อาทิตย์ (ที่ 19) – อังคาร (ที่ 21) ที่ผ่านมา เป็นเวลาพาใจกายไปตักตวงบุญอีกแล้ว
 
 
*************************
 
ครั้งแรก ณ ศาลาลุงชิน (ศาลากาญจนภิเษก)
ตั้งแต่รู้ว่า พระอาจารย์ปราโมทย์ท่านจะมาสนทนาธรรม ทุกอาทิตย์ที่สามของเดือน ณ ศาลาลุงชิน เราก็ตั้งใจว่า ต้องหาโอกาสไปฟังท่านให้ได้สักครั้ง
 
แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อ แหม่ม เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรม ณ วัดนาป่าพง (ตามคำชักชวนของเรา) เธอเห็นว่า อาทิตย์ที่ 19 เป็นอาทิตย์ที่สามพอดี และศาลาลุงชิน ก็อยู่เส้นทางเดียวกับที่จะไปวัด เก๊าะเลยได้ไปฟังธรรมกันก่อนลงมือปฏิบัติ
 
แบบว่า มือใหม่ในการมาที่นี่ทั้งคู่ เลยต้องอาศัยแผนที่จากเว็บ และคำบอกกล่าวจากผู้รู้ แต่ผู้ช่วยทั้งสองพาสับสน ต้องโทรไปสอบถามกับผู้รู้อีกครั้ง เพื่อยืนยันเส้นทางที่ถูกต้อง เหอะๆ งานนี้สารถีแหม่มมีบ่น
 
โอ้โห พอวกเข้าเส้นที่จะไปศาลาลุงชินในหมู่บ้าน เท่านั้นแหละ เห็นรถจอดต่อแถวกันยาวเหยียดซะแล้ว ศรัทธาทะลักทะล้นจริงๆ
 
คนไปฟังท่านเยอะมากๆ ทั้งด้านใน ด้านข้าง ด้านหลัง ศาลาโชคดีที่ยังพอหาที่นั่งได้ ทำให้ไม่ต้องยืนเมื่อย
 
ตอนที่เราไปถึง ท่านเริ่มเทศน์ไปแล้ว แต่ก็ไม่สายที่จะฟัง (ฟังเนื้อหาในวันนั้นได้ ที่นี่)
 
ท่านเทศน์จนถึงเกือบสิบโมงเช้า พวกเราต่อแถวรับแจก หนังสือ (แต่หมด) ซีดี (การบรรยายครั้งก่อน) และทำบุญ
 
หลังจากเอาโสตมาฟังธรรม ก็ได้เวลาเอากายและใจไปปฏิบัติธรรมต่อ
 
 
 
 
ครั้งที่สอง ณ วัดนาป่าพง
แต่เป็นครั้งแรกของแหม่ม เนื่องจากเป็นวัดป่าที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนก็ไม่มาก แถมไม่มีคอร์สที่เคร่งครัด (อยู่ที่การปฏิบัติและแสวงหาเอง) และที่พักก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควร เหมาะกับสาวออฟฟิศชาวเมืองอย่างแหม่ม เราเลยแนะนำให้เธอมาที่นี่ หลังจากเอาแต่เปรยๆ ก็ได้ฤกษ์ทำจริงมาจริงสักที (เสียดายที่อยู่น้อยวันไปหน่อย ถ้าไปที่วัดบ้านเพ คงได้ถูกหลวงพ่อณรงค์แซวว่า มาจุ่มน้ำไก่)
พบกันอีกครั้ง ยังจำได้
 
หลังจากฝ่าหลุมอุกาบาตเป็นระยะทาง 7 กิโล เราก็มาถึงที่วัดกันเมื่อเกือบเที่ยง เราพากันขับรถไปฝั่งกุฎิก่อน แล้วก็ได้พบกับ คุณแม่นฤมล (เพิ่งทราบว่า เป็นโยมแม่ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์) คุณแม่จำหน้าเราได้ และยินดีที่ได้เห็นเราอีกครั้ง และครั้งนี้เราก็มีของมาฝากโรงครัวด้วย (ซี่อิ้ว น้ำยาล้างจาน และสก็อตไบร์ท)
 
กุฎิ 6 คือ แหล่งพักพิงของพวกเรา ซึ่งต่างจากกุฎิ 8 ที่เคยพัก ตรงที่ไม่มีตู้เย็นและเครื่องทำน้ำอุ่น แต่นั่น ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แม้จะพกดาร์คช็อคโกแลตมาด้วย แต่เราก็ได้ตู้(พอ)เย็นเคลื่อนที่อย่างกระเป๋าถือของแหม่ม พอช่วยประคองให้มันคงสภาพความเป็นของแข็งไปได้จนถึงเวลาเข้าปาก
วันที่ไปถึงจำเป็นต้องรักษาศีล 5 ไปก่อน เพราะกว่าจะได้กินมื้อกลางวัน (ณ ร้านอาหารเล็กๆ ของชาวบ้านแถวนั้น) ก็เลยเที่ยงไปแล้ว
 
