ผ่านมาสี่วันแล้ว แต่เสียงฉึกๆๆ ตามด้วยตึกๆๆ ของรถไฟวิ่งกระทบรางเหล็ก ยังคงดังก้องกังวาลแข่งกับเสียงเต้นของหัวใจ
 
***************************
 
อะไรนะที่ทำให้เสียงนั้นไม่จางหาย?
ขนมเม็ดขนุนเมืองเพชรฯ ที่ซื้อมาฝากน้องสาวเหรอ?
เอ หรือจะเป็นสาลี่หิมะลูกนั้น แม้ผิวจะออกช้ำๆ แต่ก็ฉ่ำด้วยน้ำใจจากยัยยี้?
เช้าวันที่ 17 มีนาคม ตื่นเกือบตีห้า เช้ากว่าเวลาตื่นปกติไป 45 นาที
หลังจากล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัวเองเรียบร้อย ก็มาเตรียมข้าวเหนียวโลหน่อยๆ ที่พี่สาวนึ่งไว้ให้เมื่อคืน แล้วเอาอุ่นใส่หม้อหุงข้าว ใส่ถุงเพื่อสะดวกในการกิน โดยมีแม่เป็นมือตัก ข้าวเหนียวร้อนๆ แต่คนใจไม่ร้อน 12 ถุง และที่ลืมไม่ได้คือ หอมเจียว ที่พี่สาวอุตส่าห์โชว์ฝีมือการเจียวเต็มที่ พร้อมออกเดินทางไปถูกหม่ำที่…สวนสนประดิพัทธ์
หกโมงยังไม่ครึ่งดี น้องสาวขับรถมาส่งให้ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพง โดยมีแม่และซันซันนั่งมาด้วย (จะไปสวนลุมฯ กันต่อ) เพื่อสะดวกต่อการเดิน (แต่ไม่สะดวกตอนขอดูสัมภาระ) บันไดเลื่อนยังส่งไม่ถึงที่ดี ฉับพลันสายตาเหลือบไปเห็น เอ๊ะ นั่นใคร คุ้นๆ อ้าว ยัยยี้กับถุงใส่สาลี่หิมะใบเบิ้มนั่นเอง น่าแปลกใจมาก ที่มนุษย์ค้างคาว เพื่อนนกฮูกอย่างเธอ จะสามารถแหวกม่านตาตื่นเช้าได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งมานอนเอาตอนตีสอง!
 เลยได้เพื่อนเดินไปหัวลำโพง จุดหมายที่ชานชาลา 11
แรกเริ่ม น้องนัท โพสต์ชวนสมาชิกบ้านเพลงเก่า ไปทัวร์ปิคนิคน้ำตกกาญจน์กับการรถไฟ ตั้งกะวันที่ 3 กุมภาฯ แต่พอคุยเล่นบ้าง จริงบ้างกันไปมา เห็นดีว่าทะเลน่าสนใจกว่า ทริปทัวร์สวนสนฯ จึงมาสรุปเอาวันเสาร์ที่ผ่านมา
ณ ตู้ท้ายขบวนรถไฟพิเศษนำเที่ยว คู่ที่มานั่งรอก่อนแล้ว คือ คุณศักดิ์ศิริ (ปุ้ม) ผู้ซึ่งรอดตัวไปที่ไม่ได้เป็นชายหนุ่มคนเดียวของทริปนี้ กับเพื่อนหญิงนาม คุณหนึ่ง ใส่ใจกับเด็กผลไม้ (น้อยหน่าและขนุน) มากับน้ำดื่มทั้งน้ำเปล่า น้ำซ่า ขนม และหมูทอด ตามหลังพวกเรามาติดๆ คู่ต่อมาคือ คุณเจี๊ยบ (ยิ้มละไม) กับ คุณลักษณ์ คู่หู กับกล่องพลาสติกใบเท่าปึกกระดาษเอสี่สองรีม อัดแน่นด้วยชมพู่หั่นเรียบร้อย จากนั้น ตามมาด้วย ป้านู๊ด ที่ดูเหมือนจะเอาเสบียงอาหารกลางวันมามากที่สุด ทั้งไส้กรอกไก่ ไส้กรอกหมูธรรมดา และรมควัน อีกทั้งแฮม และบาโลน่า เรียกได้ว่า แทบจะยกโรงงานไส้กรอกมาไว้ตู้รถไฟ
