เอ้อ เหมือนกำลังจะรายงานข่าวยังไงชอบกล แต่หากหัวข้อที่กล่าวเป็นข่าว ก็นับเป็นข่าวทางธรรมที่น่าปลื้มใจยิ่ง
 
*********************************
 
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จนผู้เข้าร่วมงานกับองค์บรรยาย แทบจะนั่งเบียดกัน ในงานบรรยายธรรมครั้งแรก ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของกลุ่ม ชมรมกลัยาณธรรม เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ปีที่แล้ว นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืม
มาครั้งล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ย้อนมาซ้ำรอยอีกครั้ง จากที่เคยล้มหลาม กลายเป็นล้นทะลัก ถล่ม (แต่หอประชุมยังไม่) ทลาย ด้วยผู้แสวงหาธรรมถึง สี่พันกว่าคน ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยริมน้ำเจ้าพระยาที่เดิม
นี่แหละ…อานุภาพแห่งการเผยแผ่ธรรมะ ที่ไม่จำกัดวัย ชนชั้น และจำนวน!
เอ รู้สึกจะเขียนเหมือนลงนักสือพิมพ์เข้าไปทุกที เดี๋ยวคนอ่านจะเครียดซะก่อน ทุกวันนี้ ก็ถูกยัดเยียดข่าวสารจนจะอ้วกกันอยู่แล้ว เอาแบบสบายๆ แล้วกัน
ยังไม่ 7 โมงเช้าดี ผู้คนมากมาย(จริงๆ) ก็มาออกันอยู่ที่หน้าหอประชุมแล้ว ส่วนใหญ่ต่อคิวเพื่อลงทะเบียน บางส่วน (รวมทั้งเรา) มีบัตรเหลืองอยู่ในมือแล้ว สามารถรับบัตรเลขที่นั่ง และของที่ระลึก (หนังสือนับสิบเล่ม กับซีดีอีกหนึ่งปึก รวมหลายกิโล ในถุงหิ้วมีให้แจกหลากสีเช่นเคย) โดยไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลอีก นับเป็นหนึ่งอภิสิทธิ์ของสมาชิกชมรมฯ
อาหารเช้าในครั้งนี้ เป็นเบเกอรี่จากร้านประจักษ์ ระดับเชลล์ชวนชิมเชียวแหละ ก็ชวนชิมจริงๆ เพราะขนาดกินขนมปังมาจากที่บ้านแล้ว ยังห้ามใจไม่อยู่เลย ออ แถมมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ น้ำชา และน้ำเปล่าเย็นๆ ไว้ให้แก้กระหายด้วย
 
ราว 8.30 พิธีเริ่ม โดย ศจ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน
 
 
เกือบ 9 โมง ดร.สนอง วรอุไร กับหัวข้อ "ที่พึ่งภายในตน เพื่อทำชีวิตให้เป็นอิสระ"
 