อิ่มท้องแล้ว ก็พากันขนปัจจัย (ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำถ้วย ไวตามิลค์ ไม้ขีดไฟ ขิงผงพร้อมชงดื่ม) ไปถวายพระอาจารย์ พระอาจารย์ทักเราว่า เคยมาแล้วนี่
 
เราได้ถามข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องน้ำปานะและสิ่งที่ทานได้หลังเที่ยง (น้ำผลไม้ทุกชนิด น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ชีส เนย โกโก้ โอวัลติน ชา กาแฟ ที่ไม่มีส่วนผสมของนม) ส่วนแหม่มถามเรื่องศีล 8 (ก่อนลงมือปฏิบัติจริง) มีคนรอถวายสังฆทาน พวกเราเลยสนทนากับท่านได้ไม่นาน จำต้องกลับกุฎิ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นต่อไป
 
วันพระละกิเลส ถือศีล 8 แต่ใส่บาตรไม่ทัน โอ้ มายด์ก๊อด
 
ถามพระอาจารย์ซะดิบดีเมื่อวานว่า ท่านจะบิณบาตตอนเข้าวัดกี่โมง เหอะๆ  แต่แล้วก็ใส่ไม่ทัน ไม่ใช่เพราะตื่นสายหรอกนะ แต่ชะล่าใจ ไอ้ตัวเราก็นั่งอ่านหนังสือ คอยยัยแหม่มทำธุระอยู่หน้ากุฎิ โดยไม่มีสิ่งบอกเวลาติดตัว นึกว่าเธอเสร็จธุระแล้วจะเรียก แหม ที่ไหนได๊ พอเดินเข้าไป เธอนั่งเป่าพัดลมอ่านหนังสือรอเวลาเฉย ไปถึงวัด พระขึ้นศาลากันหมดแล้ว เออ แม้ไม่ได้ใส่บาตร แต่ก็ยังดีที่ได้ใส่ถาดถวายพระคนละรูปแทน
 
ก่อนพระอาจารย์จะรับเพล พวกเรามีโอกาสได้สอบถามข้อสงสัยกับท่านอีก
 
ยัยแหม่มจัมมัย ถามเรื่องผู้รู้ (จิต) กับผู้ถูกรู้ (สิ่งที่จิตเข้าไปรับรู้…ความคิด ความจำ ความสุข ความทุกข์) เมื่อจิตเกิด ภพ(การเกิด)เกิด ถ้าต้องการทิ้งการเกิด ต้องทิ้งจิต (หลักการปฏิจจสมุปบาท) แล้วก็ เอาหนังสือธรรมะเข้าไปอ่านในห้องน้ำได้ไหม?(ในเมื่อเราปฏิบัติธรรมได้ในทุกอิริยาบถ ก็ย่อมทำได้)
 
ส่วนเราถามแทน คน (ชายน้อย เว็บแอดมินบ้านเพลงเก่า) ที่อยากรู้ ในเรื่องของรักแรงแค้นแรง (ให้แก้ด้วยวิธี แผ่เมตตา คิดแต่เรื่องดีๆ แต่ให้ดีคือ พอคิดแล้วทิ้ง หรือให้ดีที่สุดคือ ทิ้งก่อนจะคิด) แล้วก็ การเห็นความเบื่อหน่ายในไตรลักษณ์ (ท่านว่า นั่นแหละคือ ปัญญา)
ช่วงสาย หลังจากจัดการกับอาหารเช้าและเก็บจานชามเข้าโรงครัวแล้ว ชวนกันไปศาลาอเนกประสงค์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม จนได้เวลาอาหารกลางวัน(ที่กั๊กเอาไว้ตั้งแต่ตอนอาหารเช้า)
 
ข้อคิดจากการกวาดลานวัด
ช่วงบ่าย เป็นเวลาตัวใครตัวมันปฏิบัติธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ มิวายที่ยัยจัมมัย เกิดข้อสงสัยขึ้นมากมาย จนเจอเราไล่ให้ไปถามพระอาจารย์เอง แหม อยู่ในวัด ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ซะขนาดนี้แล้ว จะให้ใครตอบดีที่สุดล่ะ
 
