และแล้ว ก็ได้ไปที่นี่จนได้ หลังจากที่นุ่นชวนมาหลายครั้งหลายครา แล้วก็มีเหตุให้ต้องอดไปทุกครั้งครา
 
 
***********************
 
 
อาจจะเป็นเพราะอะไรบางอย่าง จัดสรร กำหนด ให้เราต้องไป "วัดถ้ำหมีนอน" จ.ระยอง กับนุ่นในบ่ายวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
หากไม่มีเหตุอะไร ก็คงไม่ทำให้เราต้องทำอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตมีเหตุและผลเสมอ
เพื่อกันพลาดอีก หลังจากพลาดไปหลายหน เราบอกนุ่นไว้เลยว่า ถ้าจะไปวัดถ้ำหมีนอน ให้บอกก่อนล่วงหน้าพอสมควรนะ จะได้เคลียร์ตัวเอง
มาครั้งนี้ นุ่นทำตามที่บอกเป็นเดือนเลย อิๆ แต่ก็ดี จะได้เตรียมตัวให้พร้อม
ใกล้วันไป คอนเฟิร์มกันเรียบร้อย…
 
 ศุกร์ที่ 23 ก.พ. 50
 
ตื่นมาเช้าวันศุกร์ รู้สึกมึนๆ และปวดท้อง (ท้องเสียแต่ไม่รุนแรง) เอาละซีตรู จะไปไหวไหมวะนี่ แต่คิดว่าทนได้หน่า ก่อนเที่ยง กินข้าวลงได้แค่สองสามคำ พอกันตาย แล้วออกเดินทาง
ทีแรกนุ่นนัดให้มาลงที่สถานีอโศก แต่ขอเปลี่ยนมาเป็นหลักสี่พลาซ่า (เพราะต้องไปส่งมายด์ที่บ้านก่อน) เลยต้องไปลงสถานีหมอชิต แล้วต่อแท็กซี่
ออกจากบ้านมายด์น่าจะราวบ่ายสองเกือบครึ่ง หลังจากเติมน้ำมันเรียบร้อย นุ่นก็บึ่งเจ้าแดงนิสสันคู่ใจคันเดิม ไปยังจุดหมาย
แวะซื้ออาหารถุง (แพนงหมู แกงจืดมะระยัดไส้หมู และขาหมู…กับข้าวหมูๆ แต่คนขับกับคนมาด้วยอ่ะ กุ้งแห้ง ก๊ากๆ) ไว้ถวายพระ ที่จุดพักรถมอเตอร์เวย์
ใกล้จะเข้าอ.แกลง ฝนตกหนักมาก นุ่นว่า ฝนแถวนี่อะพี่ แค่ฝนไล่ช้าง แต่ฝนที่พวกเราเจอ คงเป็นช้างโขลงใหญ่
ระยะทางจากถนนใหญ่เข้าวัด พอสมควรเลยทีเดียว (ประมาณ 8 โล) และต้องไต่เขา ค่อยๆ ขึ้นไป จนถึงวัดประมาณบ่ายสี่โมงครึ่ง
พวกเราได้รับการต้อนรับโดย เจ้าจิมมี่ (สุนัขประจำวัด) นุ่นเบรคไม่ให้เรารีบลงจากรถ เพราะกลัวถูกกัด แต่เราก็มิได้หวาดหวั่นกับเสียงเห่าเพียงแค่สองสามบ๊อกของมันร๊อก เปิดประตูลงจากรถ กลัวอาไร๊ ไส้กรอกหอมๆ อยู่ในมือ เหอะๆ
เจ้าอาวาส คือ พระอาจารย์ชัยรัตน์ อิทธิโชโต ออกมาเมียงมอง ทักทายแล้ว ท่านก็เดินกลับเข้าไป เราจัดการเอาไส้กรอกไปป้อนสุนัขวัดขี้อายอีกตัว ที่มีชื่อว่า ใบ้ แล้วก็แบ่งให้แมวด้วย ทำตัวเป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อ เมื่อมาถึงวัดทันที
หลังจากขนสัมภาระเก็บเข้าศาลาปฏิบัติธรรม และของที่จะเอามาถวายวัดเรียบร้อย พระอาจารย์ท่านก็แนะนำให้รู้จักโยมอุปัฎฐากประจำวัด ที่ชื่อ จอห์นนี่ (ดีนะที่สามารถควบคุมตัวเองได้ตลอดรายการ ไม่เรียกผิดเป็น จิมมี่) ต้องการอะไร ไม่สะดวกอะไร ถามแกได้ แล้วท่านก็นัดให้มาฟังเทศน์ตอนทุ่มนึงที่ศาลาอเนกประสงค์
พวกเรากลับไปที่ศาลาปฏิบัติธรรม เพื่อกวาด และถูพื้น ศาลานี้เอง ที่นุ่นเคยบอกบุญมา แหม ดีจังเลยได้ทั้งมีส่วนร่วมสร้าง และใช้ ไม่มีการแบ่งห้องในศาลา แต่ใช้ม่านกั้นเอา ดูไปดูมา ก็กั้นได้หลายอยู่ ศาลากว๊างกว้าง นอนกันอยู่สองคนเอง
ห้องน้ำมีสามห้อง แต่ห้องสามชำรุด จึงใช้ไม่ได้ คงเหลือสองห้อง นุ่นเห็นว่าห้องสอง ใต้อ่างน้ำมีมดดำตอมเต็มรอบฐานไปหมด ด้วยความที่ไม่อยากศีลขาดข้อปาณาฯ หมู่ เลยใช้ห้องน้ำห้องแรกกันเพียงห้องเดียว พระอาจารย์กำชับนักหนาว่า "ห้องน้ำหลังใช้ต้องสะอาดกว่าก่อนใช้" (จิตใจคุณต้องสูงขึ้น หลังจากกลับจากวัด < ตามความคิดเรา)
นุ่นอุ่นอาหารสำเร็จที่ซื้อมาจากจุดพักรถมากิน ก็ต้องศีลห้าไป เพราะกินข้าวกลางวันเลยเที่ยงไปแล้ว เรากินก่อนเที่ยง เลยขอถือศีลแปดซะวันนี้เลย
น่าแปลกมากทีเดียว จากราวทุ่มยี่สิบถึงเกือบเที่ยงคืน ที่พระอาจารย์เมตตาเคาะอวิชชาโป๊กๆ เทศน์สอนให้พวกเราฟัง พร้อมนำปฎิบัติบ้าง เราไม่รู้สึกง่วงซักกะติ๊ด ทั้งๆ ที่วันนี้ทั้งวัน รู้สึกไม่ค่อยสบายตัว
สิ่งที่ได้จากท่านในคืนนั้น มากมาย โดนใจ คงนำมาอธิบาย บรรยายได้ไม่หมด
 
