เล็งคอร์สการปฏิบัติธรรมของที่นี่มานาน แต่ไม่รู้จะไปยังไง ไปคนเดียวก็ไปไม่ถูก ขนาดแค่ในกรุงเทพฯ ยังหลงประจำ เหอะๆ
 
*************************
 
เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ และดลบันดาล วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา เปิดรับสมัคร หลักสูตรพื้นฐานการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ครั้งที่ 4 (ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน) เป็นวันแรก
หมวยโทรมาบอกว่า ช่วยสมัครทางเน็ตให้หน่อย พร้อมกับสามี (กำพล) หลังได้ข้อมูลมาแล้ว เราก็จัดแจงสมัครให้ แต่ดั๊นมาติดปัญหาเรื่องรูปบัตรประชาชน ซึ่งหมวยไม่ได้สแกนไว้ เราเลยถือโอกาส สมัครให้ตัวเองก่อนซะเลย ข้อมูล+รูปก็มีอยู่แล้วนิ อิๆ ได้ไม่ได้ไม่รู้แหละ รู้แต่ว่า อย่างน้อยก็มีเพื่อน(พา)ไปด้วย เท่านั้นเป็นพอ
ราวปลายเดือนพฤษภาคม เราได้รับไปรษณียบัตรตอบกลับจากทางศูนย์ฯ ให้เข้ารับการอบรมได้ ซึ่งเหมือนกับกำพล แต่หมวยไม่ได้ (แค่สมัครช้าไปวันเดียวเองนะนั่น) เพื่อนหมวยมีโอกาสได้ไปวัด แล้วถามเจ้าหน้าที่ ได้รับแจ้งว่า หมวยติดสำรองลำดับที่ 7 ก็นับว่ายังพอมีสิทธิ์ เพราะเค้ารับตั้ง 150 คน แล้วก็ได้จริงๆ หลังจากเลยวันแจ้งยืนยันด้วยตัวเองทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนแล้ว หมวยได้รับ SMS จากทางศูนย์ ให้โทรไปแจ้งยืนยัน
เป็นอันว่า งานนี้ไปกันทั้งหมด 4 คน คือ หมวย+กำพล เรา และ บอย (เพื่อนกำพล)
 