พระอาจารย์ไม่ได้ลงศาลา เราเลยทำภาวนา ด้วยการคว้าไม้กวาดไปกวาดใบไม้เกลื่อนเต็มลานวัด วุ้ย เริ่มจากตรงไหนดีหว่า เอาตรงนี้ (หน้าศาลาอเนกประสงค์) แล้วค่อยไปตรงนั้น (รั้วต้นสัก) แล้วกัน
 
แลไปข้าง แม้สายตาเราจะยาว แต่หนทางยาวไกลกว่า ใบไม้ก็เต็มพรืด จะกวาดหมดไหมเนี่ย เริ่มท้อ แต่ความรู้สึกนี้ หมดไปทันที เพียงแค่เราหันหลังกลับ นี่แหละหนา มุมมองเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน!
 
คนเราต้องรู้จักปรับตัว
เนื่องจากการมาถือศีล 8 ที่วัดนี้ เป็นครั้งแรกของแหม่ม คนที่ไม่เคยอดอาหารหลังเที่ยงเลย ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีอาการ…หิว เรารู้ทันเลย เตรียมน้ำผลไม้ กับดาร์คช็อกโกแลตมา และโชคดีที่โรงครัวก็มีทั้งชีส บ๊วยเม็ด และลูกสมรหวาน เตรียมไว้ให้ด้วย ในยามปกติน่ะเหรอ ของพวกนี้ไม่อยู่ในสายตาเธอร๊อก แต่วันนั้น เหล่านอกสายตาพวกนี้ ช่วยระงับอาการกรีดร้องของท้องเธอได้…ชะงักนักแล
 
น่าเสียดาย…เห็นแสงไฟ ดีกว่าแสงธรรม
ปกติถ้าไม่ใช่คืนวันเสาร์ จะไม่มีการเทศน์และนั่งสมาธิ ก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะ เป็นวันพระ มีหนุ่มหนึ่งจะมาบวช หรือเจอยัยหนึ่งบื้อกับหนึ่งจัมมัยนี้ พระอาจารย์เลยมีเมตตา เรียกให้มารวมตัวที่ศาลา (คุณแม่นฤมล กับอีกหนึ่งสาวที่มาถือศีล 8 ก่อนหน้าเราสามวัน ก็มาด้วย)
 
ขณะรอพระอาจารย์ หนุ่มที่จะมาบวชในชุดขาวขึ้นมาที่ศาลา นั่งคิดเหม่อลอยอยู่พักนึง ก็หันมาขอยืมโทรศัพท์มือถือจากพวกเรา ด้วยความไม่รู้ และใจดีเหลือเกิน เราก็เสนอให้ยืมอย่างเต็มใจ
 
ก่อนหนุ่มผ้าขาววัย 24 จะกดโทรศัพท์ตุ๊ดๆๆ ไปหาแม่นั้น ผ้าขาว (เรียกตามพระอาจารย์) เล่าถึงสาเหตุการมาวัด (ตั้งใจจะมาบวชให้แม่) และการเปลี่ยนใจไปวัดอื่น (กุฎิไม่มีไฟฟ้า แอนด์ไม่มีเพื่อน พูดง่ายๆ คือ กลัวความมืด) พวกเราก็พยายามยื้อให้อยู่ลองดูก่อนสักหนึ่งคืน แต่ใจผ้าขาวไปนอกวัดซะแล้ว กู่ไม่กลับ เลยตัดสินใจโทรให้แม่มารับในคืนนั้นเลย
 
หลังจากพระอาจารย์ท่านเทศน์โปรดเหล่าผู้อวิชชาทั้งหลายอย่างเราๆ ตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว ท่านก็หันมาเทศน์สอนหนุ่มผ้าขาวเรื่องความกลัว และความคิดปรุงแต่ง ท่านว่า เสียดายแทน มาถึงยังที่ที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ใจตัวเองกลับไม่พร้อม
 
แล้วคืนนั้น ผ้าขาวก็สลัดชุดขาวออก กลับไปหาแสงไฟ แต่เราเชื่อว่า สักวัน ธรรมะจัดสรรให้เขาต้องพบแสงธรรมแน่เลย
 
พังกุฎ ดีที่กุฎไม่พัง
แม้เราจะไม่สวย แต่ความสูงเราก็มีประโยชน์ (ความสวยใช่ดีเสมอไปไม่…555) จากเมื่อกี้ที่ไฮโทรมอย่างเรา ได้ช่วยม้วนมุ้งกันยุงที่ศาลา (เพราะเป็นคนเดียวที่ม้วนถึง) กลับมากุฎิ ไฮโทรมก็ได้แสดงฝีมืออีกครั้ง เมื่อค้นพบว่า ลืมกุญแจไว้ในกุฎิ! (เราต่างไม่ยืดเยื้อกล่าวโทษกันว่า ใครที่เป็นคนลืม เพราะตระหนักดีว่า กำลังมาปฏิบัติธรรม มาทำจิตให้ว่าง ไม่ใช่เอาขยะมาใส่ใจ)
 
