จั่วหัวมาอย่างนี้ เป็นอันบอกได้เลยว่า มีเหตุการณ์สามอย่างเกิดขึ้นในสามวัน
 
***************************
 
 
ก็ช่วงหยุดยาวนิ 6-8 เมษายน ก่อนที่จะหยุดยาวกว่านี้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย
 
 
 ทำทานวันจักรี
 
 
หลังจากหาโอกาสอยากจะทำบุญมาตั้งกะต้นปี น้องนุ่นได้ฤกษ์ทำบุญเลี้ยงเด็กเอาวันนี้ ก่อน 11 โมง ณ มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน ชุมชนวัดบางไส้ไก่ เรากะว่าจะไปช่วยงาน ถ่ายรูป และมีของไปบริจาคด้วย (เสื้อผ้าเด็ก และนมผง) ก่อนไปบริจาคเลือด ในเวลาใหม่ของศูนย์บริการโลหิต สำหรับวันนักขัตฤกษ์ และวันเสาร์-อาทิตย์ นั่นคือ 11.00-15.30 น.
 
น้องสาวอุตส่าห์ลาหยุด เพื่อจะไปบริจาคเลือดด้วยกัน แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือของวันนั้น ไปงานสัปดาห์หนังสือ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ให้คุ้มเป็นครั้งที่สอง
 
พี่สาว มีของจะร่วมบริจาคและอยากไปด้วย แต่มีนัดกับพี่เขยก่อนเที่ยง
 
เอาไงหล่ะ ดูท่าจะไม่มีเวลาพออยู่ช่วยนุ่นซะแล้ว เลยโทรไปยกเลิก เสียดายอยู่เหมือนกัน
 
ก็ได้แต่เอาของไปบริจาคกับพี่สาว ส่วนน้องสาวรอเรามารับไปศูนย์บริการฯ อยู่บ้าน
 
หลังจากไปรับพี่สาวที่บ้านพี่เขย พร้อมกองหนังสือหลายกอง เราก็ขับรถไปยังมูลนิธิฯ มีโอกาสได้เจอน้องมายด์ด้วย มายด์กับเพื่อนๆ นั่งแท็กซี่มาถึงกันก่อน
 
ปกติมาที่นี่ เราจะจอดรถไว้ที่วัดบางไส้ไก่ ซึ่งอยู่ข้างๆ มูลนิธิฯ แต่เผอิญวันนี้ ที่วัดมีงาน เลยไม่มีที่จอด ยังหวั่นใจว่า นุ่นกับที่บ้านมากันแล้วจะจอดไหนเนี่ย
 
เราเลยจอดมันหน้ามูลนิธิฯ ซะเลย รีบขนของไปบริจาค แล้วรีบไป เพื่อจะได้ไม่ต้องไปขวางทางรถเข้าออก
 
ตอนจะออกรถ เรามองๆ ดูแล้วว่า ตรงที่จอดนี่ กลับรถไม่สะดวกแน่ เลยขอไปตายเอาดาบหน้า เหอะๆ ขับไปๆ ทางยิ่งแคบ ได้ตายจริงๆ ตายละหว่า ทางตัน!
 
สมน้ำหน้าตัวเอง อยากหยิ่งนัก เป็นไงล่ะ เลยต้องหาช่วงที่ดู(เหมือน)กว้างที่สุดของถนน หักพวงมาลัยกลับรถอยู่หลายตลบ ข้างหน้ารถเก๋งก็จะเข้า ข้างหลังรถแท็กซี่ก็จะออก กดดันนะเนี่ย แต่ด้วยความสามารถที่พอมีอยู่น้อยนิด ก็เอารถรอดออกมาจากซอยปราบเซียนนั้นจนได้
 
โอ๊ะโอ ยังไม่พอๆ ขากลับจะถึงบ้าน พี่สาวดันบอกให้แวะเข้าไปซอยที่อยู่ของหมอนวดหน่อย เพื่อจะไปถามเวลาให้บริการ อ่ะนะ ก็กะว่าคงถามไม่นาน เลยเข้าไปจอดรอในซอย (ที่ไม่น่าเชื่อว่า จะมีมุมหักศอกให้เลี้ยวเข้าไปได้อีก แคบซะขนาดน้านนนนนน)
 