 
22 มิถุนายน 50
 
พวกเราออกจากกรุงเทพฯ ราว 7.30 น. ถึงศูนย์ฯ เกือบ 9.00 น. ได้เวลาลงทะเบียนพอดี
แบกเป้เดินเข้ามาที่ศูนย์ ถึงกับตะลึง นึกว่ามาสปา หรือ รีสอร์ทหรูริมทะเล คาดหวังว่าเจ้าที่หน้าคงนุ่งขาวห่มขาวออกมาต้อนรับ แต่กลับใส่สูทดำซะเนี้ยบ มัวแต่อึ้งกับสถานที่ จนเกือบจะลืมเข้าคิว เจ้าหน้าที่ให้บัตรชื่อ (มีรายละเอียดหมายเลขประจำตัว-#0065 หมายเลขสมาชิก-#500657 และ หมายเลขห้อง/เตียงนอน-#211/67) แจกอุปกรณ์อาบน้ำ+แปรงสีฟัน คนละ 1 ชุด และมีแก้วน้ำพลาสติกมีชื่อแปะที่ฝา เรียงตามเลขประจำตัวใครประจำตัวมันไว้ให้ ใช้เสร็จให้เก็บไว้ที่เดิม
เมื่อสมาชิกลงทะเบียนเสร็จแล้ว ถือเป็นการเริ่มอบรม ข้อห้ามเด็ดขาดของที่นี่ คือ งดพูด งดใช้มือถือ เสียงเจี๊ยวจ๊าว จ๊อกแจ๊ก เมื่อครู่ จึงค่อยๆ ลด volume ลงไป จนเข้าสู่ความเงียบในที่สุด
10.30 น. ทุกคนเก็บสัมภาระเข้าที่ (ประจำเตียงตัวเอง) เราได้พักห้องนอนรวมใหญ่ ส่วนหมวยห้องนอนรวมย่อย (4 เตียง) เปลี่ยนชุดขาวมาปฐมนิเทศพร้อมกัน ณ ห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
วิทยากรแนะนำตัว บอกกล่าวกฎ กติกา มารยาท และสอนผู้มาปฏิบัติธรรม ซึ่งบัดนี้ถูกเรียกว่า "ลูกโยคี" (ผู้กำลังเพียรเพ่งทำลายกิเลส) กราบพระ (ท่าเทพธิดาสำหรับผู้หญิง และท่าเทพบุตรสำหรับผู้ชาย) เดินจงกรม และนั่งสมาธิคร่าวๆ
ช่วงบ่าย หลังพักทานอาหาร (มังสวิรัตตลอดรายการ) กลางวันแบบบริการตัวเอง อย่างไม่เป็นทางการ (ใครถนัดกินยังไงก็กินไป) จากถาดหลุมแล้ว เป็น การเดินจงกรมระยะที่หนึ่ง (ขวา-ย่าง-หนอ, ซ้าย-ย่าง-หนอ)+สมาธิ (เรียกว่า 1 บัลลังก์ อย่างละประมาณครึ่งชม.) อย่างจริงจัง ใครที่เป็นคนใจร้อนมาแต่กำเนิด คงหงุดหงิดยากจะพิชิตมารเป็นแน่ เพราะทุกอย่างต้องทำช้าๆๆๆๆ เพื่อให้จิตมีสมาธิ มีสติกำกับทุกการกระทำ
ได้มาเดินจงกรม+นั่งสมาธิอย่างนี้ ทำให้เรานึกถึงเมื่อครั้งที่มีโอกาสได้ไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญ ที่สิงห์บุรี เมื่อหลายๆ ปีก่อนโน้น ที่นั่นก็จะเป็นแนวเดียวกับที่นี่ เดินจงกรม แล้วนั่งสมาธิ ใช้คำบริกรรมดียวกัน คือ ยุบหนอพองหนอ และคนเยอะเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ ที่นี่ ห้องปฏิบัติธรรมและห้องนอน เป็นห้องแอร์เย็นฉ่ำ
ด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างใจเย็น(ชา ออกๆ เฉื่อยแฉะ) ทำอะไรไม่รีบร้อน เลยไม่ค่อยอึดอัดกับการปฎิบัติเท่าไหร่ ไปได้เรื่อยๆ แต่ใจก็ยังส่งออกทางอายตนะ หรือ ทวารทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นกิจวัตร
2 บัลลังก์ผ่านไปจนถึง 14.30 น. ได้เวลาพักทานน้ำปานะอย่างไม่เป็นทางการอีกเหมือนกัน รู้สึกมื้อนั้นจะเป็นน้ำส้ม(แบบส้มซันควิก) ใครถนัดจิบ หรือ ยกซดรวดเดียว ก็ตามสบาย
จากนั้น ปฏิบัติต่ออีก 1 บัลลังก์ ราวหนึ่งชม. ได้เวลาอาหารเย็น (16.30 น.) ที่นี่ไม่ถือศีล 8 แต่ถือ "อาชีวัฎฐะมะกะศีล" (ศีลสำหรับผู้ครองเรือน) ไม่มีข้อสุราเมรัยฯ แต่จะมีเพิ่มมาอีก 4 ข้อคือ ไม่พูดยุยงส่อเสียด, ไม่กล่าวคำหยาบคาย ด่าทอ, ไม่พูดเพ้อเจ้อ โปรยประโยชน์ และไม่ประกอบมิจฉาอาชีพ 5 อย่าง คือ ค้าสัตว์, ค้ามนุษย์, ค้าอาวุธ, ค้ายาพิษ และค้า+ไม่ดื่มสุรา
มื้อนี้ (จนถึงมื้อเช้าของวันกลับ) ไม่มีการปล่อยให้กินแบบตามถนัดแล้ว หลังกล่าวคำพิจารณาอาหาร วิทยากรสอนให้ลูกโยคีทุกคน "ดื่มและกินอย่างมีสติ" เหอะๆ ใครที่ถนัดยัดๆ ซดๆ แข่งกับเวลา คงอึดอัดน่าดู เพราะกว่าจะกินได้แต่ละคำ ต้องใช้ใจรับรู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบทวารทั้ง 6 ไม่ว่าการเห็น การได้กลิ่นอาหารที่น่ากิน การจับช้อนส้อม การเคี้ยว การกลืน ฯลฯ นอกจากเกิดสติแล้ว ผลดีที่ตามมาอีกอย่าง คือ ถ่ายง๊ายง่าย
17.45 น. คือเวลานัดรอบสุดท้ายของวันนั้น หลังจบ 2 บัลลังก์ (ในแต่ละระหว่างบัลลังก์ วิทยากรจะคอยพูดให้กำลังใจ…อดทนหนอ พากเพียรหนอ…ลูกโยคีเสมอ) จบแล้ว สวดมนต์ แยกย้ายกันเข้านอนในเวลา 20.30 น. เช้าวันรุ่งขึ้น เจอกันใหม่ในเวลา ตี 4.30 น.
ไปไหนมาไหน ไม่ชอบคนเยอะแยะ ก็ตรงที่ต้องแย่งกันนี่แหละ โดยเฉพาะ "ห้องน้ำ" ยังดีที่ เมื่อเย็นหลังกินข้าวเสร็จ มีบางส่วนอาบน้ำไปบ้าง รอบค่ำนี้ เลยไม่ต้องเกิดศึกแย่งชิง จนทำให้กำหนด โกรธหนอ หงุดหงิดหนอ ไม่ทัน
 