ใกล้เวลารถไฟออกแล้ว (6.30 น.) พลพรรคที่นัดเจอกันที่หัวลำโพง ยังขาด พี่ดา กับ เอก ที่ภายหลังคงทนการรบเร้าอย่าง(ไม่รู้ใคร)เร้าใจไม่ไหว ยอมตามมาโดยดี (นี่ถ้าไประยอง แม้มีกี่ร้อยพันธะ หมื่นภาระ เอกคงไม่ลังเล) พี่ดามาเอาตอนเฉียดฉิว เพราะมัวแต่รอไก่ทอด (ความอร่อยสมกับการรอจริงๆ) ได้เวลารถออกแล้ว นี่ถ้าไม่มีผู้โดยสารบนรถขอร้องให้พนักงานอย่าเพิ่งออกรถ เพราะมีเพื่อนกำลังวิ่งมาล่ะก้อ เอกอาจจะพลาดรถไฟได้ (มัวแต่หาที่กดเอทีเอ็ม…ห้วย)
ห่างหายจากการเป็นผู้โดยสารรถไฟขาประจำ ปลายทางสถานีเชียงรากอยู่นาน ได้มานั่งรถไฟอีกที ครั้งนี้บรรยากาศเปลี่ยนไป สบายๆ ไม่ต้องตาลีตาเหลือก รีบร้อนให้ทันเวลาเข้าเรียน
เพียงไม่กี่นาที รถไฟก็ถึงสถานีสามเสน หนุ่มปริศนาร่างยักษ์ เดินมาดเข้มเต็มทางเดิน มายังที่นั่งที่พวกเราจองไว้ 20 ที่ เราเคยเจอกันหนหนึ่งแล้ว เมื่อครั้งงานเดินการกุศลที่สวนลุมฯ เจ้าของร่างไซส์นี้จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก ระตู
สมาชิกกลุ่มสุดท้าย จะมาพบกันที่สถานีบางซื่อ น้อง(อวบระยะสุดท้าย)นัท มาแล้ว ปูเป้ กับ น้องสปาย กับ น้องสเปย์ (อันนี้เป็นซีรีส์แอลกอฮอล์) และป้ามาแล้ว พร้อมกับกล่องโฟมบรรจุน้ำแข็งมาจนปิดฝาไม่มิด ออเธอยังพกหมูทอดมาร่วมด้วยเหมือนกัน ยังขาดอีกหนึ่ง คือ น้องโอ๋ ใส่ใจกับพี่ดาพยายามโทรติดต่อ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของโอ๋ น่าเสียดายจัง
จากสถานีบางซื่อไป รถไฟจะจอดอีกทีที่สถานีรถไฟนครปฐม ประมาณ 45 นาที เพื่อให้ผู้โดยสารได้นมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์ และองค์พระปฐมเจดีย์ พุทธสถาปัตย์อันน่าทึ่ง
 นั่งยังไม่ทันได้กินขนมปังที่เตรียมมาเป็นอาหารเช้าหมดดี ราวแปดโมงเช้า อ้าว ถึงนครปฐมซะแล้ว เมื่อคนบนรถไฟไปปะปนกับคนท้องถิ่น ตลาดที่สถานีดูคึกคักขึ้นมาถนัดตา ของกินเพียบเลย
หลังจากรวมกลุ่มกันชักภาพหน้าองค์พระปฐมเจดีย์แล้ว ต่างก็แยกย้ายกัน ใครต่อใครคิดว่า ผู้มีธรรมะในหัวใจอย่างเราคงแจ้นไปไหว้พระขอพรก่อนเป็นลำดับแรกแน่ๆ แต่อิๆ ที่ไหนได้ ตรงดิ่งไปห้องน้ำก่อนเลย แถมไหว้พระเป็นคนสุดท้ายอีกต่างหาก
