28 พฤศจิกายน 2553 เวลา 09.45-12.00 น.
ณ สาวัตถีธรรมเธียเตอร์ ยุวพุทธิกสมาคมฯ
บรรยาย โดย อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

*************************************

  • หากเราเข้าใจวงจรปฏิจจสมุปบาท (ภาวะที่อาศัยกันเกิดขึ้นซึ่งเป็นระบบการกำเนิดของชีวิต) เราจะสามารถหาทางหยุดความเป็นทาสจากอวิชชาได้
  • วงจรปฏิจจสมุปบาท ประกอบด้วย อวิชชา > สังขาร > วิญญาณ > นามรูป > สฬายตนะ > ผัสสะ > เวทนา > ตัณหา > อุปาทาน > ภพ > ชาติ > ชรามรณะ > โสกะปริเทวะ
  • ตัวอย่างเช่น เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เสียงกระทบเข้ามา > ใจสั่นไหว > โทสะบีบคั้น
  • เมื่อละความเป็นตัวตนได้ ก็จะเห็นขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น
  • อนุสัยกิเลส ทำให้เราไม่เห็นความจริง
  • ทุกข์ทั้งหมดเริ่มจากต้นทางคือ อวิชชา
  • สติจะทำให้เกิดปัญญาเห็นต้นเหตุของปฏิจจสมุปบาท สุดท้ายแล้ว จะรู้ว่า ทุกคนว่างเปล่าจากการมีตัวตน
  • เมื่อเราปฎิบัติมรรคมีองค์ 8 จนถึงจุดๆ หนึ่งที่อวิชชาดับ ทุกอย่างก็จะไล่ดับไปเรื่อยๆ
  • วงจรปฏิจจสมุปบาท เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงเห็น และนำมาบอก+สั่งสอนสัตว์โลก

  

  • อวิชชา : ความไม่รู้อริยสัจจ์ 4 > ความไม่รู้ในทุกข์ / เหตุให้เกิดทุกข์ / ความดับทุกข์ / หนทางแห่งการดับทุกข์
  •  ผู้ที่เห็นแจ้งในอริยสัจ คือ ผู้ที่มีสัมมาทิฐิ จะเปลี่ยนอวิชชา > วิชชา (ความเห็นที่ถูกต้อง)
  • เมื่อเห็นถูก > คิดถูก > พูดถูก > ทำถูก
  • อวิชชา > มิจฉาทิฐิ > เห็นผิด > คิดผิด > พูดผิด > ทำผิด
  • สังขาร : สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่ กายสังขาร / วจีสังขาร / มโนสังขาร
  • วิญญาณ : ความรู้แจ้งในอารมณ์  > จักขุ / โสต / ฆาณ / ชิวหา / กาย / มโน
  • นามรูป : รูป / เวทนา / สัญญา / สังขาร
  • สฬายตนะ : เกิดขึ้นเพื่อดิ้นรนต่อเชื่อมกับโลกภายนอก
  • ผัสสะ : ความกระทบ ความประจวบ > จักขุสัมผัส / โสตสัมผัส / ฆาณสัมผัส / ชิวหาสัมผัส / กายสัมผัส / มโนสัมผัส เกิดขึ้นเพื่อรักษาสถานภาพวิญญาณไว้
  • เวทนา : เวทนา 2 > กายิกเวทนา / เจตสิกเวทนา เวทนา 3 > สุข / ทุกข์ / อทุกขมสุขเวทนา
  • ตัณหา : กามตัณหา / ภวตัณหา / วิภวตัณหา
  • กาม คือ ความทะยานอยากที่เกิดจากประสาททั้ง 5 (ใจที่อยากจะเสพ)
  • อุปาทาน : ความยึดมั่น ถือมั่น > กามุปาทาน (ยึดมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) / ทิฏฐุปาทาน (ยึดมั่นในทฤษฏี) / สีลัพพตุปาทาน (ยึดมั่นในศีลและพรต-ทำตามๆ กันมา โดยไม่รู้) / อัตวาทุปาทาน (ยึดมั่นในตัวตน)
  • ภพ : ความมี ความเป็น > กามภพ / รูปภพ / อรูปภพ
  • ชาติ : ความเกิด
  • ชรา มรณะ : ความแก่ และ ความตาย
  • โสกะปริเทวะ : ความแห้งใจ ความคร่ำครวญ

 

  • มโนทุจริต รุนแรงสุด เพราะเมื่อเกิดมโน > กายทุจริต > วจีทุจริต
  • เมื่อใดหมดอยาก เมื่อนั้นเกิดสุข
  • เมื่อใดที่เกิดตัณหา เมื่อนั้นเกิดทุกข์
  • แต่โดยแท้แล้ว การเกิดขันธ์ทำให้มีทุกข์
  • วงจรปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ในทุกๆ ที่มีวิญญาณ
  • สมาธิช่วยละราคะ
  • ต้องใช้อริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อทำให้เกิดปฏิจจสมุปบาทสายดับ (ทวนกระแส)
  • อาหารของกิเลส > ราคะ นันทิ(ความเพลิน) ตัณหา
  • ถ้าหากจะถอดถอนสิ่งใด ให้ถอดถอดจากฉันทะและราคะ
  • วิราคะธรรม > ความไม่มีสุขและทุกข์
  • การเห็นการเกิดดับ จะทำให้เห็นการเกิดทุกข์
  • อิทัปปัจจยตาต่างจากปฏิจจสมุปบาท ตรงที่ไม่มีเรื่องของวิญญาณมาเกี่ยวข้อง

 

“คนเราทุกวันนี้ อยู่กับคิด ไม่อยู่กับจริง”

 

 

สายปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด (สมุทยทวาร)

อะวิชชาปัจจะยา สังขารา เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
ผัสสะปัจจะยา เวทะนา เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เวทะนาปัจจะยา ตัณหา เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
อุปาทานะปัจจะยา ภะโว เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
ภะวะปัจจะยา ชาติ เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

สายปฏิจจสมุปบาทฝ่ายดับ (นิโรธทวาร)

อะวิชชายะ เต๎ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว,
จึงมีความดับแห่งสังขาร;
สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ;
วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป;
นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ;
สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ;
ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา;
เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา;
ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน;
อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ;
ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ
เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ;
ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ ฯ
เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ
ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :
เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ.
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้.
(นิทาน. สํ.๑๖/๒/๓.)

 กันยา ณ เดือนเก้า

29/11/53

Advertisements