ช่างเป็นเทศกาลแห่งการรวมมิตรจริงๆ
 
**************************
 เย็นวันที่ 27 ก.ค.  
 
นานที หลายปีหน หนึ่งมิตรชิดใกล้บอร์ดบ้านเพลงเก่า จากแดนปลาดิบ นาม ป้าโซฟา (คู่ซี้ แม่นางโซเฟีย) หรือในชื่อ login ว่า คนห่างบ้าน จะได้มีโอกาสกลับบ้าน(เกิด) ป้าแกสร้างวีรกรรม ฝากฝีปาก ฝีมือไว้เยอะ เลยมีสมาชิกอยากเห็นตัวเป็นๆ ดิ้นได้ ร้องเพลงเพราะ (โดยมีรางวัลชนะการประกวด "นักร้องสมัครเล่นขวัญใจชาวบ้านเพลงเก่า" เป็นประกัน) จนต้องมีการนัดเจอกัน
คงเพราะเสียงร้องกรีดอารมณ์ในเพลง  "เชฟบ๊ะ ที่ชนะการประกวดของเธอ ทำให้เราหลวมตัว อยากไปดูไปฟังกับตากับหูว่าเป็นยังไง แล้วเรากับสมาชิกประจักษ์พยานคนอื่นๆ อันได้แก่ อาหมอ ปู่เด่น พี่ดา คุณเจี๊ยบ ป้านู๊ด ปูเป้ ชายน้อย เอก เจษ และครอบครัวนัต ก็ได้เจอสมใจ ที่ร้านส้มตำ เจ๊กี ซอยโปโล
ตัวจริงป้าโซ ไม่ต่างจากสำนวน (และรูปประจำตัว) ที่แกโพสต์ในบอร์ด ก๋ากั๋น มาดมั่น ช่างกัด แม้จะมีลูกโตเกือบเป็นหนุ่มสองคนแล้ว ก็ยังดูน่ารัก (แบบคนมีอายุ) ตลกโปกฮา และสงสัยอยู่ญี่ปุ่นนาน หน้าหมวยเลยกระเดียดออกไปทางหน้าญี่ปุ่น
เมื่อทุกคนรวมกลุ่มได้ที่ โดยมีประธานเจษ ทำพิธีปิดทองคำเปลวป้าแก ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบอร์ดแล้ว เริ่มมีการเม้าธ์อย่างออกรสออกชาติ ยิ่งกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้า เรื่องแปลกหน้าแปลกตากันอาจจะมีอยู่บ้าง แต่สำหรับความคุ้นเคย สนิทสนมแล้ว ไม่ต้องพูดถึง แหม ก็เล่นต่อปากต่อคำ ต่อกลอน ปะทะคารมกันผ่านทางบอร์ดซะอย่างเมามันส์ ไม่คุ้นกันมั่งให้มันรู้ไป
น่าเสียดาย กล้องที่เอาไป ถ่ายได้ไม่กี่รูป ก็แบตหมด พอดีป้าโซติดกล้องมาให้เราทดสอบ เพื่อสอนแกใช้ เลยได้กล้องตัวนี้มาเก็บบรรยากาศแทน ก็ไม่รู้จะได้ดูรูปเมื่อไหร่
กินข้าว(เหนียว)กันไป พี่ดาก็เร่งไป เพราะเฮียบุ๋งแกไปจองห้องเกะรอแล้ว คงเหงา ไม่อยากเฝ้าห้องคนเดียวเปลี่ยวใจ ราวสองทุ่มครึ่งพวกเราเคลื่อนขบวนด้วยเท้า (ยกเว้นเจษกับเอกที่ซิ่งมอไซค์ไป) ไปยัง Big Echo ไม่ไกลจากร้านส้มตำ นัตกับครอบครัวขอตัวกลับก่อน
กว่าจะได้ฤกษ์เปิดเพลงร้อง ก็ปาเข้าไปเกือบสิบห้านาที เพราะมัวแต่กดปุ่มหากัน โดยมีชายน้อยเป็นแกนนำ ออ ก่อนจะเริ่มอ้าปากร้องเพลงกัน พี่ดา ในฐานะแอดมินอาวุโสแห่งบ้านเพลงเก่า ได้มอบประกาศนียบัตร และของที่ระลึกให้แก่ป้าโซ ผู้ร้องเพลงได้ชนะใจสมาชิก
ที่นี่ไม่มีเพลง "เชฟบ๊ะ" เลยอดฟังเสียงฉบับก๊อปปี้จากป้าโซ เราได้อยู่ฟังป้าแกร้องไปสองเพลงที่ขัดแย้งกับอายุ คือ เด็กมีปัญหา กับ ผ้าเช็ดหน้า และเพลง แอบมีเธอ ที่พอจะอนุโลมเรื่องอายุ จาก เจษกะเอก ก่อนน้องมารับราวสามทุ่มนิดๆ
ขอบคุณป้าโซมา ณ โอกาสนี้ กับของฝาก ท๊อฟฟี่หลากรส ซึ่งเสร็จหลานๆ ไปซะแล้ว โดยที่เราไม่ได้ลิ้มรสซักกะเม็ด
 