จิตสดใส ใจเบิกบานได้ปิดทองพระร่วงฯ และทำบุญกระเบื้องแล้ว อ๊ะ โทรศัพท์ดัง พี่ดาโทรมา สงสัยตามให้ขึ้นรถไฟแหง แต่เปล่าเลย แค่ถามว่า ใส่ใจเกิดเมื่อไหร่ เดือนนี้หรือเปล่า เราบอกพี่ดาว่า คุ้นๆ เป็นเดือนสิงหานะ ไม่รู้พี่ดาไปสังเกตใส่ใจเติมเงินมือถือในวันเกิด (17 มีนาคม) ได้ไง เลยคิดว่า วันนี้วันเกิดใส่ใจชัวร์ ประเด็นคือ พี่ดาจะซื้อเค้กวันเกิดทำเซอร์ไพร์ส (ภายหลัง เราถามน้อยหน่าบนรถไฟ ได้ความว่า ใส่ใจเกิดจริง สิงหา แต่ตามบัตรน่ะวันนี้ ส่วนขนุนก็เดือนนี้ วันที่ 26)
กำลังจะเดินถึงสถานีแล้ว ยัยยี้แวะซื้อไก่ย่าง ที่เล็งไว้แต่ตอนมาถึง แหม เจ๊แกเล่นเอาทั้งเราและคนขายไก่ตกใจ พอได้ยินเสียงหวูดรถไฟ "รถไฟจะออกแล้ว เร็วหน่อยค่ะ" เธอเร่งแม่ค้า แต่แล้วไม่ใช่ขบวนรถของพวกเรา เป็นไงล่ะ รีบมากเลยอดได้น้ำจิ้มมาเลย
พอขึ้นรถไฟ นัทก็ถามว่า จะเอาขนมหวานอะไรไหมจากเมืองเพชรฯ  เค้ามีบริการส่งถึงตัว ก็มีทั้ง ขนมหม้อแกง ขนมชั้น เม็ดขนุน ฝอยทอง น้ำตาลสด ฯลฯ เพิ่งมานึกออกว่า น้องสาวมันชอบกินทองหยอด ตอนสั่งเม็ดขนุนไปแล้ว
รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน น้ำย่อยเริ่มเคลื่อนตาม ใส่ใจขอข้าวเหนียวให้เด็กๆ กินกับหมูทอด หลายคนปากเริ่มไม่ว่าง เจ้าปายกับเจ้าเป ก็ซนไม่เบา โดยเฉพาะเจ้าปาย ป้านู๊ดเจอคารมชมว่าสวยเข้าหน่อย เล่นเอาน้ำหนักตัวลดลงไปเยอะ แต่กระนั้นป้าแกก็ยังลอยไม่ขึ้นอยู่ดี
 
 กี่โมงไม่รู้ ณ สถานีชุมทางหนองปลาดุก ขบวนที่จะไปน้ำตกเขาพัง (ไทรโยคน้อย) จ.กาญจนบุรี ถูกแยกทางกันที่นี่ บ๊าย บาย เจอกันอีกทีตอนขากลับนะจ๊ะ
 ดูน้อยหน่ากับปายจะสนใจ คุณน้า พนักงานขับรถไฟ(ขากลับ) ที่แอบมานั่งโทรศัพท์อยู่ท้ายขบวน (ที่เป็นส่วนของคนขับกับผู้ช่วย) ซะเหลือเกิน ยิงคำถาม จนคุณน้าต้องพาไปดูการขับจริงที่หัวขบวน โดยมีเราตามไปเป็นพี่เลี้ยงติดๆ โดนพี่ดาแซวเลยว่า มาเที่ยวแล้วยังไม่ละทิ้งหน้าที่อีก แต่ก็ไม่เลว ได้ความรู้จากความช่างสงสัยของเด็กๆ ดี อย่างน้อย ก็ทำให้รู้ว่า ป้ายวงกลมตัว "ว" ข้างทางรางรถไฟที่ปักเป็นระยะๆ โดยเฉพาะใกล้เขตชุมชนและถนน หมายถึง "ชักหวูด" เพื่อเตือนให้รู้ว่า รถไฟมาแล้ว
