ตั้งแต่อายุเลยเลข 20 มาหลายปี เหอะๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีกิจกรรมมากมายขนาดนี้ภายใน 1 วันเล้ย
 
*************************************
 
ลุกจากเตียงตีห้าครึ่งของเช้าวันเสาร์ที่ 23 กันยายน โดยไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้าว่า วันนี้จะต้องพบกับอะไร จะต้องทำอะไรบ้าง
 
1. ไปตลาดกับแม่แทนน้อง ปกติเสาร์อาทิตย์จะเป็นหน้าที่น้อง แต่วันนี้ น้องต้องจัดการเอาลูกสาว (อุ่นอุ๊น) ไปสอบที่ ร.ร.ราชินี
2. ขับรถพาน้องสาว+แฟนน้องสาว+ลูกสาว (อุ่นอุ๊น) ไปส่งที่ ร.ร.ราชินี
3. กลับมาถึงบ้าน พาลูกชาย (ซันซัน) น้องสาว ไปส่งที่บ้านครู เพื่อเรียนพิเศษที่สี่พระยา
4. ยังไม่กลับบ้าน ขับรถต่อ มาเยี่ยมนงค์ เพื่อนสมัยมัธยมปลาย ที่เพิ่งให้กำเนิดลูกสาว (น้องต้นหอม) เมื่อวันพฤหัสฯ ที่โรงพยาบาล BNH อ่า…ห่วง (ผูกคอ) เกิดแล้ว สุขแค่ไหน ก็แพ้ทุกข์ระยะยาว ที่นานแค่ชั่วชีวิต
5. ได้คุยกะพี่ดาตอนอยู่โรงพยาบาล พี่ดาชวนไปเลี้ยงอาหารเด็กที่ มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ไอ้เราก็ใจง้ายง่ายกับเรื่องบุญ ตอบตกลงทันที (ก็อยู่ใกล้บ้านนี่น่ะ) หลังจากออกจากโรงพยาบาลราว 10.15 น. ขับรถไปรอรับพี่ดาที่ท่าน้ำท่าดินแดง เพื่อไปรวมกลุ่มกับเจ้าภาพตัวตั้งตัวตี คุณไก่ (จากเว็บป๋อคลับ คนคริสต์ที่ไม่กินไก่ แต่ชื่อไก่ เอาไก่ทอด และมักกะโรนีไก่ มาเลี้ยงเด็กที่มูลนิธิฯ ของวัดบางไส้ไก่) ที่มูลนิธิราว 11 โมงหน่อยๆ
 
เราเคยมาที่นี่สองหนแล้ว แต่มาแค่บริจาคสิ่งของ วันนี้โอกาสดีได้เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ด้วย บรรยากาศก็แปลกไปอีกแบบจากงานเลี้ยงที่ สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย ที่นี่ค่อนข้างมีระเบียบ (เพราะควบคุมโดยพระสงฆ์)
 
อาหารที่คุณไก่นำมาเลี้ยง ก็มี ผัดมักกะโรนี (หมูและไก่) ไก่ชุบแป้งทอด และไอศครีมไผ่ทองที่ไปเหมามาทั้งคันรถและคนขาย
 
กว่าเด็กๆ จะทานอาหารได้ ก็ต้องผ่านพิธีรีตรองที่กินเวลาเกือบครึ่งชม.เห็นจะได้ ไหนจะกล่าวขอบคุณ ร้องเพลง สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฯลฯ ก็เลยไม่แปลกใจที่หลายคนขอเติมอาหารเป็นจานที่สอง ที่ขายดีที่สุดคือ ไก่ทอด ระดับเคเอฟซีเชียวนะ
 
มาถึงขนมหวาน คือ ไอศครีม ทีแรกเห็นแล้วก็หวั่นใจว่าจะพอกินหรือเปล่าเนี่ย แต่ด้วยความซื่อสัตย์ของเด็กๆ ที่ไม่เอาเปรียบเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้กินเป็นถ้วยแรก ทำให้ไอศครีมเหลือพอให้เติมเป็นถ้วยที่สองได้ งานนี้สงสารคนขายเป็นที่สุด เพราะต้องตักไอศครีมร้อยกว่าถ้วยคนเดียว (ไม่มีมือพลัดเหมือนงานเลี้ยงเด็กตอนวันเกิด) แม้จะเหงื่อตกเหงื่อแตก แต่พี่แกก็ยังยิ้มได้ด้วยความสุขใจ
 