 เช้ายันค่ำเสาร์ที่ 28 ก.ค.
วันแห่งการผิดแผนและผิดเวลา มีอยู่อย่างเดียวที่ทำเวลาได้ดี ถือเป็นสถิติโลก(ของเรา) คือ ไหว้เจ้าตอนเช้า เราเห็นว่าเสร็จเร็ว เลยเดินไปตลาดซื้อพวงมาลัย และของที่ติ๊กฝากซื้อและที่ฝากให้
ปลาไหล 7 ตัวราคา 100 บาท ทำให้เราต้องบึ่งไปบ้านติ๊กก่อนเวลานัด 9 โมง เพื่อไปเจอเพื่อนกลุ่มเธอที่เทคโนบางมด ซึ่งนัดกันไปขนตู้ไอติม เพื่อมาออกร้านในวิชา Marketing
เพื่อนในกลุ่มที่อาสาจะพาไปยังไม่มา ติ๊กเลยชวนให้เข้าห้องเรียน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาก จากเมื่อ 6 ปีที่แล้ว จากห้องที่ดูทึบด้วยประตูไม้ ถูกปรับให้สว่างโล่งขึ้นด้วยประตูกระจกอลูมิเนียม พร้อมอุปกรณ์เสริมช่วยสอนไฮเทคอื่นๆ อีกเพียบ
พอเข้าห้องเรียน ได้นั่งเก้าอี้เล็คเชอร์ วิญญาณนักศึกษาเมื่อ 6 ปีที่แล้วเข้าสิง ทั้งที่ใจก็บอกตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมตรูต้องนั่งตั้งใจฟังขนาดนี้ด้วยฟระ เอ้อแหน่ะ ติ๊กโยนสมุดโน้ตมาให้จดแทนอีก (ตัวเองนั่งเปิดโน้ตบุ๊คโหลดชีท และคุยโทรศัพท์)
กาลกลับกลายเป็นว่า พี่ที่สนิทม๊ากมากของจิ๋ว เพื่อนร่วมกลุ่ม และร่วมชั้นเมื่อคราที่ติ๊กเรียนอยู่ที่เทคโนคลองหก ดั๊นขับรถไปเอาตู้ไอติมคนเดียวถึงลาดพร้าว 110 ซะแล้ว เลยต้องรอพี่เค้าเอากลับมาที่ม. ระหว่างที่รอ เราเสนอติ๊กให้ไปซื้อโต๊ะพับลดราคาที่โลตัส (ทีแรกว่าจะไปบ่าย หลังจากกลับจากลาดพร้าว) แล้วค่อยมาเจอเพื่อนๆ เพื่อไปจ่ายมัดจำค่าตู้ และสัมภาษณ์พี่ม่วง (ขจร โถวสกุล : ผู้จัดการทั่วไป) อีกรอบ
ได้ซื้อโต๊ะลดราคาดั่งใจ ด้วยความหิวจัด พวกเราเลยแวะไปกินเตี๋ยวเป็ดที่ร้านคอช้าง กลับเข้าบ้านติ๊กเอาของไปเก็บ แล้วมาสมทบกับเพื่อนๆ เธอที่ม. กว่าจะรอจิ๋วกลับมาจากส่งพี่ซาหนิดและนัดเจอ เพื่อรับไปลาดพร้าวกัน โดยมี น้องจ๊อยซ์เป็นผู้ขับ และน้องอ้อ ติ๊ก เรา (ไม่รู้ไปเกี่ยวได้ไง) เป็นผู้ติดตาม ก็ปาเข้าไปบ่ายโมงนิดๆ แล้ว