เราเสร็จภารกิจ พร้อมเข้านอนราว สามทุ่มครึ่ง หวั่นใจก่อนนอนว่า พรุ่งนี้ ตรูจะตื่นยังไงฟระ นาฬิกาที่ห้อง ก็มองแทบไม่เห็น เพราะมืด มือถือ นาฬิกาปลุกก็ไม่ให้ใช้ ไอ้นาฬิกาข้อมือ ก็ไม่ได้ใส่นานแล้ว วิทยากรว่า ให้ใช้จิตอธิษฐานเอา แล้วจะตื่นเอง เอาวะ เป็นไงเป็นกัน
ปรากฎว่า นอนไม่หลับอะ ทั้งๆ ที่นอนห้องแอร์เย็นฉ่ำอุรา สงสัยจะตื่นเต้นเกินไป พยายามกำหนดรู้ลมหายใจ ไม่ให้จิตคิดโน่นนี่ ก็เล่นเอาพักใหญ่อยู่เหมือนกัน จึงผล่อยหลับไปได้ แต่พอหลับไปได้ไม่นาน ดันปวดฉิ๊งฉ่องซะอีก เลยจำใจเดินไปเข้าห้องน้ำทั้งสลัวๆ อย่างนั้น แถมไม่เปิดไฟห้องน้ำตอนเข้าด้วยนะ เพราะเกรงจะรบกวนผู้ที่หลับใหลอยู่
ไม่รู้กี่โมง รู้สึกตัวอีกที ตอนมีคนเดินไปมาสองสามคน ออ..คงได้เวลาแล้ว ไงตื่นก่อนเว้ยตรู จะได้เข้าห้องน้ำอย่างสบายจัง…หนอ
 
 
23 มิถุนายน 50
 
ตี 4.15 น. วิทยากร ตีระฆังให้รู้ว่า คุณมีเวลาอีก 15 นาทีในการทำธุระให้เรียบร้อย
ตี 4.30 น. เป็นต้นไป สวดมนต์ ฟังเสียงธรรมในเรื่อง "เมื่อมารให้โอกาส" และชมวิดีทัศน์ของ คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย จากนั้น พระอาจารย์ สุรศักดิ์ จรณธัมโม เมตตาเทศน์โปรด และให้กำลังใจลูกโยคี ท่านว่า การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การมาเดินจงกรม หรือ นั่งสมาธิ แต่คือ การเจริญสติ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน หากเมื่อใดที่จิตฟุ้งซ่าน ไม่ว่าจะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิก็ดี ให้กำหนดรู้สิ่งที่มากระทบทวารทั้ง 6 และถ้าง่วงเหงาหาวนอน ให้กำหนดรู้อาการทางกาย เช่น ท้องที่ยุบ-พอง เป็นต้น วิทยากรสอนให้ เดินจงกรมระยะที่สอง (ยก-หนอ, เหยียบ-หนอ)
7.30 น. ได้เวลาอาหารเช้า มีการถวาย-ลาข้าวพระพุทธ และกล่าวคำพิจารณาอาหาร
8.30 น. เริ่มฝึกการเดินจงกรมระยะที่หนึ่งสลับกับระยะที่สอง+นั่งสมาธิ ไปจนถึงเที่ยง เช้านี้ทำไม่ได้เรื่องเลย นิวรณ์มารบกวนเต็มไปหมด เดินก็ง่วง แขนที่ไขว้ก็ทั้งชาและล้า พอนั่งยิ่งง่วง ไม่เคยจับยุบหนอ พองหนอได้ ต้องใช้พุทโธตลอด ขาก็ปวด หลังก็เมื่อย
หลังอาหารเที่ยง 13.30 น. การปฏิบัติภาคบ่าย รู้สึกดีขึ้นหน่อยนึง แต่ยังมีโงนเงน ซวนเซ อยู่
14.30 น. ได้เวลาน้ำปานะ วันนี้เป็นน้ำองุ่นแสนชื่นใจ หลังจากพักแล้ว ก็เป็นการปฏิบัติช่วงบ่าย วิทยากรสอน เดินจงกรมในระยะที่สาม (ยก-หนอ, ย่าง-หนอ, เหยียบ-หนอ) และสอนวิธีแก้เมื่อย ด้วยท่าต่างๆ
 