  • ที่พึ่ง > การช่วยเหลือ คุ้มครอง
  • ที่พึ่งอาศัยให้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ ท้องแม่
  • ในวัยเด็ก เราพึ่งพ่อแม่ โตขึ้นมาหน่อย พึ่งครูบาอาจารย์ ในวัยผู้ใหญ่ พึ่งเงิน พึ่งความรู้ และพึ่งหมอในวัยชรา
  • ตลอดชีวิตคนเรา ไม่สามารถหนีที่พึ่งได้ (ขาดที่พึ่งไม่ได้)
  • ที่พึ่งทั้งหลายที่กล่าวมา เป็นเพียง "ที่พึ่งชั่วคราว"
  • ที่พึ่งถาวรที่ค้นพบโดยพระพุทธะ คือ ธรรมะ ธรรมะนี่เอง คือ ที่พึ่งอันอมตะ พึ่งได้ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า
  • ก่อนพึ่งธรรมะ ควรพึ่งตัวเอง
  • กายเป็นเครื่องมือให้จิตพัฒนา
  • นาม หรือ จิต เป็นตัวแสวงหาที่พึ่ง คือ รูป คือ กาย อันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย
  • ศีล 5 (เบญจ)ธรรม 5 (เมตตาและกรุณา (คู่กับศีลข้อ 1)/ สัมมาอาชีวะ (คู่กับศีลข้อ 2)/ กามสังวร (คู่กับศีลข้อ 3)/ สัจจะ (คู่กับศีลข้อ 4)/ สติสัมปชัญญะ (คู่กับศีลข้อ 5)…จาก www.84000.org) เป็นที่พึ่งที่ดีสำหรับมนุษย์ หากถือปฏิบัติเป็นนิจ จะเป็นคุณธรรมที่สั่งสมในจิตใจ
  • สองที่พึ่งภายในที่ควรยึดถือ คือ บุญกิริยาวัตถุ 10 (ทาน / ศีล / ภาวนา / การอ่อนน้อมถ่อมตน / การช่วยเหลือการงาน / การแผ่ส่วนบุญให้เพื่อนมนุษย์ มาร เทวดา พรหม / การอนุโมทนากับความดีของผู้อื่นโดยไม่ลังเล / การได้ฟังธรรมเสมอ ๆ / การแนะนําข้อธรรมที่ได้ฟัง หรือศึกษามาแก่ผู้อื่น / การอบรมความเห็นของตนให้ถูกกับหลักธรรมในพุทธศาสนา…จาก www.budpage.com) และ บารมี 10 (ทาน การให้ เป็นการตัดความโลภ / ศีล เรามีก็ตัดความโกรธ / เนกขัมมะ เป็นการตัดอารมณ์ของกามคุณ / ปัญญา ตัดความโง่ / วิริยะ ตัดความขี้เกียจ / ขันติ ตัดความไม่รู้จักอดทน / สัจจะ ตัดความไม่จริงใจ มีอารมณ์ใจกลับกลอก / อธิษฐาน ทรงกำลังไว้ให้สมบูรณ์ / เมตตา สร้างความเยือกเย็นของใจ / อุเบกขา วางเฉยเข้าไว้ในเรื่องของกายเรา…จาก www.larnbuddhism.com)
  • อานิสงส์ที่เกิดจากสมถะภาวนา

– เข้าถึงความตั้งมั่น (สมาธิ) 3 ระดับ (ขณิกสมาธิ / อุปาจารสมาธิ / อัปปนาสมาธิ)
– ช่วยให้สงบจากนิวรณ์ 5 (กามฉันทะ / พยาปาทะ / ถีนมิทธะ / อุทธัจจกุกกุจจะ / วิจิกิจฉา)
– ทำให้เข้าฌาณได้ 2 ระดับ (รูปพรหม และ อรูปพรหม)
– เข้าถึงโลกียญาณ (อภิญญา)
– เป็นฐานให้เข้าถึง วิปัสนาภาวนา

  • ในจิตตภาวนา ต้องมีทั้ง สมถะ และ วิปัสนา จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ หมดจด (ผ่องใส) จะคิด พูด ทำ มีแต่กุศลล้วนๆ ทำให้ล่วงพ้นทุกข์ทางกายและใจ (สงบ สว่าง สะอาด) สามารถบรรลุผล 4 (โสดาปัตติผล / สกทาคามิผล / อนาคามิผล / อรหัตตมรรคผล) มรรค 4 (โสดาปัตติมรรค / สกทาคามิมรรค / อนาคามิมรรค / อรหัตตมรรค…จาก www.84000.org) เข้าสู่นิพพานได้
  • เราสามารถทำชีวิตให้เป็นอิสระได้ ด้วยการ ทำจิตให้สงบ
  • จิตที่สงบจะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง ยิ่งหากใช้จริตที่ถูกกับตัว จิตจะสงบได้เร็ว
  • หากมีสติในการรับรู้ จะทำให้รู้เท่าทันไตรลักษณ์
  • จิตที่ขาดสติ คือ จิตที่รับอายตนะภายนอกมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ ไม่สามารถมีดวงตาเห็นธรรมได้
  • อุเบกขาอารมณ์ เกิดขึ้นได้ด้วย การเข้าฌาณ 4 และวิปัสนา
  • อิสระในที่นี้ คือ อิสระจากกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ในการเวียนตาย เวียนเกิด หรืออิสระจากสังโยชน์ 10 นั่นเอง (สักกายทิฏฐิ / วิจิกิจฉา / สีลัพพตปรามาส / กามราคะ / ปฏิฆะ / รูปราคะ / อรูปราคะ / มานะ / อุทธัจจะ / อวิชชา…จาก www.dhammathai.org)
ช่วงถามตอบ ติดตามได้จากเว็บของชมรมกัลยาณธรรมจ้า
 
