ตั้งแต่เข้าปี พ.ศ. 2551 มา ได้พบพานเรื่องดีๆ มีประสบการณ์ใหม่ๆ ก็หลายเรื่อง แต่ไม่รู้เป็นไร ขี้เกียจอัพ ขี้เกียจเล่าไปซะเฉยๆ
 
 
************************
 
 
เสียดายอยู่เหมือนกัน ที่ไม่ได้บันทึกไว้ ครั้นจะรื้อฟื้น ก็ลืมรายละเอียดไปหมดซะแล้ว นี่ อาศัยช่วงจังหวะเล็กๆ ที่เจ้าความขี้เกียจแอบไปทำหน้าที่ตามชื่อมัน ก็เลยเอาซะหน่อย ก่อนที่จะเรื่องราวจะถูกลืมเลือนไปอีก
 
หลังจากห่างหายไปฟังธรรมที่ สโมสรกรมการแพทย์ทหารเรือ ซะนาน ประจวบเหมาะที่ได้เห็นกำหนดการ การจัดงานจากเว็บกลุ่มธรรมะรักษา (http://dhammaruksa.multiply.com/) และเจ้าหน้าที่กลุ่มก็ได้โทรแจ้งด้วยว่า 27 เมษานี้จะมีงานบรรยายธรรม เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่ควรไป
 
ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ถูกเชิญมาบรรยายธรรมในภาคเช้าของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
 
รู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าเป็นคนนี้มาบรรยาย ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แต่มันดันลืมไป ไม่ทันเตรียมใจ ไม่ได้ตั้งตัว เจอกิจกรรมที่คาดไม่ถึงเข้าให้เลย 555
 
  • Mirror Cell – เซลล์กระจกเงา เป็นเซลล์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นไปสู่รุ่น (พ่อแม่ ตีกัน ตบกัน ตะคอกกัน ฯลฯ  ลูกจะออกอาการเดียวกัน เมื่อแต่งงานแล้ว ก็ทะเลาะกับคู่ของตน   อารมณ์พ่อแม่เป็นเชื้อโรคระบาดใส่ลูก)
  • สังคมไทยยังขาดการ "คุยกันดีๆ"
  • หลักการดูจิตของดร.- ถ้ามีอกุศลเกิดขึ้น ให้ตบทิ้งทันที เพื่อไม่ให้มันเติบโต
  • ตัวโพธิกลางใจ ฝึกให้เกิดขึ้นได้ด้วยการให้อภัย
  • สิ่งปนเปื้อน คือ ความเชื่อ ค่านิยม การปลูกฝังที่ผิดๆ
  • สงคราม เกิดจากการที่มนุษย์เข้าไปปรุงแต่ง
  • Inner Voice – การได้ยินเสียงของตัวเอง ไม่ใช่เสียงของผู้บรรยาย
  • กิเลสที่แสบมากตัวหนึ่ง คือ กิเลสที่มาจากความคิดของตัวเอง (Inner Voice ที่ถูกปรุงแต่ง)
  • ถ้าไม่อยากให้จิตเกิด ให้ระวังความคิดของตัวเอง
  • ตัวตนที่แท้จริงของเรา คือ ของเก่าที่ปนเปื้อนมาจากหลายๆ ชาติที่แล้ว
  • ตัวเรา คือ ครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ส่วนพระพุทธเจ้า คือ อาจารย์ใหญ่
 
กิจกรรมค้นหาตัวเองโดยปราศจากความปนเปื้อนผ่านสัตว์ 4 ทิศ
 
 
 
 
ต้นตำนานมาจากชาวอินเดียนแดง
ทิศเหนือ – กระทิง (ตัวแทนโทสะจริต)
 
เน้นเป้าหมายเป็นหลัก วิธีการว่ากันทีหลัง (มั่วๆ ไปก่อน เดี๋ยวเรียนรู้เอง) ใจร้อน ขยันทำ ลงมือทำทันที ขี้โมโห ศัตรูเยอะ ฉลาดแต่ไม่เฉลียว รัก-เกลียดรุนแรง เป็นนักรบ เกลียดคำว่า "ทำไม่ได้" โกรธ ถ้ามีใครมาบอกว่า "อย่าทำ"
 