ก่อนถึงสถานีปากท่อ พนักงานบนรถไฟรับบริการสั่ง "ก๋วยเตี๋ยวปากท่อ" ห่อละ 5 บาท มีทั้งแบบธรรมดากับแบบเผ็ดให้เลือก หลายคนได้สั่งและลิ้มลอง จนเนื้อที่ในกระเพาะเกือบไม่เหลือสำหรับอาหารกลางวันที่สวนสนฯ
รถไฟผ่านราชบุรีมาแล้ว เข้าเพชรบุรี แวะจอดให้ผู้โดยสารที่ต้องการลงสถานีบ้านชะอำ และหัวหิน สุดท้ายที่สวนสนฯ ประจวบคีรีขันธ์
11 โมงนิดๆ โดยประมาณ รถไฟนำเที่ยวก็พาพวกเรามาถึง สถานพักฟื้นและพักผ่อน "สวนสนประดิพัทธ์"
 เย้ ถึงทะเลแล้ว พวกเราเจอโลมาเข้าให้ ก่อนจะเดินไปถึงทะเล 555 โลมาที่ว่า คือ ลูกสาวของ นัต สมาชิกบ้านเพลงเก่าอีกคน ที่มาถึงประจวบก่อนพวกเราหนึ่งวัน แล้วตามมาสมทบที่นี่
ทริปนี้เลยกลายเป็นทริปที่มีเด็กๆ มาแจมมากที่สุด และมีสมาชิกมากันมากที่สุด (ดีเจอาร์ต แห่งคลื่นสุราษฎร์ บึ่งมาสมทบ พร้อม อ้อม แฟนสาวอีกคน ราวบ่ายสาม)
หาทำเลเหมาะๆ กันได้แล้ว หลวมตัวเช่าเสื่อคุณลุง เพื่อปูนั่งพักและทานข้าวกลางวันกันไปแปดผืน (ผืนละ 10 บาท เตียงผ้าใบ 20 บาท) ปายกับเป ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถอดเสื้อถอดกางเกง วิ่งไปเริงทะเลกันอย่างไม่กลัวร้อน น้อยหน่ากับขนุนตามไปสมทบติดๆ
 ส่วนน้าๆ ป้าๆ ลุงๆ ก็ล้อมวงกัน จัดการกับอาหารที่เตรียมกันมาอย่างสบายอารมณ์ หลังจากอิ่มท้องพอสมควรแล้ว น้าเอกกับน้านัท ก็เปลี่ยนชุดลงทะเล ไปเป็นบอดี้การ์ดให้กับเด็กๆ
ทะเลสวนสนฯ ในวันนี้ ยังคงความใสสะอาด ทรายละเอียดนุ่มเท้าชวนเดิน ไม่มีเศษขยะหนาแน่น ให้รกตา รำคาญใจ เหมือนอย่างชายหาดยอดฮิต ติดอันดับอื่นๆ
เลยได้ภาพมาหลายมุม ทั้งแบบ Natural  และแบบ Presentation คือ มีพรีเซนเตอร์อย่างเต็มใจ อย่างไม่รู้ตัว และอย่างรู้ตัวแต่ทำเป็นไม่รู้ตัว เหอะๆ
อุตส่าห์หาญกล้าสวมเสื้อแดง อย่างไม่กลัวควายขวิด แถมนุ่งกางเกงสามส่วน กะมาลุยทะเลเต็มที่ แต่เข้าไปใกล้น้ำทะเลจริง กลับไม่อยากสัมผัสเอาซะเลย เพราะขี้เกียจเดินไปห้องน้ำล้างเท้านะเซ่ะ
3 ชั่วโมงกับอีก 25 นาที ช่วงเวลาดีให้พักผ่อนหย่อนใจ รถไฟจะมารับกลับในเวลา บ่ายสามยี่สิบห้า