  • เผลอ ให้รู้ว่า เผลอ
  • ถ้าเผลอ แล้วไม่รู้ว่า เผลอ นั่นคือ ขาดสติ
  • คนที่ไม่เผลอเลย คือ พระอรหันต์
  • เพราะพื้นฐานเรายังไม่แน่น จิตอ่อน เลยไม่ค่อยมีสติ
  • ทุกข์ ควรรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรค ควรทำให้เจริญ
  • ทุกข์เหมือนไฟ ผู้ใดจับแล้วไม่ร้อน เป็นไม่มี
  • ทาน (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) ศีล (เว้นจากการเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น) ภาวนา (พัฒนาจิตใจตัวเองให้สูงขึ้น) > ธรรมะเพื่อสันติสุขของโลก (ยังปรารถนาการเวียนว่ายตายเกิด)
  • ปัญญา ศีล สมาธิ > ธรรมะเพื่อความหลุดพ้นจากวัฎสงสาร (นิพพาน)
  • ไม่ใช่ให้ทานเพื่อหวังบุญหวังกุศล
  • จิตมนุษย์ชอบไหลลงสู่ที่ต่ำ จึงควรหมั่นเจริญภาวนาให้มากๆ (เข็นไปสู่ที่สูง)
  • แก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของของเรา ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล บังคับบัญชาไม่ได้ (สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ)
  • พวกเรา(อนุบาลๆ)ยังไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะอำนาจของอวิชชา
  • เมื่อสิ่งๆ หนึ่งเกิดขึ้น ให้ดูที่ใจ (ปรุงทันที)
  • สติปัฎฐานสี่ (กาย / เวทนา-สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ (อาการ)/ จิต / ธรรม) ทางนี้ คือ ทางสายเอก ทำให้มารหลง ติดตามไม่ทัน
  • บุคคลผู้ยึดกาย ดีกว่ายึดจิต (ตายไปกายดับ จบ)
  • นิพ(ดับ)พานอยู่ที่ใจ ใช่อยู่นอกตัว นอกตน หรือบนฟ้า
  • นิพพานมีสองชนิด คือ นิพพานที่ยังมีขันธ์ห้า (นิพพานดิบ) นิพพานที่ไม่มีขันธ์ห้า (นิพพานสุก)
  • ที่ปฎิบัติตามหลักสติปัฎฐานสี่แล้วไม่ได้ เพราะยังไม่มีสัมมาทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ
  • บุคคลจะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา (จะเข้านิพพานได้ ด้วยปัญญา)
  • เรื่องละเป็นเรื่องง่าย แต่การไม่ยอมละ (เพราะอำนาจอวิชชาที่ปรุง) นี่แหละ เป็นเรื่องยาก
  • ตัวรู้ รับรู้> มโนวิญญาณธาตุ
  • เพราะอาศัยรูปที่เกิดขึ้นทางตา เมื่อเกิดภาพๆ หนึ่ง แต่ใจบอกอยู่ข้างหน้า ทั้งๆ ที่ภาพอยู่ที่ตา เช่นนี้ เรียก โมหะ
  • ราคะ > ความชอบใจ ความพอใจ ความยินดี ความติดใจ โทสะ > ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ไม่ยินดี ไม่ติดใจ
  • เพราะอาศัยความพอใจในสิ่งๆ หนึ่ง (ราคะ) เมื่อไม่ได้ในสิ่งๆ นั้น จึงเกิดความไม่พอใจ (โทสะ) ธรรมทั้งปวงมีเกิดขึ้น ย่อมมีดับไปเป็นธรรมดา
  • บุคคลใดที่สามารถแยกใจกับอารมณ์ออกจากกันได้ บุคคลนั้นขึ้นชื่อว่าใกล้พระนิพพาน
  • ปัญญา (สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ) ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ) สาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) (เทียบกับมรรคมีองค์ 8)
    ฯลฯ