ถ้าเป็นผู้นำ…

บุคลิกลักษณะ : มีนิสัยรวดเร็ว ทันใจ หวังผลเลิศ ชอบลงมือทำงานด้วยตนเอง แบบออกแอคชั่นด้วยตนเองมากกว่าฟังคนอื่นว่าตามกันมา ดังนั้นความรู้ที่ได้สั่งสมมาจึงมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง จึงไม่เชื่อทฤษฎี โดยบุคลิกแล้วจะมีลักษณะดุดัน กล้าชน กล้าเผชิญหน้า มีความมุ่งมั่น จริงใจ เคลื่อนไหวรวดเร็วอย่างมีเป้าหมาย ชอบเห็นผลเร็ว ชอบอยู่แนวหน้า กล้าแสดงออก ชอบใช้พลัง มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว เหมือนวัวกระทิงที่เจอสีแดงแล้วจะวิ่งชนทันที ถือว่าเป็นทิศของนักรบ เพราะมีความกล้าเสี่ยง กล้าท้าทาย ชอบวิ่งชนกับปัญหา ผู้นำลักษณะนี้เหมือนเถ้าแก่ยุคแรกเริ่มในการทำธุรกิจของเจ้าสัวชาวจีน อยู่ในธาตุหยางตามหลักความเชื่อของชาวจีน นักการเมือง สื่อสารมวลชน ทนายความ มักจะมีบุคลิกของความเป็นกระทิงอยู่สูง

 

ข้อดี : พร้อมปกป้องดูแลลูกน้องแบบเป็นแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกไก่ เป็นคนเอาพรรคเอาพวก ชอบอยู่เป็นกลุ่มก้อน ถือว่าเป็นทิศแห่งการยืนหยัด พร้อมเผชิญหน้ากับความขัดแย้งทุกรูปแบบ ท้าทายอำนาจอย่างเปิดเผย
 
ข้อเสีย : ควรที่จะยอมผิดพลาดบ้าง รู้จักที่จะช้าๆ กับบางเรื่อง รู้จักอดทนรอคอย อย่าคิดเร็วทำเร็ว หัดทบทวนการตัดสินใจของตัวเองดูอีกครั้งว่าถูกต้องแม่นยำจริงๆ แล้วหรือไม่ เพราะอาจแฝงไว้ด้วยความมีความเป็นตัวตนสูง หรืออาจจะทำให้ดูเป็นคนชอบใช้อำนาจมากเกินไป
 
 
 
ทิศใต้ – หนู (ตัวแทนโลภะจริต)
 
สัมพันธภาพมาอันดับหนึ่ง ขี้เกรงใจ รักษามารยาท ไม่ชอบมีเรื่อง ขี้กลัว กลัวแล้วดื้อ แคร์เรื่องความรัก ปากกับใจไม่ตรงกัน เป็นท่านทูต
 
ถ้าเป็นผู้นำ…
 
บุคลิกลักษณะ : ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและอารมณ์สูง ชอบใช้ใจมากกว่าการใช้กำลัง มีบุคลิกรวดเร็ว ว่องไว ปราดเปรียว ขี้เล่น ขับเคลื่อนพลังด้วยความรู้สึกที่ใส่ใจ ชอบช่วยเหลือดูแลคนรอบข้างแบบอบอุ่น ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หล่อเลี้ยงและดูแลดึงคนมารวมกันอยู่ด้วยหัวใจได้อย่างมากมาย จะทำทุกวิถีทางที่ทำให้คนรอบข้างตัวรู้สึกดีอยู่เสมอ ถือว่ามีความเป็นผู้ให้สูง โดยลักษณะของหนูนั้นจะไม่เรียกร้อง เป็นคนไม่เปิดเผย มีแบบแผน และชอบสนองความต้องการของผู้อื่นมากกว่าความต้องการของตนเอง
 