หลังจากถวายปัจจัยให้กับพระสงฆ์แล้ว เรากับพี่ดาขอตัวกลับก่อน เพราะต่างมีธุระต้องทำกันต่อไป
6. กลับมาบ้านทันน้องหนูกับลภมาดูจักรปักที่บ้านพอดี หนูมีโครงการจะซื้อจักรปักมือสองไปเริ่มกิจการปักผ้าดู เราเลยพาทัวร์ดูจักรและให้ข้อมูลเท่าที่รู้
ได้หายใจหายคอ พักกินข้าวต้มกุ้งฝีมือแม่ แม้จะอืดไปหน่อย เพราะเล่นมากินตอนบ่ายสองครึ่ง แต่ความอร่อยก็ไม่ได้จางไปกับความอืด
7. เริ่มกิจกรรมต่อในเวลาบ่ายสาม คือ ไปบ้านติ๊ก เพื่อพาเธอไปจ่ายกับข้าวที่ตลาดทุ่งครุ และช่วยถือของ แบบว่า ไม่ได้จ่ายตลาดมานานนม ของที่ซื้อก็เพียบอ่ะ วันนี้คนเยอะ รถเยอะเป็นพิเศษ จนต้องออกไปจอดที่ลานด้านนอกซอยถัดไป เพราะมีงานออกร้าน
ติ๊กชวนเดินดูของตามซุ้มที่เรียงรายเป็นแถวยาวข้างตลาด คนชวนไม่ได้ของ คนถูกชวนกลับได้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่เงินจะกระเด็นออกจากกระเป๋าตังค์เราได้โดยไม่มีเหตุจำเป็น
8. กิจกรรมสุดท้ายของค่ำวันนั้นคือ พาติ๊กไปซื้อของที่ท๊อปส์ทุ่งครุ ซึ่งไม่ไกลจากตลาดนัก
อะโหชีวิต ไม่น่าเชื่อว่า สังขารจะอำนวย แสดงว่ายังไม่แก่ โฮ่ะๆ
 
 
+ ——————— ++++ ——————— ++++ ——————— ++++ ——————— +
 
เช้าวันอาทิตย์ แม้จะงัวเงียง่วงนอน แต่เราก็ไม่ปล่อยให้นิวรณ์มาทำให้เราพลาดงานฟังธรรมที่ สโมสรกรมแพทย์ทหารเรือ ไปได้ร๊อก
พักหลังมานี่ ได้แหม่มมาเป็นเพื่อนฟังธรรมด้วย ก็เป็นอีกคนที่ไม่ปล่อยตัวเองให้หลงไปกับความขี้เกียจในวันหยุด ต้องขออนุโมทนาด้วยจริงๆ (แม้จะมาช้า แต่ก็ทันการบรรยายพอดี)
ช่วงเช้า ส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายธรรมของฆราวาส แต่วันนี้ ทางกลุ่มธรรมะรักษามีโอกาสได้นิมนต์ พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส มาเป็นองค์บรรยาย
 
  • ผู้รู้สึก คือ สติ
  • สติ มีความเป็นผู้รู้ด้วยการไม่ลืมใจ
  • สติมีหน้าที่อารักขาใจที่ปกติ
  • การขาดสติ คือ ลักษณะใจที่ล่องลอย
  • ปัจจุบัน คือ ความรู้สึกที่กายและใจ
  • สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม
  • หน้าที่ของสัมปชัญญะ 1. รู้ว่ามีประโยชน์หรือไม่มี 2. รู้ว่ามันเกื้อกูลเหมาะสมที่จะไปปรุงแต่งหรือไม่ 3. ดึงจิตที่เผลอส่งออกไปให้กลับมาอยู่ที่ตัว 4. รู้ตัวว่าหลงหรือไม่หลง
  • ขณะที่เรามีสติ ความเศร้าโศก เสียใจ ทุกข์ใจ ไม่สามารถครอบงำใจได้ จิตคิดไปปรุงแต่งไม่ได้
  • กายเป็นผู้ถูกรู้ ใจเป็นผู้รู้
  • การเจริญสติ สามารถกำจัดมิจฉาสติได้ (การระลึกถึงความผิด หรือความไม่ดีของผู้อื่น)
  • การไปนับชามแตกของเพื่อนบ้าน ไม่ได้ประโยชน์อะไร
  • จิตเดิมนั้นประภัสสร สะอาด สว่าง สงบ แต่ต้องมาหมองเพราะอวิชชา
  • ความทุกข์ใจทั้งหลาย เกิดขึ้นจากการหลงไปปรุงแต่ง
  • เผลอปรุงแต่ง เป็น สมุทัย
  • ความอยากให้เป็นดั่งใจ เป็น ทุกข์
  • เมื่อเราอยู่ท่ามกลางผัสสะมากๆ ถ้ารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา (ให้สติรักษาใจ) เมื่อนั้นอกุศลจะทำอะไรเราไม่ได้
  • ความสุขเป็นพื้นฐานของสมาธิ
  • โลกมีเพียงมวลสารและอากาศ การปรุงแต่งทั้งหลายเป็นสิ่งแปลกปลอมทั้งสิ้น
  • เนื้อหาเป็นเพียงสิ่งสมมุติที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาใช้ชั่วขณะ
  • ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะเหมือนกันหมด คือ เกิดและดับ
  • วิปัสสนา คือ การรู้แจ้งตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ
  • ที่ตั้งแห่งรู้ > สติปัฎฐาน 4 > กาย เวทนา จิต ธรรม
  • อะไรเกิดขึ้น ก็ให้รู้ตัวนั้น ไม่ใช่ให้รู้เฉพาะตัวใดตัวหนึ่ง
  • เมื่อมีปัจจัยให้คิด มันก็ต้องคิด แต่เราต้องไม่เข้าไปชอบหรือชังมัน ให้แค่รู้เท่านั้น
  • ช่วงที่เรามีสติ 1. อกุศลไม่เกิด 2. อกุศลที่มีอยู่ถูกละ 3. กุศลงอกงาม 4. กุศลถูกรักษาอยู่
  • สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
  • วิสังขาร > นิพพาน
 
