอา เหอะๆ ก็เสร็จพวกเราเซะ
ไปกันสี่คนแต่มีสามถุง พี่ดา ตั่วแจ้ของกลุ่ม เสียสละให้พวกเราที่เหลือ แล้วตัวเองเดินหน้าอย่างองอาจไปซื้อร้านถัดไป ร้านไหนดีกว่า ร้านนี้แล้วกัน มีตั้งหกรสแหน่ะ คนขายห่อให้ชิมอย่างไม่หวงเส้น ใส่เต็มที่เลย ไม่รู้ใครได้รสอะไรกันมั่ง เพราะเรามัวแต่อ่านป้ายโฆษณาว่ามีรสอะไร หันมาอีกที คนขายก็ยื่นโรตีสายไหมรสโกโก้ให้ โอ้โห อันเกือบเท่าบ้องข้าวหลามขนาดหย่อม กินม้วนเดียวอิ่ม แต่ก็อร่อยดีนะ พี่ดาเลยซื้อมันครบทุกรส ในถุงเดียวซะเลย
 
สี่ร้านกับคนสี่คันรถ
ขากลับเข้ากรุงเทพฯ พวกเราแวะทานข้าวที่ศูนย์อาหารของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องแลกคูปองซื้อ ร้านที่ยังเปิดขายอยู่ก็มีแค่สี่ร้าน ขนมจีนหนึ่ง ข้าวแกงหนึ่ง ข้าวขาหมูหนึ่ง และก๋วยเตี๋ยวอีกหนึ่ง เหลียวไปแลมา ทั้งร้านดูจะมีแต่พวกเรา พอทุกคนได้อาหารตามที่ตัวเองต้องการ และมานั่งรวมตัวกันหมดแล้ว จู่ๆ ก็มีรถบัสขนาดสองชั้น มาจอดด้านหน้า ไม่ถึงห้านาที ความชุลมุนวุ่นวายก็เกิดขึ้น คงจะนึกภาพกันออกใช่ไหม สี่ร้านกับคนเป็นร้อยๆ จากสี่คันรถ
กินกันเสร็จแล้ว ไม่กล้าอยู่ต่อ เกรงจะถูกสกลัม รีบพากันขึ้นรถบึ่งกลับบ้าน
ถึงบ้านดุ๊กราวสองทุ่มครึ่ง ถึงบ้านเราเองเกือบสามทุ่มครึ่ง คืนนั้นหลับเป็นตายเพราะแบกบุญกลับมาเต็มที่
ว่าแต่ ทำไมบ้าบิ่นเกินมากล่องนึง
 
อยากขอบใจ…จริงจริง
 
ขอบคุณ ทุกท่าน ที่ร่วมบุญกันในครั้งนี้ รวมทั้งผู้ที่ฝากทำบุญมาด้วย ไม่ว่าจะในรูปของเงิน หรือสิ่งของ
ขอบคุณ ใส่ใจ ที่ทั้ง SMS ตั้งแต่คืนก่อนไป วันไป และโทรติดตามข่าวเป็นระยะๆ แหม กลัวตกข่าว พลาดบุญหรือไงจ๊ะ เจ๊ใส่ใจ…ไทยรัฐ
ขอบคุณ พี่แป๊บ (พี่เอเจ) และ น้องหมูใหญ่ฝันหวาน (น้องเร) ที่ขอเพลงเปิดผ่านรายการ The Big Hit คลื่นสุราษฎร์ให้พวกเรา
ขอบคุณ ดีเจอาร์ต ที่เปิดให้ด้วยความเต็มใจยิ่ง
ขอบคุณ บิดรมารดา ที่ให้ชีวิตกับเรา
และสุดท้าย ขอบคุณ กรรม ที่ส่งผลให้เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อยู่ในภพภูมิที่สามารถทำบุญสร้างกุศล ขจัดกิเลส เพื่อความหลุดพ้น ถึงซึ่งพระนิพพานได้
 
กันยา ณ เดือนเก้า
26/08/06