สังคมไทยจะคาดหวังให้ผู้หญิงมีบุคลิกลักษณะเป็นแบบหนู เพราะที่สำคัญบุคลิกของผู้นำในทิศนี้จะเป็นคนที่มีความประนีประนอมสูง ไม่ชอบเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง จะหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรง รูปแบบการเป็นผู้นำแบบหนูนั้น ภาวะจะไม่เด่นเหมือนกระทิง มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้ประสานงานแบบเป็นกาวใจ มีความอ่อนโยนสุภาพ เป็นผู้นำในแบบผู้เยียวยา ถือว่าเป็นหยิน กล่าวคือเป็นฝ่ายตั้งรับ ผู้นำแบบนี้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาดี และผู้ที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยามักจะเป็นผู้นำแบบทิศใต้นั่นเอง เป็นผู้นำในแบบผู้ประสานงานให้เกิดความราบรื่นในหมู่คณะแบบกาวใจนั่นเอง คนในอาชีพศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี จิตรกร มักจะมีบุคลิกแบบหนูสูงสุด
 
ข้อดี : จะเป็นผู้ที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรง ไม่ชอบปะทะหรือใช้กำลังทำลายล้าง จะได้กลิ่นของความขัดแย้ง หรือความไม่ลงรอยกันได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานใดที่ได้ผู้นำหรือผู้ร่วมงานแบบนี้จะโชคดี เพราะจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้รวดเร็วและราบรื่น
 
ข้อเสีย : แต่ที่โชคร้ายก็คือ องค์กรแบบนี้มักจะไม่ค่อยเจอผู้นำในแบบหนู เพราะหนูจะลาออกไปเสียก่อน เนื่องจากไม่สามารถจะอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงได้ และอาจจะถูกข่ม เนื่องจากมีความอ่อนโยน และประนีประนอมมากเกินไป เพราะจะเป็นผู้นำแบบขี้สงสาร ชอบความสงบ และรักสันติ ในหน่วยงานต่างๆ มักจะพบผู้นำในแบบกระทิงมากกว่าผู้นำแบบหนู
ข้อเสนอแนะ : ควรนำความเด็ดเดี่ยว กล้าเผชิญกับปัญหาแบบกระทิงมาไว้ในความเป็นหนูบ้าง เนื่องจากหากเป็นหนูล้วนๆ จะดูใจน้อย ใช้ใจ ใช้อารมณ์มากเกินไป จนดูอ่อนแอไม่น่าเกรงขาม และยากที่จะเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าหนูกับกระทิงมาผสมกันจะดูดีขึ้น เป็นหนูที่ทรงพลัง
 
 
 
ทิศตะวันออก – นกอินทรี (ตัวแทนโมหะจริต)
 
ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบของใหม่ของแปลก ทำตัวเหมือนดาวเทียม รู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่ไม่ละเอียดและลงมือทำจริงจังสักเรื่อง (จอมโปรเจค) มีวิสัยทัศน์ไกล แต่เบลอๆ
 
ถ้าเป็นผู้นำ…
บุคลิกลักษณะ : เป็นคนชอบมองภาพรวมใหญ่ๆ เชื่อมโยงเครือข่ายแบบสร้างสรรค์ ไม่ค่อยสนใจรายละเอียด มีจินตนาการสูง เป็นนักคิดนักฝันสูง ชอบเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ชอบคิดนอกกรอบ แสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ มักจะไปที่ที่ไม่เคยไป เป็นจอมโครงการเจ้าโปรเจ็กต์ บางครั้งเหมือนพวกฝันกลางวัน ขายฝันเก่ง สนใจทุกเรื่องราว อยากทำทุกเรื่อง จนบางครั้งทำงานแบบไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะสนใจไปหมดทุกเรื่อง ทั้งยังไม่มีลำดับความสำคัญก่อนหลัง จะเรียกว่าเป็นผู้นำแบบจับจดก็ได้ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ไม่อยู่กับอะไรนานๆ จึงควรยึดอะไรให้มั่น ทำงานหลักๆ ให้ได้เสียก่อนว่าชอบอะไรแน่ แล้วอะไรควรทำก่อน-หลัง
 