รถติดสุดๆ แถมยูเทิร์นผิดไปเป็นลาดพร้าว 108 อีกต่างหาก ทำให้ต้องยูเทิร์นกลับมารถติดอีกรอบ เพื่อยูเทิร์นไปซอย 110 โชเฟอร์จ๊อยซ์ชักหงุดหงิด จนต้องบ่นอุบ กว่าจะถึงที่ บ่ายสองกว่าๆ เฮ้อ ได้จ่ายตังค์กะสัมภาษณ์พี่เค้าสักที ไอ้เราที่ไม่รู้เกี่ยวไรด้วยแต่แรก ร่วมสัมภาษณ์พี่เค้าด้วยเฉยเลย ชักจะสับสนกับตัวเอง เอ้อนี่ ตกลงฉันกลับมาเรียนป.โทอีกรอบใช่ไหมเนี่ย ต๊าย นึกแล้วกลัวสอบคอมพรีขึ้นมาจับใจ
ขากลับรถก็ติดหนึบ จนทำให้เราผิดเวลานัดตอน 4 โมงเย็นกับพวกน้องๆ ที่เคยเรียนโทด้วยกันไป พอจ๊อยซ์ขับรถกลับถึงม.แล้ว เรารีบบึ่งรถไปรับกบกับบอยที่บ้านกบ เอกชัย ซ.30 เพื่อไปตามสถานที่นัด คือ บ้านใหม่เอ๋ Nirvana ถ.กัลปพฤกษ์ ต่อไป
แห่ะ แห่ะ ไปสายสุดเลยคับทั่น เจ้าบ้านคือ เอ๋ เอ(แฟนเอ๋) และน้องพูม่า ที่ตอนนี้อายุ 1 ขวบกับ 3 เดือนแล้ว (ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้เลยรึนี่) พร้อมเพื่อนๆ ที่นอกจาก หนูแล้ว ก็มีลภ (แฟนหนู) และโอ
หลังสำรวจบ้านใหม่ ที่ยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ แต่พร้อมเข้าอยู่แน่ๆ ต้นปีหน้าแล้ว พวกเราตกลงไปกินข้าวเย็นที่ร้าน "อิ่มปลาเผา" กัน ได้เจออีกหนึ่งบอยที่เคยเรียนด้วยกันด้วย ไม่รู้บังเอิญหรือจงใจกันแน่ บอยมากับเพื่อนสองคนกับอีกหนึ่งหมา
งานนี้ขาดสาวสวยขาเม้าธ์ไปหนึ่งคือ ฝน ฝนติดธุระไปเที่ยวต่างจังหวัดเลยมาไม่ได้ รายนี้ก็ไม่ได้เจอกันนานแล้วเช่นกัน เจอกันอีกที คงเป็นวันที่ฝนต้องไปผ่าเอาซีสที่รังไข่ซ้ายออก แหงม
โต๊ะนี้ไม่มีเบียร์มีไวน์เหมือนโต๊ะเกะเมื่อคืนวันศุกร์ เพราะอยู่ในช่วงจะเข้าพรรษา  และคงไม่ใช่ภาพพจน์ที่ดีแก่เด็กตัวน้อยอย่างเจ้าพูม่าด้วย พวกเราอยู่กันไม่ดึก เพราะเจ้าตัวเล็กไม่สบาย ไข้ขึ้น อยู่นานไม่ได้
หลังจากส่งกบหน้าปากซอยบ้านแล้ว ก็ส่งบอยต่อที่ท่าน้ำท่าดินแดง เป็นอันจบงานรวมมิตรในวันนั้น
 