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะนั่งฟังพระอาจารย์ อยู่ๆ รู้สึกตัวเหมือนหิน นั่งพับเพียบตัวตรงไม่ขยับ ไม่ปวดไม่เมื่อย (ซึ่งผิดกับก่อนหน้า ที่เอาแต่เปลี่ยนขาอยู่นั่นแหละ) ตาแข็งคล้ายเหม่อ แต่ยังรับรู้ภาพรอบตัวและเสียงของท่าน


มากะพริบตาอีกที ตอนที่ท่านบอกให้รู้กายไว้ นั่งปิดตานิ่งๆ ท่านทดสอบความนิ่งเป็นพักๆ ด้วยการตบมือ แฮ่ะๆ ครั้งแรกที่ไม่รู้ สะดุ้งโหย่งเลยแหละ ต่อมาอีกสองสามครั้ง ก็ยังสะดุ้งแต่น้อยลง คิดดูละกาน ท่ามกลางความเงียบสงัด จู่ๆ ก็มีเสียงดังแหวกความเงียบขึ้นมา คนที่ยังมีอุปาทาน จิตไม่นิ่ง ไม่ได้รับการฝึกอย่างเรา มีรึไม่ตกใจ

คืนนั้น กลับมาทำการบ้านที่พระอาจารย์สั่งคือ นอนนิ่งๆ (ในท่าที่รู้สึกว่าสบายที่สุด) ไม่ต้องขยับ ให้ใจอยู่กับกาย แล้วดูสิว่าเป็นยังไง
พอสวดมนต์ไหว้พระ กราบเจ้าที่เจ้าทาง เสร็จ ซุกตัวเข้าถุงนอนที่รองด้วยเสื่ออีกชั้น เอ…จะนอนท่าไหนดีหว่าให้นิ่งได้นานที่สุด ท่าศพ(นอนหงาย กางแขน กางขาเล็กน้อย…เป็นท่าผ่อนคลายในการฝึกโยคะ)แล้วกัน โอเค ท่านี้แหละ
ตาปิดแต่ยังรู้สึกตัวอยู่พักนึง แล้วก็เหมือนหลับไป มารู้สึกตัวอีกที ตอนปวดกระดูกแสนสาหัส ทนเวทนาไม่ไหว ต้องเปลี่ยนท่าไปเป็นตะแคง หลังจากนั้นก็ถูกกิเลสยั่วยุให้นอนเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ จน มือถือนุ่นปลุก เมื่อเวลาตีสี่สี่สิบห้า
 
 เสาร์ที่ 24 ก.พ. 50
 
สปริงตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างไม่อิดออดพักนึง เพื่อสลัดความง่วง แล้วลุกไปแปรงฟัน อาบน้ำ พอนุ่นจัดการตัวเองเสร็จ พวกเราก็ออกไปหาเครื่องดื่มชงกินกันที่ศาลาหย่อนใจข้างๆ ศาลาปฎิบัติธรรมที่เรานอนนั่นเอง
อยู่วัดท่าน อย่านิ่งดูดาย ไปหยิบไม้กวาด มากวาดโรงครัว ต่อด้วยศาลาอเนกประสงค์ ทันทีที่พระอาจารย์เปิดซีดีเสียงปลุกให้ลุกขึ้นทำความเพียร ออกลำโพงให้ทั้งสิ่งที่มีตัวตนและไม่มีได้ยินกันถ้วนทั่ว หมู่สุนัขพากันหอนเสียงขรม
เจ็ดโมงเช้า ได้เวลาส่งการบ้าน…
พระอาจารย์ไขข้อข้องใจและชี้ทางให้มนุษย์สองคนผู้ยังหลงเพลินอยู่กับสมมุติทางโลก จนถึงสิบโมงครึ่ง
 