หลังอาหารเย็น ก็ไปตามตารางการปฏิบัติเหมือนเมื่อวาน
คืนนี้ผล่อยหลับไปเร็วกว่าเมื่อคืน แล้วก็ไม่รู้เป็นไร ทำไมต้องปวดปัสสาวะกลางดึกอีกแล้ว ก่อนนอน อธิษฐานจิตไว้ว่า ขอให้เช้าพรุ่งนี้ตื่นทัน ปรากฏว่า ไม่รู้ตอนนั้นกี่โมง ที่เห็นคนลุกเดินไปเข้าห้องน้ำกัน เราก็ไปเข้าบ้าง พอล้างหน้าแปรงฟัน ถ่ายเสร็จ เอ ทำไมคนใช้ห้องน้ำน้อยจัง เหลือบไปเห็นนาฬิา โอ๊ยโหย่ เพิ่งจะตีสามสิบนาทีเอง ตื่นก่อนเวลามากๆ เลย จะกลับไปที่เตียงนอน นอนต่อก็ไม่ดี เพราะเกรงความง่วงจะชวนให้หลับยาว เลยลงมาที่ห้องปฏิบัติ เดินจงกรมสลับกับนั่ง(เก้าอี้) ไปจนได้เวลา ตี 4.30 น.
 
 
24 มิถุนายน 50
 
วันสุดท้ายของการอบรม วันนี้กิจกรรมค่อนข้างแน่นตั้งแต่เช้า ถึงปิดงานคือ เที่ยงตรง
เช้านี้ หลังจากสวดมนต์แล้ว ได้ฟังเสียงธรรมจาก คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย ในเรื่อง "พระในบ้าน" จากนั้นชมวิดีทัศน์ของท่านต่อ พระอาจารย์สุรศักดิ์ โปรดเทศน์ตอกย้ำต่อในเรื่องบุญคุณของพ่อแม่ ท่านว่า พ่อแม่เป็นพระสามประเภท  คือ พระอรหันต์ พระอาจารย์ และพระพรหม ของลูก ฟังท่านเทศน์ไป ก็เริ่มซาบซึ้ง ซึมขึ้นจนเข้าขั้นน้ำตานอง เมื่อวิทยากรสองท่าน มาอ่านคำกลอนพระคุณแม่ และแทบจะร้องไห้โห กำหนดความรู้สึกไม่ทัน เมื่อพิธีขอขมาบิดามารดาเริ่มขึ้น (ลูกโยคีที่มาร่วมปฏิบัติธรรมที่เป็นแม่ลูกกัน จะออกมานั่งข้างหน้าห้อง ส่วนคนที่ไม่มีแม่มา ก็ให้ทำเสมือนหนึ่งว่า แม่นั่งอยู่ข้างหน้าตัวเอง) ช่วงนี้น้ำตาไหลพรากกันหลายคน จนวิทยากรต้องเดินถือกล่องทิชชูแจก
มาถึงจุดนี้ หายสงสัยเลยว่า ทำไมทุกครั้งที่หลานไปปฏิบัติธรรมที่ ยุวพุทธิกสมาคม บางแค กลับมาถึงได้รักแม่มันนักหนา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้า ทะเลาะกัน เถียงกัน เส้นเอ็นคอแทบขาด
 