ควรเรียนรู้ระบบตามแบบผู้นำอย่างหมีหรือกระทิงดูบ้าง ควรคิดใหม่ ทำใหม่ ผู้นำแบบอินทรีนั้นห้ามทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เนื่องจากเป็นคนชอบอิสระสูง ชอบสร้างเรื่องประหลาดใจเสมอ อะไรที่เหนือความคาดหมายนั้นจะชอบเป็นพิเศษ ดังนั้นจะไม่ชอบทำอะไรแบบซ้ำซากจำเจ แบบพวกนักสร้างสรรค์งานโฆษณา ผู้กำกับภาพยนตร์ มักจะมีบุคลิกแบบอินทรีสูง
 
ข้อดี : จะมีชีวิตการทำงานที่มีสีสัน สนุกสนาน แต่หาสาระแก่นสารไม่ได้ หรือยากที่จะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะอาจดูกลายเป็นคนจับจดหยิบโหย่ง ด้วยความเป็นคนไม่ชอบความซ้ำซากจำเจจึงอาจกลายเป็นคนทำงานไม่ต่อเนื่องได้
 
 
ทิศตะวันตก – หมี (ตัวแทนโมหะจริต)
 
ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบเสี่ยง ชอบความมั่นคง มองการณ์ไกลแบบแคบๆ (เหมือนกล้องเทเล่+กล้องจุลทรรศน์) ช่างเก็บรายละเอียด เลือกที่รักมักที่ชัง
 
ถ้าเป็นผู้นำ…
บุคลิกลักษณะ : เป็นแบบเสถียร คือต้องการความมั่นคงสูง เป็นคนหนักแน่นแบบช้าแต่มั่นใจ (ช้าแต่ชัวร์นั่นเอง) มีนิสัยชอบวิเคราะห์วิจัย มีแบบแผนวิธีการทำงานที่ลงตัว หรือจะเรียกว่ามีระเบียบวินัยสูง มีความเชื่อว่าความเป็นระบบจะทำให้เกิดความสำเร็จ ไม่ชอบความวุ่นวาย มีความรอบคอบ จะมองทุกอย่างไปข้างหน้าเสมอ คิดล่วงหน้า ชอบวางแผน มีขั้นตอนมีตรรกวิทยา ซึ่งจะต่างกับกระทิง ที่จะไม่ชอบวางแผน ทำงานแบบบุกตะลุย ประสบความสำเร็จแบบไม่มีกระบวนท่า
 
แต่ผู้นำแบบหมีนั้น จะเป็นพวกอนุรักษนิยม คือมีขั้นมีตอนมีระบบระเบียบ บริหารงานแบบใจเย็น มีหลักการสูง มีกรอบมีกติกา ในการดำเนินชีวิตใช้เหตุผลเยอะ บางครั้งอาจจะดูเหมือนเป็นคนที่สื่อสารยาก เพราะชอบทำงานแบบอนุรักษนิยม คือเป็นระบบเป๊ะๆ ไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง จึงไม่ชอบทำอะไรแบบฉับพลันดำริ ชอบสังเกตการณ์ทุกสิ่งรอบตัว ไม่ชอบเกาะติดนัวเนีย รักษาระยะและพื้นที่ตัวเองสูง ไม่ให้ใครเข้ามาในชีวิตส่วนตัวมากนัก รักความสันโดษ ผู้นำแบบนี้เหมาะกับการทำงานในอาชีพนักบัญชี นักการเงิน สรรพากร ดูแลเรื่องภาษี เป็นคนกลัวพลาดสูง
 
ข้อดี : จะเป็นผู้นำที่หาความผิดพลาดได้ยาก เพราะมีหลักการทำงานแบบมีระบบระเบียบ เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ มีปรัชญาในการทำงานในลักษณะที่เรียกว่าป้องกันดีกว่าแก้ไข
 
ข้อเสีย : มีลักษณะการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ผู้นำแบบหมีนั้นควรจะมีความเป็นอินทรีหรือกระทิงผสมอยู่ในการทำงานจะทำให้มีการทำงานมีความสุขและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
 
 
 