  • อาการร้อนหนาว เป็นเวทนา แต่ตัวที่รับรู้อาการ คือ จิต
  • เจโตวิมุติ > การใช้วิปัสสนากรรมฐานเพื่อขับอารมณ์ต่างๆ ออกไป
  • ปัญญาวิมุติ > การพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วเดินจากไป (อารมณ์กับใจห่างไกลกัน)
  • อัตตา อุปาทาน อวิชชา ยังมีมากในหมู่ชน
  • องค์ประกอบ 5 อย่างสู่มรรค ผล นิพพาน
    1.เกิดมาแล้ว มีอวัยวะครบ 32 ไม่พิการ
    2.เกิดมาแล้ว ได้พบพระพุทธศาสนา
    3.เกิดมาแล้ว ได้พบอริยบุคคล
    4.ได้ฟังธรรมจากอริยบุคคลเหล่านั้น
    5.โยนิโสมนสิการ คือ ทำความเพียร พิจารณาจนเห็นตามความเป็นจริง ตามที่อริยบุคคลเหล่านั้นบอกกล่าว
  • การจะดับกิเลสได้ ต้องอาศัยปัญญา ไม่ใช่สมาธิ
  • ศึกษาธรรมให้รู้ก่อน แล้วค่อยปฏิบัติ
  • อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น (รวมถึงความง่วง) มันไม่มี ที่เราเห็นมันมี เพราะมนุษย์บัญญัติกันขึ้นมาเอง ปรุงแต่งกันขึ้นมาเอง
  • ทุกวันนี้ เราเป็นสัตว์ประเสริฐ หรือ สัตว์ประสาท กันแน่?
  • ทุกอย่างล้วนเป็นสมมุติและถูกบัญญัติขึ้นมา จริงๆ แล้วไม่มี (อนัตตา)
  • บุคคลใดจะเข้าวิมุติได้ ต้องรู้จักสมมุติซะก่อน
  • นิพพานก็อยู่ในตัวในตนของเราเองนี่แหละ ไม่ได้อยู่ไหนเลย
  • เมื่อภาพๆ หนึ่งเกิดขึ้นที่ตา มีอะไรเกิดขึ้น ให้ดูตรงนั้น ตรงนั้นแหละ(ใจ) คือ เหตุ ที่เราต้องเรียนรู้ ที่เราต้องแก้ ไม่ใช่แก้ที่รูป
  • ขณะปิดตา เมื่อมีเสียงๆ หนึ่งเกิดขึ้น มันปรุงอะไรขึ้นมาบ้าง ให้สังเกตสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
  • ให้มีสติอยู่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทุกขณะ แล้วพิจารณาว่า มันเกิดขึ้น มีอยู่ แล้วก็ดับไป
  • สังขาร คือ นักต้มตุ๋นระดับโลก (ปรุงแต่งได้ตลอด 24 ชม.)
  • วิปัสสนาญาณ คือ การเข้าไปเรียนรู้สภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
  • บุคคลผู้มีอินทรีย์ (สัทธา ความเชื่อ / วิริยะ ความเพียร / สติ ความระลึกได้ / สมาธิ ความตั้งจิตมั่น / ปัญญา ความรู้ทั่วชัด) แก่กล้า สามารถบรรลุมรรค ผล นิพพานได้ภายใน 7 วัน ช้าสุดภายใน 7 เดือน
  • รู้ แต่อย่าหลง(โมหะ)สภาวะ เราไม่สามารถหยุดการปรุงแต่งได้ แต่เราไม่หลงได้
  • ถ้าล้มโมหะได้ตัวเดียวได้ ราคะ และ โทสะ ก็ไม่มี
  • ทุกสิ่งทุกอย่าง กำลังเดินทางไปสู่ความแก่ สุดท้ายก็แตกสลาย (ดับ)
  • การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น > อกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น อย่าให้เกิดขึ้น อกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรละ กุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น พยายามสร้างให้เกิดขึ้น กุศลที่เกิดขึ้นแล้ว พยายามทำให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
  • ปัญญาจะแก่กล้าได้ ต้องอาศัยความเพียร
  • ข้อวัตร ความรู้ แนวการปฏิบัติ ทฤษฎี อุบายใดก็ตาม ที่เป็นไปเพื่อออกจากทุกข์ได้ หมั่นเจริญให้มาก พึงกระทำให้มาก
 