 
ราว 11 โมง เป็นช่วงพักทานอาหารกลางวัน ครั้งนี้ ดูเป็นระเบียบ ไม่เบียดเสียด แย่งกัน เพราะจัดให้ทยอยออกหอประชุมกันเป็นแถวๆ
อาหารก็มีให้เลือกหลากหลายตามรสนิยม ทั้ง ขนมจีน ข้าวผัดกระเพรา ข้าวผัดมังสวิรัติ ข้าวขาหมู ผัดหมี่ ข้าวต้มกระดูกหมู น้ำดื่มไม่จำกัด เนื่องจากเนื้อที่ค่อนข้างจำกัด หลายคน (รวมทั้งเรา) จึงยึดทำเลร่มๆ บริเวณลานจอดรถ เป็นแหล่งเติมพลัง (กินง่าย อยู่ง่าย หลับง่าย(โดยเฉพาะช่วงฟังธรรมภาคบ่าย อิๆ))
 
 
ราวเที่ยง 15 เป็นช่วงของ พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) แห่ง วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา กับหัวข้อ "เห็นใจ เห็นธรรม"
ก่อนเข้าเนื้อหา หลวงพ่อเมตตานำปฎิบัติกรรมฐาน 20 นาที ด้วยการนั่งหลับตาในอิริยาบถสบายๆ ตามดูกายใจที่เกิดขึ้น
 
  • เห็นใจ ด้วยการเอาใจเห็นใจ เห็นความจริงที่ประกอบอยู่ที่ใจ เห็นความสงบ เห็นความเป็นสภาพรู้ เห็นความไม่มีตัวตน
    นั่นคือ เห็นสภาวะธรรม
  • รู้ ละ สละ วาง ว่าง สบาย
  • "เห็น" มี 2 อย่าง คือ เห็นด้วยตาเนื้อ (อาศัยแสงสว่างจากดวงประทีป) และ เห็นด้วยตาใจ (อาศัยแสงสว่างแห่งปัญญา)
  • หลายหลายแห่งความหมายของ "ใจ"

จิต > ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ รับอารมณ์อยู่เสมอ จิตรับอารมณ์ทุกครั้งที่เกิดขึ้นโดยผ่านอายตนะ จิตและอารมณ์ จึงไปด้วยกัน
จิตรู้ด้วยจิตได้ จิตเป็นได้ทั้งผู้รู้ และฝ่ายถูกรู้ (ธรรมารมณ์)

หทัย > ธรรมชาติที่รวบรวมอารมณ์ไว้ภายใน จิตไม่ได้เกิดโดยลำพัง มีสิ่งประกอบที่เรียกว่า เจตสิก 3 (เวทนา / สัญญา / สังขาร)
จิตเกิด เจตสิกก็เกิด จิตดับ เจตสิกก็ดับ จิตจึงเป็นเหมือนหัวหน้า เป็นใหญ่

ปัณฑระ > ธรรมชาติที่ผ่องใส (ประภัสสร) เปรียบเหมือนน้ำที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งเจือปน แต่ที่จิตเศร้าหมอง เพราะสิ่งเจือปน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความฟุ้งซ่าน หากเรากรองเอาสิ่งเหล่านี้ออกไป ก็จะได้จิตใจที่ดี

มโน > ธรรมชาติที่น้อมไปในอารมณ์ มักจะไปตามอดีต อนาคต พาให้วุ่นวายใจ ใจที่ไม่รู้เท่าทันก็จะไหลไปตามอารมณ์ที่น่าใคร่ น่าปรารถนา
ดูใจ คือ ดูตัวที่มันจะไปโน่น เป็นนี่
ใจเกิดดับทีละดวง แต่ต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

มนัส > ธรรมชาติที่มีฉันทะอยู่ในใจ

มนาตยนะ > ?