 อาทิตย์ที่ 29 ก.ค.
มีเรื่อง แต่ไม่อยากเล่า
 
 จันทร์ที่ 30 ก.ค.
หลานสองตัวหยุดยาวตั้งสี่วัน น้องสาวเลยตั้งใจว่า จะหาเวลาสักวันหนึ่งไปตลาดเก่าสามชุก จ.สุพรรณ มาวันนี้ ก็มาถามเราว่า ตกลงจะไปไหนดี เราบอกว่า ไปวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แล้วกัน อยากไปมานานแล้ว
ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เราเข้าเน็ต พรินท์แผนที่วัดออกมาเสร็จสรรพ พร้อมเดินทางได้ในเวลา 9 โมงกว่าๆ พอน้องคนเล็ก(มิ) รู้ว่าไปวัด เลยไปด้วย
จากฝั่งธนฯ ไป นครปฐม ด้วยเส้นทางตัดใหม่ ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็ถึงวัด ณ วัดอ้อน้อย คราคร่ำไปด้วยผู้คนนุ่งขาวห่มขาว คงมาปฏิบัติธรรมในช่วงวันอาสฬหบูชาและเข้าพรรษา เวลานั้นเที่ยงกว่าๆ แล้ว ช่วงบ่ายจะมีพิธีลาศีล พวกเราไม่ได้เข้าไปที่โบสถ์ เพราะคนเยอะ แต่หลังจากเดินชมสถานที่พอเป็นพิธี และทำบุญถวายปัจจัยหยอดตู้แล้ว พวกเราเข้าไปกราบพระที่พระอุโบสถกลางน้ำ ต้องถอดรองเท้าเดินข้ามสะพาน แม้จะมีพรมปูเป็นทางให้เดิน แต่ด้วยความที่อากาศร้อนจัด พรมก็พรมเหอะ ร้อนมาก ทีแรกก็พยายามเดินช้าๆ อย่างมีสติ แต่ไม่ไหว สติแตกซะก่อน ไม่วิ่งเท้าพองแน่
นั่งพักพอเย็นใจหายร้อนแล้ว เราแยกไปดูสื่อธรรมะ ที่มูลนิธิธรรมะอิสระ ที่เหลือยืนกินไอติมแล้วไปรอที่รถ ไม่ได้หนังสือหรือซีดี แต่ได้น้ำอ้อยกลับมาที่รถหนึ่งถ้วย แบ่งปันกันถ้วนหน้า
เนื่องจากอยู่บนถนนมาลัยแมน เหมือนกัน พวกเราเลยแวะไปที่ อุทยานแมลงเพื่อการศึกษาของ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซันซันดี๊ด้าน่าดู แต่ต้องจ๋อยรับประทาน เมื่อไปถึงแล้วพบว่าปิด มีบ่นคับ มีบ่น แถมไปโทษแม่อีก เด็กไรฟระ ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
มื้อกลางวันที่ล่วงไปทานเอาเมื่อบ่าย คือ บ้านริมน้ำ ไม่ไกลจาก ม.เกษตรเท่าใดนัก ร้านติดริมคลอง ร่มรื่นพอใช้ได้ กับข้าวสี่อย่าง ข้าวหนึ่งโถ โค้กหนึ่งขวด น้ำเปล่าสองขวด(มั่ง) น้ำแข็งเปล่า 6 ทั้งหมด 500 บาท นับว่าไม่แพง อาหารก็ไม่ถึงกับเลวร้าย
ระหว่างทางที่มาวัด น้องเหลือบเห็นป้ายไปสุพรรณ เลยถามคนที่ร้านว่า ไป วัดไผ่โรงวัว อีกไกลไหม เค้าบอกเส้นทาง รวมระยะทางให้เสร็จราว 40 กิโล ดูเหมือนไกล แต่พอขับไปจริงๆ ก็ไม่เท่าไหร่
ที่ตั้งใจมาที่นี่ เพราะอยากให้หลานๆ เห็นเมืองนรก เผื่อจะเกิดอาการกลัวบาป อุ๊นไม่กล้าเข้า เกาะอี้มิไว้ซะแน่น น้องเลยต้องพาเดินอยู่ด้านนอก ส่วนซันซัน ก็ให้ความสนใจกับบรรดาเปรตๆ ทั้งหลายอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่รู้จะไชลึกเข้าถึงใจได้ซักแค่ไหน เราดึงตัวหลานมาชี้ให้ดูเปรตที่ตบตี กับ ด่า ว่าพ่อแม่ เผื่อจะสำนึกมั่ง
นานมากๆๆๆๆ แล้วที่ไม่ได้มาวัดนี้ น่าจะ 20 ปีอัพได้มั๊ง เท่าที่จำความได้ เปรตเดี๋ยวนี้ ดูดีกว่าตอนโน้นๆๆๆ เยอะ ดูมีสีสรร สยดสยองขึ้น เทียบเคียงได้กับเปรตในใจมนุษย์ยุคนี้เลยทีเดียวก็ว่าได้ เหอะๆ
เดินชมไป เห็นตู้ทำบุญไป นึกอยากเอาเงินหยอดตู้ เลยไปแตกแบงค์ในบาตรกับหลวงพ่อที่จุดทำบุญ เรายื่นแบงค์ย่อยให้หลวงพ่อดู หลวงพ่อบอกว่า ไม่ต้องให้ดูร๊อก คนมาทำบุญย่อมมีจิตใจดี – – สาธุค่ะ หลวงพ่อ
ตอนกลับออกจากวัด ได้แวะถ่ายรูปพระพุทธรูปนับร้อยองค์บนลานดิน น่าเสียดายที่ไม่ได้เดินชมสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่าง สวรรค์ภูมิ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พระวิหารร้อยยอด พระพุทธโคดม ฯลฯ แต่ก็รู้สึกดี ที่ได้มาวัดและทำบุญในวันนี้
ถึงบ้านเย็นย่ำ เดือน คนดูแลพ่อ (เปลี่ยนคนอีกแล้วล่ะ) ถามอุ๊นว่า ได้ไอ้นี่ (ขวดน้ำยาเป่าฟองลายการ์ตูน) มาจากไหน?
อุ๊นตอบอย่างไม่ยำเกรง และมาดมั่นว่า "ซื้อมาจากนรก"
 
โห หลานเรา ริอาจเดินช้อปปิ้งแดนนรกเลยเหรอนี่
 
ปล. อุ๊นเรียก วัด ว่า "เมืองของพระ"
กันยา ณ เดือนเก้า
02/08/07