ดั๊นนนนนนน มีรถแท็กซี่ ตามมา ต่อด้วยรถเก๋ง (อีกแล้ว) เห็นแล้วอยากจะร้องเอ๋ง เป็นหมาจนตรอก (ซอย) ไอ้คนที่จ้างแท็กซี่ ก็สั่งให้คนขับเดินหน้า ไม่ยอมถอย ยังไงกูขอสู้ตาย จะเข้าไปในซอย(ที่หักศอก)นั้นให้ได้
 
ทำไงหล่ะ โชคดีที่ด้านข้างรถเรา มีที่ว่างพอให้รถแทรกเข้าไปได้ เลยต้องหักพวงมาลัยในที่จำกัด (อีกแล้ว) เพื่อเข้าไปจอด
 
หลังจากรถเก๋งผ่านรถเราไปแล้ว พี่สาวบอกให้รีบถอยออกไปเลย ก่อนที่แท็กซี่ที่ไปได้ทุกที่คันนั้นจะออกมา
 
ชีวิต อะไรกันนักกันหนาหนอ…
 
เซ็งจากซอยแล้ว ก็มาอึ้งกับคน โอ้โห คนล้านแปดแสนจากไหนกัน มาบริจาคเลือด! เราได้คิวที่ 116 ขณะที่คิวที่ขึ้นจออยู่เป็นคิวที่ 005 นับไปสิอีกกี่คน โอ้วๆๆๆๆ
 
นึกว่าจะต้องรอเป็นครึ่งค่อนวัน ดีว่าเจ้าหน้าที่ร่วมแรงร่วมใจมาช่วยกันเยอะ เลยรอแค่ครึ่งชั่วโมงเอง
 
และดีที่เลือดไม่มีปัญหา เห็นคนที่รอตรวจความสมบูรณ์ของเลือดเยอะแยะจนตาลายแล้ว คิดว่า ตอนเจาะเลือดบริจาค ต้องรอนานแน่
 
ที่ไหนได้ น้องมันรีบเถลือกลงมาจากบันไดเลื่อน เรียกเรา(กำลังกดน้ำกิน ตามคำสั่งเจ้าหน้าที่)ให้ขึ้นไปเร็วๆ เพราะใกล้ถึงคิวที่มันหยิบเผื่อให้เราแล้ว
 
อ่าว ทำไมเร็วจัง พอเข้าไปถึงห้องบริจาคจึงแจ่มแจ้ง ก็ทุกเตียงเล่นเปิดบริการหมด (น่าจะราวเกือบ 50 เตียง) เลยไม่ต้องรอนาน
 
ครั้งนี้ ได้ เข็มที่ระลึก เนื่องในวโรกาสที่ในหลวงทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มาครองอย่างหวุดหวิดด้วย (แจกให้กับผู้บริจาคเลือดถึงแค่สิ้นเดือนนี้)
 
 
 
 เสาร์บันเทิง
 
 
ช่วงบ่ายแก่ๆ มีนัดกับพรรคพวกบ้านเพลงเก่า ไปฟัง ดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ “มหาราชพระจอมสยาม” ซึ่งจัดโดย กองทัพอากาศ ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม์พรรษา ๘๐ พรรษา ที่ สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ ถิ่นคุ้นเคย
 
ตัวตั้ง(ใจ)ตัวตี(ฆ้องร้องป่าว) คือ เจ๊ Soldy แฟนพันธุ์แท้ พี่ต้น สุชาติ ชวารกูร นั่นเอง
 
รวบรวมพลพรรคเบ็ดเสร็จได้ดังนี้  พี่ดา ป้านุช เจ๊โซล และเพื่อน เรา เอก โอ๋ และนัท
 
ออกจากบ้านราวบ่ายสามเกือบครึ่ง ป้านุชขู่ไว้ว่า ไม่รีบออกรถติดนะ เพราะป้าแกออกจากที่ทำงานแถวถนนพระรามสาม นั่งแท็กซี่มาถึงสวน ใช้เวลาร่วมชั่วโมง หมดค่ารถไปตั้ง 200 บาท
 