การเตรียมอาหารค่อนข้างฉุกละหุกพอดู เพราะใกล้เวลาเพล แต่อาหารมื้อนั้น อันประกอบด้วย แพนงหมู ขาหมู (ที่ซื้อมา) น่องไก่หมัก (ที่มีอยู่แล้ว) และส้มจิ๋วไร้เม็ดกับแอปเปิ้ลปลอก ก็ถวายพระอาจารย์และหลวงพี่อีกรูปที่เพิ่งมาจำพรรษาได้ไม่นาน ได้ทันเวลา
อาหารดังกล่าวถูกแบ่งออกมาต่างหากหนึ่งชุด สำหรับพวกเรากินกันเองด้วย ก็ต้องกินตามเวลาพระฉัน เพราะถือศีลแปด ห้ามเลยเที่ยง
บ่ายพระอาจารย์มีกิจ ปล่อยให้พวกเราไปฝึกสติกันเอง ท่านให้งีบหลับได้แต่ห้ามเกินหนึ่งชั่วโมง เมื่อเช้าได้ฟังที่ท่านเล่าถึงการต่อสู้กับความง่วง (ซึ่งเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง) ด้วยความอยากรู้อยากลอง เราเลยท้าทายมัน โอ้โห สุดยอด เดินจงกรมก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว ทำไมยังเอาชนะมันไม่ได้ซะที(วะ) ไปล้างหน้าดีกว่า โอเค รู้สึกดีขึ้นหน่อยนึง แต่พอนั่งลงอ่านหนังสืออีก มันมาอีกแล้ว จะไล่ยังไงก็ไม่ไป จนต้องหลอกมันด้วยการทำง่วง 555 หลับตาบรือๆ สับปะหงก ทำคออ่อนคอพับแกล้งมัน พอมันตายใจ เท่านั้นแหละ ตาสว่างเลย
เออ ไม่ค่อยง่วงแระ ไปนั่งทำสมาธิดีกว่า จิตนิ่งบ้าง แต่ฟุ้งซะเยอะ สักพัก เหมือนมันรู้ตัวว่าถูกหลอก ความง่วงกลับมาอีกแย้ว
ไม่เอา ไม่เอา ฉันรังเกียจแก ไปไกลๆ เลย เอากล้องมาถ่ายรูป รอบๆ วัดดีกว่า เพื่อจะได้กำจัดเจ้านิวรณ์ตัวนี้ และได้สำรวจวัดไปในตัวด้วย
เอะนั่น นุ่นกำลังดูหนังสืออะไรแถวโต๊ะวางหนังสือ ข้างเก้าอี้พระอาจารย์น่ะ เห็นตั้งใจดูมาก เลยเฉียดเข้าไปใกล้ๆ แล้วชายตามองแวบๆ พอนุ่นเลิกดู เราก็เลยไปเปิดดูมั่ง เป็นหนังสือที่ระลึกในการ…เออๆ อ่าๆ อะไรสักอย่าง…ของวัดสุนันทวนาราม (พระอาจารย์มิตซูโอะ) นี่แหละ เออ รูปหลวงพ่อชาเยอะดี น่าสนใจ (ตายังหลงรูป) เปิดๆ ดูภาพจนหมดเล่มแล้ว ก็เอาไปนั่งอ่านข้อธรรมในหนังสือต่อที่ศาลาหย่อนใจ
ไม่ว่าจะเป็นแนวปฏิบัติหรือข้อคิดข้อธรรมจากหนังสือ หรือฟังจากที่พระอาจารย์ชัยรัตน์เทศน์ก็ดี ดูเหมือนง๊าย ง่าย พอเข้าใจนะ แต่แสดงออกไม่เป็น หุๆ
พระอาจารย์เสร็จกิจกลับมาเร็ว เลยนัดให้พวกเรามาพบคืนนี้ ตอนทุ่มนึง
ภาคค่ำนี้ นอกจากพระอาจารย์เซลแมนจะยังคงเสนอขายสินค้าที่ชื่อว่า "นิพพาน" ให้พวกเราแล้ว (ให้วางมัดจำโดย ละอกุศลทุกชนิด สร้างกุศลให้เกิด และทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว)
ท่านยังได้เมตตาเล่าถึงจุดพลิกผันที่ทำให้ท่านออกบวช แล้วเลือกเดินทางสายธรรม ก็ไม่น่าเชื่อว่า คนหนุ่มที่มีชีวิตสุขสบายอย่างท่าน (จากประวัติที่ท่านเขียนไว้คร่าวๆ) ไม่น่าจะหันมาสนใจทางด้านนี้
เรื่องราวชีวิตจากเด็กมาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ของท่าน น่าทึ่งมาก ฟังแล้วรู้สึกธรรมะจัดสรรให้ท่านมาเป็นฉากเป็นตอนเด๊ะๆ จบเรื่องนี้ต่อด้วยนั้น แบบพลิกฝ่ามือด้วยนะ เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน จึงขอไม่นำมาเผยแพร่
แต่อยากจะบอกว่า การที่คนคนหนึ่งจะมาพบแสงสว่างแห่งธรรม และเดินตามแสงนั้นอย่างแน่วแน่นั้น คนคนนั้นคงต้องสะสมบารมีมาพอสมควร
อ่ะนะ ทีแรกท่านบอกว่า คืนนี้เลิกเร็วหน่อยแล้วกัน สักสี่ทุ่ม แต่พอเจอยิงคำถามเกี่ยวกับประวัติท่าน เลยยาวไปถึงเกือบเที่ยงคืนอีกแล้ว
 