โชคไม่ดีที่คุณแม่ไม่มีกุญแจสำรอง แต่โชคยังดีที่มีกุฎิอื่นให้นอนได้ โชคดีกว่านั้นที่ กุฎิที่เราพักมีบางหน้าต่างและประตูที่ไม่มีเหล็กดัดกั้น และโชคดีที่สุดที่เราสามารถเปิดหน้าต่างและประตูบานนั้นได้! แม้จะมีมุ้งลวดกันไว้ ดีที่มุ้งลวดประตูนั้นแยกเป็นสองบาน ขืนเป็นบานเดียวเราคงไม่มีแรงดันให้มุ้งลวดหลุดออกได้เป็นแน่
 
ความเสียหายที่สำรวจได้มีเพียง พลาสติกล็อคมุ้งลวดแตกไปหนึ่งอัน เพื่อไม่ให้อกุศลกรรมที่ได้ทำนี้ติดตามไปยังภพหน้า เราก็จัดการชำระหนี้สงฆ์ไปตามระเบียบ
 
พอเข้ามาได้เท่านั้นแหละ แหม่มว่า เค้ามีลางสังหรณ์ว่าต้องเข้ามาได้ เอาเชียวนะ เราไม่มีลาง แต่ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่าง (ที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเนื้อ) มาช่วยให้เราเข้าได้ (อย่างประตูไม้ที่เปิดออกได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ลงกลอนอยู่ หรือมุ้งลวดที่เพียงแค่เอานิ้วแงะ และมือดันก็หลุดออกง่ายๆ) อืมม…คงจะเป็น Metaphysics แหงเลย
 
คืนนั้น กุญแจกุฎิ 3 และ 5 (ให้เลือกกุฎิที่มีเครื่องนอน) และเสื่อหนึ่งผืนจากคุณแม่ เลยกลายเป็นหมันไป
 
เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นอันได้ใส่บาตรสมความตั้งใจ (เกือบอดอีกครั้งแล้วไหมล่ะ)
 
ไม่มีลางสังหรณ์ แต่มีสิ่งดลใจ
สายวันที่จะกลับ คือ วันอังคาร เราอ่านหนังสือแล้วหลับซะเป็นส่วนใหญ่ (สงสัยจะเพลียจากการพังกุฎเมื่อคืน อิอิ) ก่อนออกจากกุฎก็ตั้งใจว่าจะไปปิดวาล์วน้ำ แต่ก็ดันลืมซะสนิท มานึกได้ตอนที่คืนกุญแจกับพี่อ๊อด (พี่ที่อยู่กับคุณแม่นฤมล) จู่ๆ เราก็นึกถึงสวิทช์ไฟด้วย เลยถามว่าต้องปิดสวิทช์เมนด้วยไหม พี่อ๊อดบอกว่า ต้องปิดด้วย เราก็เลยได้กลับไปไขกุญแจเข้ากุฎอีกรอบ หลังจากปิดวาล์วน้ำที่ใต้ถุนกุฎ
 
ขณะเหยียบเก้าอี้ เพื่อปีนขึ้นไปสับสวิทช์นั่นเอง พลันสายตาเราก็เหลือบไปเห็นผ้าเช็ดตัวที่แขวนตากไว้
 
แหม่มว่า เกือบได้บริจาคผ้าเช็ดตัวให้วัดแล้วไหมล่ะ (เค้าคงแปรสภาพไปเป็นผ้าอย่างอื่นมากกว่า ใครฟะจะกล้าเอาไปเช็ดตัว)
 
คิดไปคิดมาแล้ว ก็แปลกดี เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ต้องเข้าไปในกุฎ เพื่อไปเอาผ้าเช็ดตัวผืนโปรดที่ลืมไว้!
 
เสียดายที่ก่อนกลับ ไม่เจอพระอาจารย์ เลยไม่ได้กราบลาท่าน
มาครั้งนี้ทั้งแหม่มและเรา ก็ได้ธรรมะคลายข้อข้องใจไปหลายเรื่อง รวมทั้งได้ชาร์ตแบตกระตุ้นให้เร่งความเพียรขึ้นด้วย
 
 
ขออนุโทนาผู้มีส่วนร่วมในกุศลผลบุญครั้งนี้ทุกคนจ้า
 
กันยา ณ เดือนเก้า
27/11/06