 หลังจากอาร์ตตะบึงจากสุราษฎร์มาสมทบได้ทันเวลา และถูกอำมั่วว่าใครเป็นใคร จนเจอง.งูเข้าไปถึงสี่ตัวแล้ว นัตดีใจได้เจอเพื่อนร่วมแก๊งค์คาดตา เลยขอชักภาพไว้คาดตาต่อไป เรารีบปลีกไปตั้งกล้องบนสามขาที่เอกรอบคอบเตรียมมา รอชักภาพพลพวกทั้งหมด กับ ป้าย บ้านเพลงเก่าทัวร์ ที่นับว่า "ทำทีเดียว ใช้คุ้มจริงๆ" เพื่อเก็บไว้เป็นภาพแห่งความระลึกและมิตรภาพ
ใกล้เวลารถไฟจะมาแล้ว พี่ดารีบเปิดกล่องเค้กออกมา ทำเป็นเออออให้ใส่ใจกับขนุนตัด ตอนที่ตัดแบ่ง เผอิญลมพัดตลบเอาทรายโรยเค้กเข้าให้ เค้กก้อนนี้เลยอร่อยผิดปกติ
ยัยยี้ยังไม่ทันได้หาช้อนให้ ตาอาร์ตใช้มือจับ งาบเข้าไปปากไปเรียบร้อยแล้ว
เวลานัดใกล้เข้ามาแล้ว ได้เวลาแยกย้ายจากกัน อาร์ตขับรถมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ต่อ ส่วนนัตอยู่ประจวบต่ออีกหนึ่งคืน
รถไฟมาถึงสถานีตามเวลา พวกเราจากลาสวนสนฯ อย่างอาลัย ปูเป้ว่า ถ้าให้แกล้งตกรถไฟอยู่ที่นี่สักคืน ค่อยรอรถไฟขบวนกลับวันอาทิตย์ก็เอา แต่เสียใจด้วยนะจ๊ะ เพราะตั๋วเป็นวันต่อวันจ่ะ
บ่ายแก่ แต่ดูเหมือนพวกเราไม่มีใครยอมแก่ หัวใจยังหนุ่มยังสาวกันทั้งนั้น บางคนอย่างเรา ถึงขั้นทำตัวเป็นเด็ก เล่นบ้าจี้กับเด็กได้อย่างหน้าตาเฉย
 รถไฟพาเราย้อนกลับทางขามา ทิวทัศน์ท้องทุ่งนาเขียวขจียามเย็น ใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดินเนี่ย เป็นภาพที่คลาสสิคตลอดกาลจริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน จนเกิดปรากฎการณ์หลายๆ อย่างได้
"เจ๊ พระอาทิตย์ใกล้ตก บอกด้วยนะ" เรากำชับยัยยี้ ผู้นั่งติดหน้าต่าง
 
"เจ๊ พระอาทิตย์หายไปไหนแล้ว" เราถามยัยยี้ ผู้ลืมคำกำชับ
"เอ่อ นั่นสิ แต่มันคงยังไม่ตกหรอก ฟ้ายังไม่มืดเลย" เธอตอบหลังจากมองซ้ายแลขวาผ่านกรอบหน้าต่างแล้ว
พระอาทิตย์ยังไม่ตกจริงๆ แต่ไปโผล่ให้เห็นที่ปลายขบวน เราเลยใช้กระบวนท่า ยื่นมือ ถือกล้อง มั่วถ่าย ทางนอกหน้าต่าง ขบวนรถไฟน้ำตกมาต่อขบวนรถไฟสวนสนฯ ที่ชุมทางหนองปลาดุกพอดี ตอนยัยยี้เพิ่งคิดออกว่า ทำไมไม่ไปถ่ายพระอาทิตย์ตกที่ท้ายขบวนซะเลยหล่ะ ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ แบตกล้องเราหมดพอดี และเจ้าหน้าที่รถไฟก็มายืนบังวิวพระอาทิตย์ตกพอดีตอนเดินไปถึงท้ายขบวน เป็นอันอด
พวกผู้ใหญ่เริ่มสลบไสล สลึมสลือ ส่วนเด็กๆ ไม่ต้องพูดถึง หลับใหลไปนานแล้ว มาตื่นตัว ลืมตากันอีกที เมื่อเข้านครปฐม (ไม่รู้เพราะกลิ่นขี้หมูหรือเปล่า 555)
