เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปฟังธรรมอีกแล้ว (เดือนแห่งการฟังธรรมจริงๆ เลยนะเนี่ย)
งานแสดงธรรมครั้งที่ 19 นี้ ของชมรมกัลยาณธรรม มีความพิเศษตรงที่ ทางชมรมฯ รณรงค์ลดโลกร้อน
โดยการให้ผู้ฟังธรรมนำภาชนะมาใส่อาหารเอง

(ใครเอาภาชนะมาโชว์ จะได้รับของที่ระลึก – ผ้าขนหนูกับพัด) ช่วยลดขยะไปได้หลาย(ถุง)ทีเดียว

**********************************

งานแสดงธรรมและปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 19
โดย ชมรมกัลยาณธรรม
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2554
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุขมหาเมฆ


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก : บารมีธรรมนำชีวิต

  • ความเชื่อที่ถูกต้อง (ศรัทธา) ในเรื่อง กฏแห่งกรรม / วิบากกรรม / สัตว์มีกรรมเป็นของตน / การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นความจริง
  • หากเรามีศรัทธาในสี่ข้อบนนี้แล้ว เราจะไม่ประมาทกับทุกข์
  • ชีวิตนี้เป็นทุกขสัจ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)
  • เมื่อชีวิตเป็นทุกข์ เราจะปฏิบัติอย่างไรให้พ้นทุกข์(ได้ในชาตินี้) คือ การเจริญอริยมรรค มีองค์ 8
  • ทุกข์ คื อปุ๋ยแห่งชีวิต กล่าวคือ เป็นกำลังใจให้สร้างบารมี สร้างคุณธรรมให้กับชีวิต
  • ที่เห็นว่าสุขนั้น มองดูเหมือนมีความสุข แต่ลึกๆ แล้ว มีทุกข์ซ่อนอยู่
  • ทำจิตใจดี ทำจิตใจหนักแน่นได้ คือ การคิดบวก
  • ถ้าเราไม่มีปัญญาและศรัทธาที่ถูกต้อง ชีวิตจะไปไม่ถูกทาง
  • บารมี 10 ของพระพุทธองค์ย่อเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา สำหรับปุถุชน
  • 84,000 พระธรรมขันธ์ ย่อเหลือ มรรค 8
  • มรรค 8 ย่อเหลือ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
  • คุณธรรมของผู้นำ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา (พรหมวิหาร 4)
  • อุเบกขาสงเคราะห์เข้าไปในปัญญา
  • การสร้างบารมี > ให้ทาน / รักษาศีล / เจริญสมาธิ / อบรมปัญญา < แนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อพ้นทุกข์
  • คนเราต้องเมตตาแก่ตัวเอง (ความรักเสมอตนนั้นไม่มี) > ตัวเเราเองนั่นแหละ น่ารักที่สุด หมายถึง การทำตัวเองให้มีความสุขในทุกกรณี ทุกสถานการณ์
  • ดูจิตด้วยสติปัญญา ไม่ว่าขี้อะไรทั้งหลายจะเกิดขึ้น (ขี้โมโห ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ขี้เบื่อ ฯลฯ)
  • เมื่อมีเรื่องไม่สบายใจเกิดขึ้น ให้ยิ้มน้อยๆ ในใจ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  • ความไม่สบายใจกับความสบายใจ คือ สิ่งเดียวกัน อุปมาเช่นเดียวกับ น้ำแข็งและน้ำ

คลิปการบรรยายของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จากชมรมกัลยาณธรรม

ดร.สนอง วรอุไร : พ้นทุกข์แบบฆราวาส

  • ฆราวาส คือ ผู้ครองเรือน
  • มนุษย์มีความทุกข์สองอย่างคือ ทุกข์ประจำ (เกิด แก่ ตาย) และ ทุกข์จร (เจ็บป่วย ไม่สมหวัง พลักพราก ฯลฯ
  • ตั้งแต่สัตว์นรก ถึง พรหม ล้วนแล้วแต่หนีไม่พ้นความทุกข์ เพราะยังต้องเวียนว่ายตายเกิด (อยู่ในวัฏสงสาร)
  • ปฏิบัติธรรม คือ สมถะกรรมฐาน > จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ / วิปัสสนากรรมฐาน > พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ในความจริงแท้ หรือ ปรมัตถสัจจะ)
  • กาม คือ สิ่งที่ประสาทสัมผัสรับได้
  • ความรู้สูงสุด > โลกียอภิญญา (โลกียญาณ-ประสาทสัมผัส) / โลกุตตรญาณ (จิตสัมผัส)
  • เหตุที่ทำให้ป่วย > ออกกำลังกายไม่พอ / เพียรมากเกินไป / พักผ่อนน้อย / โรคกรรม
  • ทุกวันนี้ คนทุกข์เพราะเอาจิตไปอยู่กับอดีตและอนาคต ไม่อยู่กับปัจจุบัน
  • อรูปฌาณ > จิตว่าง
  • อย่างน้อยต้องเป็นพระอนาคามี จึงจะทำนิโรธสมาบัติได้
  • พระโสดาบัน ละสังโยชน์สามได้ คือ วิจิกิจฉา / สักกายทิฏฐิ / สีลัพพตปรามาส
  • ความรู้ที่ได้จาก สุตตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา ยังจัดว่าเป็น อวิชชา
  • จิตที่บรรลุอรหันต์แล้ว ต้องบวชภายใน 7 วัน