 
ดร.ให้ผู้ฟังพิจารณาตัวเอง ตอนที่ไม่กดดัน ตอนใจโล่งๆ จิตว่าง เป็นอิสระ ว่าเป็นตัวเองน่าจะจัดอยู่ในสัตว์ชนิดใด แล้วจัดกลุ่มตามประเภท

ให้สมาชิกในแต่ละกลุ่ม บอกลักษณะนิสัยตัวเองว่า ทำไมถึงคิดว่าเป็นสัตว์ประเภทนั้น
ให้โอกาสเปลี่ยนกลุ่ม ถ้ารู้ตัวว่าไม่ใช่ หรือสมาชิกในกลุ่มพิจารณาแล้ว เห็นต้องกันว่า สมาชิกคนนั้นไม่ควรอยู่ในกลุ่มนี้
(หลายคนลังเลว่าจะอยู่กลุ่มไหนดี เพราะชีวิตถูกปนเปื้อนจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว หรือเรื่องงาน จนมองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงอย่างชัดเจน)
ในแต่ละกลุ่ม นับ 1-10 ใครได้เลขใด ให้ไปรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน
ให้บอกลักษณะนิสัยตัวเองอีกครั้ง ข้อดีและข้อเสียของตัวเอง (หรือสัตว์ประเภทนั้น)
 
 

 

แอบอึ้งกิมกี่ตั้งแต่ตอนที่ดร.บอกให้แบ่งกลุ่ม เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป อะนะ ตามประสาคนชอบเก็บตัว ขี้อาย พูดเท่าที่จำเป็น แบบหมีๆ (คิดว่าอย่างนั้นนะ) อย่างเรา ก็เล่นเอาประหม่า หัวใจดุ๊กดิ๊กดีดดิ้นไม่ใช่น้อย เท่าที่จำความได้ ออกไปพูดต่อหน้าผู้คนที่มีมากกว่าสองขึ้นไปล่าสุด ก็เมื่อราวๆ เจ็ดปีที่แล้วนี่เอง เมื่อครั้งพรีเซ็นต์งานกลุ่ม ตอนเรียนป.โท
 
ไหนๆ ก็หลวมตัวมาแล้ว เอาวะเป็นไงเป็นกัน ครั้งแรกให้พูดถึงอุปนิสัย ก็ลื่นไหลไปได้พอสมควร เพราะเป็นอะไรที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
 
แต่พอมาอีตอนให้พูดถึงข้อดีนี่สิ ความทรงจำในสมอง suddenly blank เรื่องไรดีอะ จะวนมาถึงตรูแล้ว คิดๆๆๆๆๆ เซ่ โป๊กๆๆๆๆ พยามยามเคาะหาเรื่องออกมาให้ได้…เอาเรื่องทำห้องพระกับจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วแล้วกัน อะไรที่ไกลกว่านั้น นึกไม่ออกวุ้ย เฮ้อ มั่วนิ่มรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด 555 ดีนะ ที่ไม่ต้องพูดถึงข้อเสีย เพราะหมดเวลาซะก่อน ไม่งั้นเอ๋อแน่
 
เบื่อตัวเองที่เป็นคนไม่ค่อยจดจำเรื่องราวเด่นๆ และประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เอ รึเราจะเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันมากไปนะ อิๆ แต่กับเรื่องเจ็บๆ ทำไมยังชอบเก็บมาจำไม่รู้
 
จุดประสงค์ของกิจกรรมนี้ คือ การรู้จักคนอื่น รู้จักเคารพความแตกต่าง และให้รู้จักเฉลียว
ตรงกลางของทิศทั้ง 4 คือ พื้นที่ว่างที่เรียกว่า BA หรือ Buddhist Area
ไม่ว่าเราจัดตัวเองอยู่ในสัตว์ประเภทใด ให้พยายามนำตัวเองมาอยู่ตรงกลางพื้นที่นี้…อย่างมี "สติ" แล้วก็ทำตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 
ดร.ว่า ถ้าจับกลุ่มกลั่นกรองกันไปอีกสักสองสามรอบ เราจะรู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น…อย่างไม่ปนเปื้อน
 
 
กันยา ณ เดือนเก้า
30/04/08