ใส่ใจตั้งใจจะลงที่สถานีบางบำหรุ เพราะแฟนบอกว่า ใกล้บ้านกว่า แต่พอถึงสถานี คงมองไม่เห็นป้ายกัน เลยพลาดไป ต้องไปลงที่หัวลำโพงที่เดิม
สถานีใครสถานีมัน ปูเป้กับลูก(สมุน)และป้า และน้องนัทลงที่บางซื่อ ระตู ผู้ซึ่งคะยั้นคะยอยัยยี้ให้ลงด้วยกัน แต่ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ไม่รู้กลัวอะไรกับชายร่างยักษ์ผู้นี้ อ๋อ กลัวชาวบ้านมองว่า เป็นไม้จิ้มฟันแหง
พวกเราที่เหลือ ถึงสถานีหัวลำโพงก่อนเวลาที่กำหนดไว้ คือ สองทุ่ม ทีนี้ก็บ้านใครบ้านมันล่ะนะ
แม้หัวจะมึน หน้าจะมัน แต่ความสุขจากการเดินทาง และมิตรภาพที่สมาชิกมีให้กันนั้น ติดตามเรากลับมาบ้านด้วย
และนี่เอง คือ สิ่งที่ทำให้เสียงฉึกๆๆ ตึกๆๆ ยังไม่จางหายจากใจเรา….
 
 
ขอบคุณ:
 
พี่ดา ที่อุตส่าห์คอยไก่ทอดอันโอชะจนนาทีสุดท้าย ทำให้พวกเรารู้ซึ้งถึงรสชาติของมัน
ป้านู๊ด กับสารพัดไส้กรอก ที่ทำให้เราอิ่มหนำสำราญท้องตั้งกะไปจนกลับ
คุณเจี๊ยบ กับ คุณลักษณ์ จอมแซว ใครอย่าเผลอนะ โดนแน่
ปูเป้กับครอบครัว ที่ทำให้รู้ว่า ครอบครัวอบอุ่นนั้นเป็นยังไง
ใส่ใจกับเด็กผลไม้ ผู้ดำเนินการ ผู้คอยติดตามสถานการณ์ และผู้อำนวยความสะดวกตลอดรายการ
น้องนัท ตัวตั้งตัวตี ที่ทำให้เกิดทริปนี้
น้องเอก ที่สุดท้ายเปลี่ยนใจจนได้ นี่ถ้าขาดเอกไป งานนี้คงไม่หนุก แล้วก็คงไม่มีใครแบกสามขามาด้วย
ระตู มากับคนนี้แล้วอบอุ่นใจดี เหมือนมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน
เซียนยี้ ไม่คิดเลยนะเจ๊ ว่าจะมาได้ อะไรหนอที่จูงใจ?
คุณศักดิ์ศิริ กับ คุณหนึ่ง ผู้ที่ทำให้เห็นว่า ถึงไม่ใช่สมาชิกเก๋ากึ๋กของบ้านเพลงเก่า ก็มาแจมมาจอยกันได้
นัต ที่ในที่สุดไฮแจ๊คเมียและลูกมาสวนสนฯ ได้สำเร็จ
อาร์ต กับ อ้อม ที่อุตส่าห์บึ่งรถจากสุราษฎร์มาโชว์หุ่นงามๆ กับเสียงเพราะๆ ให้เราได้ยลได้ยิน
น้องโอ๋ ที่ทำให้รู้ว่า ถ้าไม่มาแล้ว มันน่าเสียดายมั่กมาก
สรุปคือ…
ขอบคุณทุกคนที่เป็นเหมือนสีสัน ทำให้การเที่ยวในครั้งนี้ เป็นภาพอันงดงามอีกภาพหนึ่งของชีวิต
 
ออ…
ขอบคุณ พี่สาวคนโตใจดี ที่บรรจงนึ่งข้าวเหนียวกับเจียวหอมให้ และ คุณแม่ ที่ตั้งใจและพยายามอย่างสุดๆ ในการตักข้าวเหนียวใส่ถุงให้เท่ากันด้วยจ้า
 

 
กันยา ณ เดือนเก้า
21/03/07