มนินทรีย์ > ความเป็นใหญ่ในกระบวนการรับรู้อารมณ์

วิญญาณ > ธรรมชาติที่รู้แจ้งในอารมณ์ รู้แจ้งในขณะรับรู้อารมณ์ ไม่ใช่รู้แจ้งในปัญญา เกิดตามแหล่งที่รับรู้อารมณ์ เช่น ชิวหาวิญญาณ โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณฯลฯ

มโนวิญญาณธาตุ > ธรรมชาติที่เป็นธาตุรู้แจ้งในอารมณ์

  • ดูใจให้เป็น คือ สักแต่ว่ารู้ ดูแล้วปล่อยวาง
  • ถ้าดูใจผู้รู้ (ใจที่มีสติสัมปชัญญะ) ได้ด้วยจะดีมาก "รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ใจที่รับรู้"
  • "ธรรม" คือ ธรรมชาติ มีสองอย่างคือ โลกียธรรม (ธรรมประจำโลก (โลกธรรม 8) ไม่ว่าใครก็ต้องประสบ) / โลกุตรธรรม (ธรรมที่อยู่เหนือโลก พ้นโลก อันได้แก่ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1)
  • ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่ดีแล้ว จิตที่ดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
  • ดวงตาเห็นธรรม คือ เห็นธรรมในระดับโลกุตร
  • รู้ทุกข์ คือ รู้รูปนาม ขันธ์ 5
  • เห็นธรรม คือ เห็นเวทนา เห็นสัญญา เห็นสภาพที่ประกอบอยู่กับใจ
  • ลักษณะใจของคนสามประเภท


– คนที่มีใจเหมือนแผลเก่า > กระทบนิด โดนอะไรหน่อย ก็เจ็บหมด
– คนที่มีใจเหมือนฟ้าแลบ > รู้เห็นกายตามความเป็นจริงได้ทันที เหมือนฟ้าแลบในคืนเดือนมืด ฟังธรรมแล้วรู้แจ้งในทันที
– คนที่มีใจเหมือนเพชร > เข้มแข็ง ใจเด็ดเดี่ยว ไม่ท้อถอย สามารถบรรลุธรรมได้

หลังเสร็จสิ้นพิธีถวายสังฆทานแล้ว ก็ได้เวลาของอาหารว่าง

การแจกอาหารว่างในครั้งนี้ มาแนวใหม่ โดยให้นักศึกษาที่มาช่วยงาน ยืนอยู่หัวแถวแต่ละแถว แล้วแจกอาหารว่างเป็นกล่อง (แซนวิส และน้ำผลไม้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บ.อัมรินทร์พรินติ้งกรุ๊ป) ให้ผู้นั่งหัวแถวส่งเรียงรายไปยังท้ายแถว ทำให้ผู้นั่งอยู่ในหอประชุมไม่ต้องลุกไปเปิดศึกแย่งชิงข้างนอก (นอกเสียจากปวดหนัก ปวดเบา) ก็ไม่วุ่นวายดี แต่ต้องใช้คนมากหน่อย

ราวบ่ายสอง 15 ถึงที หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่ง วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในหัวข้อ "อานาปาณสติ"

หลวงปู่เพลินกับการสนทนาไปนิดนึง จนผู้ดำเนินรายการ ต้องส่งข้อความสะกิดให้หลวงปู่ กลับสู่เรื่องที่จะมาบรรยายในวันนี้
 