รถเขียวเมล์เล็กสาย 6 ที่เรานั่ง ติดเหมือนกัน คือ สตาร์ทไม่ติด นั่งไปยังไม่ทันได้หนึ่งป้ายดี ดับซะงั้น เอ…ตรูจะลงดีไหมหว่า ยังไม่ได้จ่ายค่ารถ คิดวนเวียนยังไม่ทันถึงสองรอบดี รถก็สตาร์ทติด แล่นต่อไปได้ เป็นอันว่า ยอมจ่ายค่ารถไปโดยปริยาย
 
นั่งลุ้นไปทุกป้ายที่รถจอด จะดับไหมหว่าๆ ก็แคล้วคลาดปลอดภัยไปได้ประมาณสองป้าย ในที่สุดรถก็ดับ ตายสนิทบนสะพานพุทธ โชคดีที่มีสาย 6 อีกคันมาพอดี ทำให้ไม่ต้องรอเปลี่ยนรถนาน (ไม่ต้องเสียค่ารถอีก)
 
เฮ้อ…มาถึงสวนฯ จนได้ ตามหาเจ๊โซลจนเจอตัว ไม่ได้เจอกันมานาน มีความรู้สึกว่า เจ๊โซลเตี้ยลง (หรือเราสูงขึ้น) หรือ เจ๊แกสูงขึ้น (แต่เราเตี้ยลง)? เมื่อเทียบจากภาพที่ประมวลได้ในสมอง เมื่อคราวได้เจอกันเพียงครั้งเดียว จากงานมีตติ้งบ้านเพลงเก่า ต้นปี 48 แต่ที่แน่ๆ คือแลดูขาวและเฉี่ยวขึ้น
 
ทักทายปราศรัยกันไป ตามประสาคนไม่เจอกันมาสองปี สักพักป้านุช กับโอ๋ ก็เดินมาสมทบ จ๊ะเอ๋ น้องโอ๋ ในที่สุด พี่ก็นำส่งของให้หนูจนได้ หลังจากต้องแบกเก้อ พาของไปเที่ยวไกลตั้งสวนสนฯ มาแล้ว เป้(ที่มีทั้งของของโอ๋ ร่ม และพลาสติกผืนใหญ่ เอามาเผื่อปูรองนั่งสนามหญ้า) เบาอยู่ได้ไม่นาน พอเจอพี่ดา เป้ก็บวมเหมือนเดิมอีก ด้วยของที่ฝากส่งต่อให้ใส่ใจ
 
งานยังไม่เริ่ม เวทียังไม่พร้อมดี พวกเราเลยเดินชมสวน เก็บภาพไปเรื่อย เอกตามมาสมทบได้เร็วมาก จนไม่น่าเชื่อว่า ถ่อมาจากวิภาวดีรังสิต
 
อากาศในเย็นวันนั้นครึ้มๆ ไม่มีแดดอันร้อนแรงแห่งเดือนเมษาสาดส่องให้ร้อนรุ่ม ประกอบกับสวนตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา ทำให้บรรยากาศเย็นสบาย มีลมโชยมาเป็นระยะๆ เหมาะแก่การฟังดนตรียิ่งนัก
 
ผู้คนไม่จอแจ ไม่พลุกพล่าน เก้าอี้ที่เจ้าหน้าที่จัดวางเรียงรายไว้ จึงว่างมากมาย พวกเรา (ที่ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มเดียวที่ตั้งใจมาฟังดนตรีเต็มที่) เลือกที่นั่งแถวหน้าสุดซะเลย ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงเว้นที่ระหว่างเวที และที่นั่งมากนัก ประมาณนั่งฟังได้อีกเกือบร้อยคน
 
การแสดงดนตรี เลทไปจากที่กำหนดไว้ (16.30 น.) ราวครึ่งชั่วโมง ช่วงแรกเป็นการร้องและเล่น โดยนักร้องและวงดุริยางค์กองทัพอากาศ ในบทเพลงพระราชนิพนธ์ ที่ร้างจากหูเรามานานมากแล้ว อาทิ เมืองกังวล บ้านเกิดเมืองนอน และ ฝัน
 
ฝนทำท่าเหมือนจะตก เอกเปรยให้เอาตะไคร้มาปัก เราเสนอว่า เอาฮอลล์รสตะไคร้ผสมมะนาวนี่โรยแทนไปก่อนได้มะ ปรากฎว่า เย็นถึงค่ำนั้น ฝนไม่ตกเลยจ้า
 