แหม่มบอกว่า นี่ถ้าพลาดมาภาคเช้า (เธอคิดว่าเป็นฆราวาสมาพูด) คงเสียดายน่าดู เพราะฟังพระอาจารย์แล้ว ถูกจริตมาก ก็คงจะอย่างงั้น เพราะเราแอบชายตาเห็นเธอพยักหน้าหงึกหงักขึ้นลงอยู่ตั้งหลายที จนน่าเมื่อยหัวเพลียหน้าแทน ส่วนเราก็เมื่อยเหมือนกัน ไม่ใช่จากการเอาหน้าขึ้นลง แต่จากอาการหัวเอียงซ้ายทีขวาที เพราะความง่วง
 
กลางวันนอกจากมีเลี้ยง ข้าวกระเพราหมูไข่ดาว ข้าวผัดไส้กรอกแล้ว ยังมีทั้งขนมหวานประเภทดังกิ้นโดนัท และผลไม้ ส่วนน้ำดื่มก็ใช่น้ำเปล่าธรรมดา เป็นน้ำดื่มสมุนไพร อย่างกระเจี๊ยบ และมะตูม ก็อร่อยไปตามระเบียบรัตน์ อิๆ
ภาคบ่าย หลวงปู่พุทธะอิสระ
การบรรยายของท่านในวันนี้ เน้นไปในเรื่องการปฏิรูปที่เกิดขึ้นซะส่วนใหญ่ แถมเราก็ง่วงนอนซะส่วนใหญ่ด้วย เหอะๆ หลวงปู่เทศน์อะไร เบลอไปหมด คงต้องให้แหม่มมาเขียนแทน เท่าที่ได้จากไม่เบลอคือ
 
  • ต้มกระเพราแดง พริกไทยดำ หอมแดง เข้าด้วยกัน เอาน้ำมาใส่น้ำตาลทรายแดง กินเป็นยาแก้ไอได้
  • บทโศลกของหลวงปู่ > ลูกรัก คราใดที่เจอมรสุม พายุ พ่อจะหลบเข้าไปในถ้ำ (เข้าไปอยู่กับตัวเอง)
  • โรคซึมเศร้า เกิดจากการกังวลกับอดีตและอนาคต ปัจจุบันหายหมด
  • การกำจัดอกุศลจิต > การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณอย่างรู้ชัดตามความเป็นจริง
  • ทานในบารมี 10 ทัศ เป็นทานเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองมุ่งหวัง ต่างจากทานในบุญกิริยาวัตถุ 10
  • วิธีหายใจตามแบบฉบับหลวงปู่ > เข้า – กว้าง ลึก เต็ม รู้ / ออก – ยาว เบา หมด รู้
 
หลังปุจฉา-วิสัจฉนา หลวงปู่เมตตานำออกกำลังกาย ขยับกาย สบายชีวี วิถีพุทธ เส้นตึงไปตามๆ กัน แต่ก็ทำให้ตัวเบาโล่ง ใจปลอดโปร่งดีแท้
ช่วงสุดท้าย ก็เป็นไปตามธรรมเนียม คือ กราบพระรัตนตรัย กราบหลวงปู่ ถวายสังฆทาน ร้องเพลงมาลาบูชาคุณ และกราบลาหลวงปู่
ก็ได้ข้อธรรมะดีๆ เช่นเคย ครั้งนี้มีพิเศษที่เราได้ร่วมถวายสังฆทานด้วย จิตจึงเบิกบานด้วยทานถึงสองอย่าง

บรรยายธรรมครั้งหน้าวันที่ 22 ตุลาคม ข่าวแว่วมาว่า ทางกลุ่มฯ จะเชิญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา มาบรรยาย ท่านใดสนใจก็อย่าพลาดนะจ๊ะ
 
กันยา ณ เดือนเก้า
26/09/06