  • ทำไมจึงโกรธ ต้องหาสาเหตุ แล้วดับที่เหตุ
  • สภาวะที่จิตมีสมาธิ คือ จดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว
  • สังขารมีการปรุงตลอด เหมือนความมืดและความสว่าง เมื่อสิ่งหนึ่งดับไป อีกสิ่งหนึ่งเข้ามาแทนที่ จนกว่าขันธ์จะดับไป
  • กวาดพื้นเพื่อกวาดพื้น ถูพื้นเพื่อถูพื้น ไม่ต้องไปคิดอะไร
  • ธรรมชาติของร่างกาย ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ
  • การมาปฏิบัติธรรมที่นี่ ก็เพื่อย้อนใจให้กลับสู่สภาพเดิมของมัน คือ ผ่องใส ประภัสสร
  • หมั่นเจริญสติ เพื่อให้เกิดปัญญา มีปัญญาเพื่อดับอำนาจของกิเลส
  • ถ้ามีปัญญา แต่ขาดสติ ก็จะกลายเป็นคนบ้า
  • เราไม่ได้มีวิสัยของพระพุทธเจ้า ที่สามารถตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง
  • อารมณ์น่าใคร่ก็ตาม ไม่น่าใคร่ก็ตาม จงพยายามอย่าหลง ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ
  • การปฎิบัติ ถ้าถูกต้อง จะรู้สึกเบา ไม่หนัก ไม่อึ้ง ไม่เครียด
  • ถ้าไปบังคับจิตให้มีสติ อย่างนั้นเป็นมิจฉาสติ สัมมาสติต้องเป็นปกติ นิ่ง สงบ ไม่ว่าจะมีอารมณ์อะไรต่างๆ เกิดขึ้น
  • สภาวะที่จิตตก ก็คือตกนรก
  • ธรรมะพระพุทธเจ้าแยกเป็นสามกองใหญ่ คือ อกุศล (อกุสลา ธมฺมา) กุศล (กุสลา ธมฺมา) และกลางๆ (อพยากตา ธมฺมา / อัพยากฤต)
  • ธรรมชาติของจิต ชอบไหลลงสู่ที่ต่ำ
  • ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส หมดจรดจากเครื่องเศร้าหมอง (โอวาท 3)
  • ภาวะที่ไม่ติดอยู่กับกุศล และอกุศล นั่นแหละ นิพพาน (พ้นโลก)
  • ทั้งอกุศล และอกุศล เป็นเหมือนเหยื่อล่อของโลก
  • เกิดมาแล้วต้องเป็นอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เหล่านี้เป็นเพียงบัญญัติของโลก มนุษย์แต่งแต้มกันเอง เพื่อสนองตัณหากิเลสที่มีอยู่ในตน
  • อย่าคิดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนาน ทุกอย่างมันไม่เที่ยง อะไรก็เกิดขึ้นได้
  • ถ้าระลึกถึงความตายบ่อยๆ ความโกรธไม่มี มีแต่ความเมตตา และเราจะไม่ประมาท
  • การทำบุญให้ได้อานิสงส์มาก ต้องมีองค์ประกอบสามอย่าง คือ 1.วัตถุทานบริสุทธิ์ 2.ผู้ให้ทานบริสุทธิ์ 3.ผู้รับทานบริสุทธิ์ จึงจะเป็นบุญแท้ๆ
  • (สำหรับเรา) ถ้าคิดว่าอยากจะมีชีวิตอยู่ถึง 65 ปี จากนี้ไปให้เก็บเงินให้ถึง 2 ล้าน (ใช้วันละ 100 บาทหรือมากกว่าเล็กน้อยโดยประมาณ) แล้วเกษียณตัวเองทันที เพื่อทุ่มให้กับการปฏิบัติธรรม
 
คืนนี้พระอาจารย์กำชับ ให้ตื่นตีสี่ครึ่งพรุ่งนี้ แล้วไม่ต้องออกจากศาลา ให้ทำความเพียร อยู่ในนั้นแหละ ต่อสู้กับสิ่งเย้ายวนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์งัวเงีย ง่วงเหงาหาวนอน และที่นอนอันอบอุ่น
สวดมนต์ไหว้พระ กราบเจ้าที่เจ้าทางเหมือนเดิมเสร็จ  ล้มตัวลงนอน แต่คืนนี้ไม่ได้ต่อสู้กับเวทนา เลยพลิกตัวไปมาหลายตลบ จนหลับ
 