ผ่านไปสี่-ห้าเพลงได้ ถึงคราวของ พี่ต้น สุชาติ ชวางกูร นักร้องรับเชิญในวันนั้น
 
พี่ต้นมาขับกล่อมในเพลงฮิตตลอดกาล นั่นคือ "ใจรัก" แม้กาลเวลาจะผ่านร่วงเลยมาเนิ่นนาน (จนบางคนแอบเห็นตีนกาขึ้นที่ใบหน้าพี่เค้า) นับจากวันแรกที่อัลบัมเพลงนี้ออกมา เสียงครวญฮู่ ฮู ฮู้…พี่ต้นไม่มีผิดเพี้ยนเลย จะว่าไปแล้ว กลับหนักแน่น บาดใจ กรีดลึก และตราตรึงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แม้เสียงลูกคู่หญิงของกองทัพอากาศ มากลบมาดึงไปบ้างก็ตาม
 
เพลงต่อมา เป็นเพลงที่พี่ต้นตั้งใจแต่งขึ้นมา เพื่อตอบแทนบุญคุณให้กับพระอรหันต์ (พ่อแม่) โดยเฉพาะ เป็นเพลงที่มีชื่อว่า "ด้วยรักของเธอ" เนื้อหากินใจ ชวนฟังทีเดียว
 
หลังจากหมดหน้าที่นักร้องรับเชิญแล้ว และน้องนัทกับน้องโอ๋ ได้รับรางวัล (หมวกจิตรลดา กับ สมุดโน้ตกองทัพอากาศ) จากการตอบคำถาม แบบไม่ยอมแบ่งให้ใครไปคนละข้อแล้ว พวกเราเป็นอันไม่ได้ติดตามการขับร้องต่อไป เพราะมัวแต่ให้ความสนใจพี่ต้น ศิลปินสุภาพ ติดดิน ที่มีความเป็นกันเองมากๆ ไม่ว่าใครจะมาคุยหรือขอถ่ายรูปด้วย พี่ต้นไม่มีสีหน้าหรือทีท่ารังเกียจ อึดอึด หงุดหงิดเลยซักกะติ๊ด
 
ด้วยเหตุนี้เอง เราเลยกดชัตเตอร์เพลิน (น่าเสียดายที่ไม่ชัดหลายรูป เพราะเริ่มพลบค่ำ แสงไม่ค่อยพอ)
 
ออ…งานนี้มีนักร้องรับเชิญอีกคนด้วย คือ น้องอั๊ส เราไม่รู้จักหรอก แต่ก็แอบได้ยินเสียงร้อง ที่โดดเด่น และแตกต่าง ตอนอยู่ข้างเวทีกับพี่ต้น เห็นเอกว่า มาจากการประกวดร้องเพลงของ เดอะสตาร์
 
ติดตาม ยืนเฝ้า รุมล้อมพี่ต้นจนเจ้าหน้าที่เก็บของกันเกือบจะเสร็จ จนพี่เค้าต้องขอตัวไปทำธุระต่อโน่นเลย พวกเราถึงจะยอมแยกย้ายกันกลับบ้าน
 
อือมมมม นับว่าคุ้มค่าจริงๆ กับการได้มารับชมและรับฟังดนตรี 13 บาท (ค่ารถไปกลับบ้าน) ในครั้งนี้ อิๆ
 
 
 
 
 คู่กันแล้ว ย่อม(ถูกบังคับให้)ไม่แคล้วกัน
 
 
ถูกจับให้คู่กันไปเรียบร้อย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยค่าสินสอดที่เราจำต้องจำใจควักออกไปเกือบหมื่นบาท…จนเร้ย
 
ก่อนที่คู่นี้จะได้มาคู่กัน น้อง น. ต้องทนทู่ซี้อยู่แบบอืดๆ เฉื่อยๆ ไปวันๆ กับ น้อง บ. ใหม่ๆ น้อง บ.ก็ดูดีหรอกนะ แต่พอวันคืนล่วงเลยผ่านไป เกือบจะ 7 ปีแล้วนี่ น้อง บ.เริ่มแก่ลงๆ ถึงจะมีการเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้ดูดี และเปลี่ยนโฉมให้ทันสมัยขึ้นบาง ตามยุคนิยมก็เถอะ
 