คลิปการบรรยายของดร.สนอง วรอุไร จากชมรมกัลยาณธรรม

อ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง : ชีวิตจริง ไม่ใช่ของเล่น

อ่านได้จากลิงค์นี้เลย
“ปลูกต้นธรรม งอกงามที่ใจ”

เพิ่มเติม

  • พร 4 ประการอันประเสริฐ > 1.ได้เกิดเป็นมนุษย์ 2.มีอายุยืนยาว 3.ได้พบพระพุทธศาสนา 4.ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
  • อย่างไรคือ ไม่ทำเล่นกับชีวิต? ก็คือ การไม่ประมาท การเป็นผู้ไม่ประมาท คือ การเข้ามาเรียนรู้ ศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

คลิปการบรรยายของอ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง จากชมรมกัลยาณธรรม

พระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) : อารักขกรรมฐาน

  • ในการศึกษา ให้ศึกษาในระบบของแผนที่ เพื่อให้บรรลุถึงปลายทาง
  • การงาน หมายถึง กรรมฐาน กรรม > การกระทำ / ฐาน > ที่ตั้ง
  • อารักขกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต
  • ZZZZZZzzzZZZZ

คลิปการบรรยายของหลวงพ่อเลี่ยม จากชมรมกัลยาณธรรม

ขอสรุป อารักขกรรมฐาน ด้วยเวอร์ชั่นของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วกันว่า…

อารักขกรรมฐาน คือกรรมฐานที่ควรรักษาไว้เป็นประจำ เพราะว่าจิตนี้ที่ยังมิได้อบรมก็มีกิเลสมีอารมณ์อยู่เป็นประจำ ถ้าหากว่าไม่มีกรรมฐานมาเป็นประจำบ้าง อารมณ์และกิเลสก็จะจูงจิตไปในทางชั่วทางผิดได้โดยง่าย แต่ถ้าหากว่ามีกรรมฐานมารักษาจิตเอาไว้ตามสมควร กรรมฐานที่รักษาจิตไว้นี้ก็จะช่วยรักษาบุคคล ไม่ให้ตกไปสู่อำนาจของอารมณ์และกิเลสได้โดยง่าย ประกอบด้วย

ข้อ ๑ พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ในทางปฏิบัติที่เป็นกรรมฐานก็คือระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ตามบทที่สวดกันว่า อิติปิโส ภควา อรหังสัมมา สัมพุทโธ เป็นต้น อันมีคำแปลว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเป็นพระผู้ไกลกิเลส ผู้ตรัสรู้ชอบเอง ดั่งนี้เป็นต้น อันเรียกว่า นวหรคุณ คือคุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ นวหรคุณนี้ย่อลงก็เป็น ๓ ประการ ดังที่เราทั้งหลายสวดกันอยู่ ว่า พุทโธสุสุทโธ กรุณามหัณโว อันแปลว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นพระ พุทโธ คือ พระผู้ตรัสรู้แล้ว อันแสดงถึงพระปัญญาคุณ สุสุทโธ ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว อันแสดงถึงพระวิสุทธิคุณ กรุณามหัณโว มีพระกรุณาดั่งห้วงทะเลหลวง อันแสดงถึงพระกรุณาคุณ ก็คือย่อลงเป็นพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ ก็ตั้งใจระลึกพิจารณาในพระคุณของพระพุทธเจ้า บทใดบทหนึ่งใน ๙ บทก็ดี ย่อลงเป็นพระคุณทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดีหรือว่าจะพิจารณาระลึกถึงพระคุณดังที่ท่านแสดงไว้อย่างอื่น เช่นระลึกว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระสันดานแห่งธรรมอันบริสุทธิ์แล้ว และที่เรียกว่าพระพุทธะ พระพุทธะ ก็เพราะตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยม เพราะประกอบเวไนยนิกรไว้ในธรรมะ เพราะทรงปลุกให้ตื่นจากความหลับคือกิเลสมีความหลงเป็นต้น ดั่งนี้ก็ได้ ซึ่งก็รวมเข้าในพระปัญญาคุณ ในพระวิสุทธิคุณ ในพระกรุณาคุณนั้นเอง ในพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ ในความบริสุทธิ์ของพระองค์ และในพระกรุณาของพระองค์ยิ่งขึ้น ทำให้จิตใจได้พบสรณะคือที่พึ่งกำจัดทุกข์ภัยได้จริง กำจัดกิเลสได้จริง กำจัดบาปอกุศลได้จริง อันน้อมใจให้ใฝ่ปฏิบัติธรรมะตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน

ฉะนั้นจึงมาถึงข้อที่ ๒ เมตตา ความแผ่จิตออกไปในสัตว์บุคคล เจาะจงก็ตาม ไม่เจาะจงคือทั่วไปไม่มีประมาณก็ตาม ให้มีความสุข ดังเช่นคิดว่าสัตว์ทั้งหลายจะเป็น นระ คือมนุษย์ก็ตาม เป็น อนระ คือมิใช่มนุษย์ คือเป็นพวกโอปปาติกะทั้งหลาย ทั้งที่เป็นฝ่ายสุคติ ทั้งที่เป็นฝ่ายทุคติก็ตาม เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ต่างก็พากันแสวงหาความสุข จึงขอให้สัตว์ทั้งปวงพากันมีความสุข มีตนบรรลุถึงความสุข มีความเกษมสวัสดี เมื่อหัดปฏิบัติแผ่เมตตาไปดั่งนี้ จะทำให้จิตใจนี้พ้นจากโทสะพยาบาท เป็นจิตใจที่อ่อนโยน ที่สุภาพ ที่ไม่มุ่งร้ายต่อใครๆ แต่ว่ามีความมุ่งดีต่อใครๆ อันทำให้ผู้ที่มีเมตตาอยู่ในจิตเอง มีความสุขความเย็น มองดูใครๆโดยรอบ ก็มองดูด้วยสายตาที่มีความรักใคร่ปรารถนาดีมุ่งดี ไม่มุ่งทำลายล้าง ผู้ปฏิบัติมีเมตตาขึ้นเองจึงได้พบความสุข ความเย็น และก็ทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกันมีความสุขความเย็นด้วย และนอกจากนี้ยังทำให้จิตใจยากที่จะกระทบกระทั่ง ง่ายต่อที่จะให้อภัยในความผิดพลาด ล่วงเกินของผู้อื่น ไม่ถือโทษโกรธแค้น จะโกรธยาก ใจจะถูกกระทบกระทั่งให้โกรธได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อที่ควรอบรมให้มีอยู่ประจำใจเนืองนิจ

และมาถึงข้อที่ ๓ อสุภะ พิจารณากายนี้ว่าไม่งดงาม กรรมฐานข้อนี้เป็นเครื่องระงับกิเลสกองราคะ คือความกำหนัดยินดีติดอยู่ในกายตนในกายผู้อื่น เพราะฉะนั้นจึงสอนให้พิจารณากายนี้ อันเป็นที่ตั้งของกิเลสกองราคะนี้ ว่าอันที่จริงนั้นเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาดไม่งดงาม เพราะว่ากายนี้เป็นที่ประชุมแห่งศพ มี ผม ขน เป็นต้น เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจ โดยจะพึงพิจารณาเห็นได้โดย สี สัณฐาน เป็นต้น ฉะนั้น จึงต้องมีการชำระ และการตกแต่งให้ งดงามต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถจะกระทำให้สำเร็จไปได้ เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูลไม่สะอาด ไม่งดงามอยู่โดยธรรมชาติ เมื่อพิจารณาดั่งนี้ก็จะดับกิเลสกองราคะ คือความติดอยู่ในกายลงได้ ทำให้มีความเบา มีความสบาย

และอีกข้อหนึ่งเป็นข้อที่ ๔ คือ มรณสติ ระลึกถึงความตาย ว่าความตายนั้นคือความเข้าไปตัด ชีวิตินทรีย์ ซึ่งความตายนี้เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ของสัตว์ทั้งปวงในโลก ส่วนชีวิตนั้นเป็นของไม่เที่ยงแท้ เพราะจะต้องมีความตายเป็นที่สุดด้วยกันทั้งหมด และเมื่อพิจารณาถึงความตายซึ่งต้องมีแก่ตนเองด้วย แก่ผู้อื่นด้วยทุกๆคนในโลกผู้เกิดมา ดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้จิตใจนี้สงบจากความประมาทมัวเมาเลินเล่อเผลอเพลินในชีวิต แต่ว่าก็ไม่ได้มุ่งว่าจะให้กลัวตาย หรือจะให้หมดกำลังใจ แต่มุ่งว่าเมื่อระลึกว่าความตายจะต้องมีแน่นอนดั่งนี้แล้ว ก็จะได้รีบเร่งประกอบกระทำกรณียะ คือกิจที่ควรทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ทำเสียตั้งแต่ในวันนี้ทีเดียว ดั่งนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต และจะทำให้ได้ความรู้รับรองในคติธรรมดาของชีวิต จะทำให้เป็นผู้ไม่กลัวตาย เพราะเป็นธรรมดาของชีวิต ความกลัวตายนั้นเพราะเหตุที่ไม่รับรองคติธรรมดาของชีวิต แต่เมื่อรับรองคติธรรมดาของชีวิตด้วยปัญญา ก็จะทำให้ไม่กลัวตายและก็จะทำให้ไม่ประมาทไม่มัวเมาเลินเล่อ เผลอเพลิน ประกอบกรณียะคือกิจที่ควรทำไปทุกวัน ไม่ผัดหรือผลัดเอาไว้

กันยา ณ เดือนเก้า
17/03/54