นอกจากพิธีขอขมาแล้ว ยังมีพิธีอวยพรวันเกิดสำหรับลูกโยคีที่เกิดในวันนั้น และมีการบังสุกุลให้กับผู้ล่วงลับ และผู้ที่กำลังป่วยด้วย เราก็พยายามนึกถึงญาติๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อส่งรายชื่อร่วมในพิธี แต่ขอบอกด้วยความสัตย์ตรง นึกชื่อญาติไม่ออกสักคน เพราะส่วนใหญ่เป็นชื่อจีน
จบพิธีแล้ว เป็นการชมวิดีทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับ ยุวชนที่เข้ามาบวชเณรปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ ขนาดเป็นเด็ก ยังมีความอดทนปฏิบัติได้เป็นเดือน ในชุดเสื้อผ้าที่ไม่ใช่ใส่ง่ายๆ แล้วนับประสาอะไรกับพวกเรา ปฏิบัติเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ท้อใจซะแล้ว
บัลลังก์สุดท้ายของวันสุดท้ายนี้ เราเลยมีความตั้งใจเต็มที่ และได้รับรู้ถึงผลดีของการปฏิบัติ เริ่มจะชิน ไม่รู้สึกเบื่อ ท้อ เหนื่อยหน่าย นี่ถ้าได้อยู่ต่อตามคอร์ส 7 คืน 8 วัน คงได้อะไรดีๆ กลับมาแน่นอน
ก่อนปิดการอบรม วิทยากรให้ชมรายการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว แจกหนังสือธรรมะ พร้อมแบบสอบถามให้กรอก เพื่อพัฒนาปรับปรุงการอบรม และศูนย์ฯ ต่อไป และเปิดโอกาสให้ลูกโยคีออกมาเล่าแชร์ความรู้สึกที่ได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่ มีโยคีชายท่านหนึ่งน่ารักมาก บอกว่า มาเข้าคอร์สนี้ เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับภรรยา
 
หลังจากรอรับมือถือกับกระเป๋าตังค์ที่ฝากไว้เมื่อวันแรก หลังปฐมนิเทศแล้ว ก็ไปรวมตัวกับพวกเพื่อนๆ เพื่อกินข้าวกลางวันที่ทางเจ้าภาพเลี้ยง เป็นมื้อสุดท้าย
ปิดคอร์สแล้ว ก็กลับมาเม้าส์กระจายกัน แต่ละคนพร่างพรูความรู้สึกต่อการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้อย่างเมามันส์ หมวยบอกว่า มาครั้งนี้ เธอ "คลิก" (หรือปิ๊ง) กว่าครั้งแรกที่ไปปฏิบัติ 7 คืน 8 วันที่ยุวพุทธฯ บางแค ซะอีก เรายินดีอนุโทนากับเพื่อน
พวกเรามีเรื่องคุยกันตลอดทางกลับบ้าน แต่เราก็ฟังๆ หลับๆ อะนะ เพราะง่วงเหลือเกิน
กำพลขับรถมาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ หลังจากส่งบอยที่พระประแดงแล้ว ราวบ่ายสาม
 
เมื่อมาพิจารณาแล้ว การดำเนินชีวิตของเราทุกวันนี้ น้อยมากที่จะมีสติกับปัจจุบัน เราอยู่กับการไร้สติจนคุ้นชิน แทบจะไม่เคยใช้สติดูใจตัวเองเลย ไม่ว่าสิ่งใดมากระทบเข้าทวารทั้ง 6 ใจพร้อมไปตามแทบจะอัตโนมัติ เกิดการปรุงแต่ง เป็นเรื่องเป็นราวไปเรื่อย เมื่อใดก็ตามที่เรามีสติ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย ท่านว่า "เมื่อนั้น จะเกิดความมหัศจรรย์ที่ใจ ใจถามใจ ใจสอนใจ และใจอธิบายใจ" ประมาณว่าจาก "เอ๋อ" ก็จะกลายเป็น "อ๋อ" มันเป็นเช่นนี้นี่เอง
กลับมาบ้าน พยายามตั้งใจเจริญสติเท่าที่ทำได้ พอมีสติต่อเนื่อง ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ โดยเฉพาะอกุศล ลดน้อยลงไปมากทีเดียว ทำอะไรไม่ค่อยลืม อาจจะเป็นช่วงที่ ใจกำลังสอนใจ ก็ไม่รู้จะอีกยาวไกลไหม กว่าจะถึงขั้น ใจอธิบายใจ
กันยา ณ เดือนเก้า
01/07/07
Advertisements