ความอืดเอื่อย เฉื่อยแฉะ เริ่มรู้สึกถึงได้มากขึ้นๆ จุดนี้เราเป็นพยานได้ จนน่าเห็นใจน้อง น.ที่มีความเร็วและแรง ที่ได้มาอยู่คู่กับน้อง บ.เพียงไม่กี่ปีจริงๆ
 
จนในที่สุด ถึงวันที่แม่สื่ออย่างเราทนไม่ไหวกับความไม่เหมาะสมของคู่นี้อย่างเต็มประดา ผู้อ่านอาจจะงงว่า แล้วเอ็งไปเกี่ยวอะไรกับเค้าด้วยฟระ
 
อ่าว เกี่ยวไม่หลุดเลยแหละ ท่านผู้อ่านที่เคารพรัก เพราะเราคือ ผู้ใช้ ทั้ง น้อง น. (เน็ต) และน้อง บ. (คอมพ์โบราณ) มาตั้งแต่เค้าคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแย้ว 555
 
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เลยได้ฤกษ์เปลี่ยนคู่จากน้อง บ. ไปเป็นน้อง อ. (คอมพ์เอี่ยม) ให้กับ น้อง น….อืม นี่แหละ คู่ที่ควร
 
ตอนนี้น้อง บ. (ไซส์ 128 RAM รุ่น Celeron พิกัดความอืด 766 MHz  และความจุ 20 GB) ก็ถูกถอดชิ้นส่วน กระจัดกระจายไปเรียบร้อย รอบริจาคและขายทอดตลาดต่อไป ด้วยฝีมือของนายภิญโญ หรือ โญ แฟนหนุ่มของแมว เพื่อนน้องสาวเราเอง
 
ก่อนหน้าจะเปลี่ยนหนึ่งอาทิตย์ เรายกคอมพ์ไปให้โญช่วยดูว่า พอจะทำให้มันหายอืดได้บ้างมะ โญเห็นแล้วส่ายหัว บอกได้ประโยคเดียวว่า "เปลี่ยน Mainboard ใหม่เหอะพี่"
 
เน็ตเร็วซะเปล่า (ADSL 512k) แต่เจอคอมพ์อืด ทำงานกระดึ๊บๆ น่าดู ความคิดไปถึงเชียงใหม่ (หาตาเรกับบุ๋ม) แล้ว แต่งานยังไม่หลุดจากเขตคลองสานเลย
 
โญกับแมว ก็ช่างมีน้ำใจ ใจดีเหลือหลาย จนน่าใจหาย จัดการในทุกขั้นตอนให้เสร็จสรรพ ตั้งแต่ดูสเปค เช็คราคา พาเดินซื้ออุปกรณ์ ประกอบเครื่อง ฟอร์แมทเครื่อง ลงวินโดว์ เซ็ทการทำงาน ลงโปรแกรม ขับรถพาทั้งคนและเครื่องส่งถึงบ้าน ตบท้ายด้วยการต่อคอมพ์เข้ากับคีย์บอร์ด เม้าส์ จอ ทดสอบเน็ต โห อะไรจะขนาดนั้น ถ้ามีคนอย่างนี้เยอะๆ โลกคงน่าพิสมัยขึ้นแยะ
 
ช่วยจนตลอดรอดฝั่งแล้วยังไม่พอ มีของแถมเป็น Creative Sound Card กับ ADSL Modem ตัวใหม่ให้อีกด้วยแหน่ะ ดูเอาเถอะพี่น้อง
 
ตั้งแต่ได้น้อง อ. (ไซส์ 1GB RAM รุ่น Intel Pentium 4 พิกัดความเร็ว 3.2 GHz  และความจุ 80 GB+ของเดิม 20 GB) มาอยู่ด้วย อุ๊ว้าว…ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ปรี๊ดๆๆๆ เลยคับทั่น อย่างนี้สิ ที่เค้าเรียกว่า สุข และเบิกบานกับการทำงาน ลั๊ล ลัล หล่า
 
พรุ่งนี้ สงกรานต์แล้ว ขอให้ทุกท่านสุขกาย สบายใจ ไปไหนมาไหน กลับบ้านด้วยความปลอดภัย กับวันหยุดยาวนี้นะจ๊ะ ซู่สู้
 
กันยา ณ เดือนเก้า
12/04/07