 อาทิตย์ที่ 25 ก.พ. 50
 
ตีสี่ครึ่ง เสียงเพลงจากนักร้องสาวในมือถือนุ่นดัง เป็นการบอกให้รู้ว่า ได้เวลาลุกขึ้นทำความเพียรแล้ว
สปริงที่ร่างกายวันนี้ ยังคงทำงานดีอยู่ เด้งดึ๋งขึ้นมานั่งสักพัก เพื่อตั้งสติที่แตกกระเจิงจากการนอน อย่างไม่รีรอ ม้วนถุงนอนเก็บเข้าถุง เอาเสื่อกับหมอนเก็บเข้าตู้ทันที จะได้ไม่ต้องมายั่วกันให้เห็นๆ
จากนั้น เดินอย่างมีสติไปแปรงฟัน ล้างหน้า แล้วมาเดินจงกรม ใจอยู่กับเท้าที่ก้าว และสัมผัสพื้นได้ชัดเจนดี
ก็ไม่รู้ว่าเดินไปนานแค่ไหน เพราะไม่มีสิ่งบอกเวลาอยู่กะตัว และก็ไม่สนใจใคร่รู้ด้วย รู้แต่ พอเริ่มเมื่อย ก็นั่งลงทำสมาธิ จิตฟุ้งกระจายแตกซ่านกระเซ็น เจอเจ้าอุทธัจจกุกกุจจะนิวรณ์เล่นงานเต็มๆ ใจไม่นิ่งเอาซะเลย นั่งยังไงก็จับใจให้นิ่งไม่ได้ พยศสุดๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผิดกับการเดินเลย
ไม่นั่งแล้ว เดินอีกดีกว่า แม้เจ้าถีนมิทธะนิวรณ์จะผุดขึ้นมาแหย่ๆ บ้าง แต่ในที่สุด เราก็เดินจนฟ้าสว่าง…
ออกมานั่งจิบโอวัลตินกับกินขนมปังกรอบที่หยิบมาจากปี๊บสามชิ้น แต่ได้กินที่หยิบมาชิ้นเดียว เพราะแบ่งให้เจ้าใบ้กินสองชิ้น
อยู่ท้องพอสมควรแล้ว ก็ลุกขึ้นไปกวาดโรงครัว ศาลาอเนกประสงค์ และถูพื้นเหมือนเคย (กวาดเพื่อกวาด ถูเพื่อถู)
เจ็ดโมงเช้าแล้ว จอห์นนี่ลืมตื่น หลวงพี่ต้องมาบอกให้เราเตรียมอาหารเช้าให้พระอาจารย์กับท่านสองที่ มีเนสวิต้า กับขนมปัง
ขณะกำลังชงอยู่นั้น จอห์นนี่ผู้หลุดจากภวังค์แล้ว ก็เข้ามาจัดการต่อ (เนสวิต้าสองซอง รินน้ำเกือบเต็ม คอฟฟี่เมทสองช้อนชา < ของพระอาจารย์) สาเหตุที่ตื่นสาย เพราะนั่งสมาธิมากไปหน่อยเมื่อคืน เลยหลับเพลิน
เช้านี้ พระอาจารย์ไม่ได้นัด เราก็เลยช่วยหลวงพี่กวาดใบไม้ (กวาดเพื่อกวาด) นุ่นทางนึง เราทางนึง กวาดรวมเป็นกองๆ แล้วโกยทีละกอง งานนี้ก็เล่นเอานุ่น ผู้เอาแต่นั่งหน้าคอมพ์ หอบเหนื่อย เหงื่อแตกพลั้ก
กวาดไปก็พิจารณาใบไม้ไป เออแหน่ะ…ใบไม้มีหลากหลาย เหี่ยวแล้วก็แห้งโรยสู่พื้น เปรียบเหมือนคน ไม่ว่าหน้าตารูปร่างเป็นไง สุดท้ายแล้วก็ต้องตายทุกคน ใบไม้บางใบแม้ยังเขียว ก็ยังร่วงได้ เช่นเดียวกัน คนหนออย่าประมาท แม้ยังอายุไม่มากก็ตายได้ เหอะๆ
เก้าโมงกว่า เพื่อไม่ให้ฉุกละหุกแบบเมื่อวาน พวกเราเลยคิดและเตรียมเมนูสำหรับเพลไว้ล่วงหน้า เราทำหน้าที่ไปสำรวจตู้เย็น อะไรเสียเอาทิ้ง อะไรใช้ได้เอามาคิดว่าจะทำอะไร
คิดกันได้สารพัดเมนูเลย สุดท้ายมาจบที่ไข่เจียว (555) หมูสับ สูตรผสมกับดักระเบิด (พริกขี้หนูกับหอมซอย) ของนุ่น (นุ่นขอเรียกว่า ไข่เจียวสมาธิ) ยำทูน่าในซอสพริกไทยดำ น้ำแกงมะระที่ซื้อมาเมื่อวานซืน พริกน้ำปลาโรยกระเทียมหั่น และผลไม้ อันประกอบด้วย องุ่นผ่าซีก ส้มจิ๋วกับแอปเปิลที่เหลือ
วันนี้เลยได้ถวายเพลแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนกลัวไม่ทัน
อิ่มท้อง ล้างถ้วยล้างชามแล้ว เตรียมตัวเก็บของกลับไปเผชิญโลกแห่งสมมุติกันต่อ
ระหว่างรอนุ่นอาบน้ำ เราก็จัดการกวาดศาลาปฏิบัติธรรมอีกรอบ อาบน้ำเสร็จ ก็ไม่ลืมที่พระอาจารย์สั่งเรื่องห้องน้ำไว้ ไปมองหาที่ไว้ของ ก็ได้วิมเขียวมาหนึ่งขวด และแปรงขัดพื้น จัดการขัดถูให้เอี่ยมอ่อง รับรองความสะอาดกว่าตอนก่อนใช้