  • สมบัติที่ติดตัวมนุษย์มาทุกคน คือ ทุกขสมบัติ และ มรณสมบัติ
  • มนุษย์ มี 3 วัย คือ วัยเจริญพันธุ์ วัยสืบพันธุ์ และ วัยสูญพันธุ์ (ฟังดูน่ากลัวเชียว)
  • มรณะ มี 3 ประเภท คือ ขณิกมรณะ (การดับไปของรูป-นามที่เกิดและดับไปอยู่ตลอดเวลา) / สมมติมรณะ (การดับซึ่งได้แก่ความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย) / สมุจเฉทมรณะ (การปรินิพพานของพระอรหันต์)…จาก www.dhammathai.org
  • การหายใจที่ถูกต้อง ต้องหายใจเข้าอย่างช้าง คือ กว้าง ลึก เต็ม รู้ และหายใจออกอย่างงู คือ ยาว เบา หมด รู้
  • การหายใจที่ผิด คือ หายใจเข้าอย่างสุนัข และ หายใจออกอย่างกระต่าย คือ หอบ สั้น ถี่ เร็ว
  • อาการของจิต คือ รับ จำ คิด
  • วิเศษจิต (วิ-เส-สะ-จิด) > มีตัวรู้ จิตเลือกรับ
  • การฝึกอานาปาณสติ เพื่อจัดกระบวนการของจิต ให้เกิดตัวรู้นำตัวรับ
  • การฝึกอานาปาณสติ นอกจากจะบำบัดทางจิตแล้ว ยังช่วยบำบัดทางกายด้วย
  • คร่อมลมหายใจ คือ ลมหายใจออกยังออกไม่หมด แต่ลมหายใจเข้าก็เข้ามาซะแล้ว ออกซิเจนเข้าไม่เต็มที่ ทำให้สมองฝ่อและเสื่อมได้ง่าย
  • การหมั่นพิจารณาช่วงว่าง ของท้ายลมหายใจเข้าและออกเป็นอารมณ์ ทำให้เข้าถึงรูปฌาณและอรูปฌาณได้
  • หากทำพลังสาม คือ พลังกาย พลังจิต และ พลังปราณ ได้ถึงที่สุด จะเข้าถึงฌาณ 8 ได้
ช่วงปุจฉา-วิสัชนา หลวงปู่เจอปุจฉาฮาเด็ดเข้าหนึ่งข้อ ทำเอาขำกันทั้งหอประชุม
คำถามมีอยู่ว่า ตอนฝึกหายใจ (ในช่วงปฎิบัติ) โดยให้จิตคิดตามลมหายใจไปตามอวัยวะต่างๆ ตามที่หลวงปู่บอกนั้น ปรากฎว่า ลมหายใจไม่พอวน ให้ทำยังไง
หลวงปู่ตอบแบบแซวเล่นว่า คงไม่ต้องยืมลมหายใจคนข้างๆ มาต่อนะ วิธีการคือ ให้ปรับสมดุลย์เอา ค่อยๆ ฝึกปรับไป
หลังจากรับทราบปฏิธาน ภาระหนี้สินของชมรมกัลยาณธรรม และรับถวายสังฆทานแล้ว หลวงปู่เมตตายกเงินทำบุญที่ได้จากงานนี้ ให้แก่ทางชมรมฯ เพื่อใช้ปลดหนี้ต่อไป
ทุกคนพร้อมใจกันอนุโมทนาอย่างกึกก้อง
ก็ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปอีกครั้ง กับความตั้งใจเผยแผ่ธรรมของชมรมกัลยาณธรรม
 
 
 ชมภาพบรรยากาศ ช่วงเช้า และ ช่วงบ่าย
 
เฮ้อ แล้วเมื่อไหร่เราจะอ่านหนังสือที่ได้รับมาหมดล่ะเนี่ย ที่ได้รับแจกจากครั้งที่แล้ว ยังอ่านไม่หมดเลย…คิดแล้ว อยากเป็นทศกัณฐ์จริงเจียว อ่านทีเดียวได้ตั้ง 10 เล่ม อิๆ
 
กันยา ณ เดือนเก้า
15/11/06