เก็บข้าวของเข้ารถเสร็จ นำปัจจัยมาหยอดตู้ อธิษฐานขอพรพระให้พบนิพพานในชาตินี้ ไม่อยากรอแล้ว ไม่ว่าชาติไหน เซ็งสังสารวัฎ
เวลาดีบ่ายสอง กราบลาพระอาจารย์ ท่านเมตตาย้ำเตือนเรื่องปฏิบัติ อย่าได้ละ อย่าได้หลงอารมณ์ จงหมั่นทำความเพียร สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ไม่ประมาท"
เช้านี้เองที่เรา "ปิ๊ง" กับการรู้สึก "อ๋อ มันเป็นอย่างงี้ นี่เอง!" พระอาจารย์ว่า หลับตาสิ ได้ยินเสียงใช่ไหม ถึงเราไม่เห็นรูป เราก็รู้อยู่แล้วว่า เป็นเสียงอะไร ไม่ต้องไปหา ไปยึด ว่ามันคือเสียงอะไร มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) โห เท่านั้นแหละ โล่ง โปร่ง ปิ๊งเลย เพราะใจไม่ได้ไปหา ไม่ได้ไปยึดอะไร ถ้าเมื่อใดเริ่มหวั่นไหว ให้กำหนดรู้กายไว้เบื้องต้น
ระหว่างที่ย้ำอยู่นี่เอง ก็มีโทรศัพท์ถึงท่าน แจ้งว่าหลวงพ่อประสิทธิ์ แห่งวัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง อาพาธหนัก ขณะนี้อยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดชลบุรี ต้องการเลือดกรุ๊ปโอด่วน ในที่นั้น ขณะนั้น มีเพียงคนเดียวที่มีเลือดกรุ๊ปดังกล่าว คือ เรา นี่เอง
พระอาจารย์ขอเบอร์ติดต่อไว้ให้พวกเรา เผื่อขากลับอาจแวะไปบริจาคเลือดได้ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะเพิ่งบริจาคไปเมื่อต้นปีนี้เอง ยังไม่ครบกำหนดสามเดือน
บ่ายสามครึ่ง ออกจากวัดได้สักพัก เราโทรไปสอบถามกับคุณหมอตามเบอร์ที่ได้มา ปรากฎว่า เค้าปิดรับบริจาคไปแล้วตอนบ่ายสามครึ่ง เลือดมีพอแล้วสำหรับวันนั้น ถ้าจะบริจาคให้มาใหม่พรุ่งนี้ เราถามอาการหลวงพ่อว่า ท่านอาพาธเป็นอะไร หมอบอกว่า ท่านหัวใจหยุดเต้น และประมาณว่าไตวาย ต้องให้เลือด
ขากลับกรุงเทพฯ ช่วงหนึ่ง จู่ๆ รู้สึกมีอาการแปลกๆ เหมือนเมื่อคืนวันศุกร์ คือ ตาแข็งเหม่อ แต่รับรู้ภาพที่เห็นข้างหน้า ได้ยินเสียงนุ่นคุยด้วย แต่เหมือนใจไม่ได้ไปเกาะกับสิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถบัญญัติอาการที่เกิดขึ้น…คิดว่าตัวเองคงง่วง เลยบอกนุ่นว่า นุ่นพี่ขอทำสมาธิในท่านอนก่อนนะ แล้วก็ปิดตา แต่ไม่ได้หลับ เพราะเหมือนตามันยังจ้องอะไรบางอย่างใต้เปลือกตาอยู่ สักพัก พอลืมตาขึ้นมา รู้สึกกลับสู่สภาวะเดิม คือ ใจแส่ส่ายตามอายตนะไปเรื่อย ตามความถนัดมาแต่เกิดของมัน
 
ไม่มีใครจูงมือคุณไปนิพพานได้ นอกจากตัวคุณเอง
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือบุคคลใด เหล่านี้เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น
สามวันสองคืน ณ วัดถ้ำหมีนอน ที่ถูกพระอาจารย์ชัยรัตน์ ทั้งปริยัติ และปฏิบัติ  ออกมาแล้ว รู้สึกเหมือนคนด้านชา อารมณ์ตายด้าน เพราะมองทุกอย่างเป็นเพียงสมมุติไปหมด เฮ้อๆๆๆ มันก็เท่านี้ มันก็เป็นของมันอย่างงั้น มันเป็นธรรมดา เป็นธรรมดา…
ขอบคุณนุ่น ญาติธรรมผู้ชี้โพรงสว่างแห่งแสงธรรมให้กระรอกเขลาผู้มากด้วยอวิชชา พี่ขออนุโมทนานะจ๊ะ
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
01/03/07