เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย
เรากระทำกรรมใด ดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจักเป็นทายาทของกรรมนั้น

*********************************

บุญทำ กรรมแต่ง
โดย พระศรีศาสนวงศ์ (มีชัย วีรปัญโญ)
เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554
ณ อาคารธรรมนิเวศ ยุวพุทธิกสมาคมฯ ซอยพชรเกษม 54 ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

  • การไม่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นสุขอันประเสริฐ
  • เอฐะปัสสะติมัง โลกังจิตตัง ราชะระถู ปะมัง ยัตฐะ พาราวิสีรันติ ระฐิสังโฆ วิจานะตัง เอจิตตัง สัญญะเมตสันติ โมกขันติ มานะปัณฑะนา > สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันวิจิตรบรรจง ดุจราชรถทรงของพระราชา ที่พวกคนเขาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ผู้ใดจักสำรวมซึ่งจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร
  • คนนั้น คนนี้ เก่งจริงๆ เป็นเพราะคนๆ นั้น ได้สั่งสมบารมี อันเป็นเหตุปัจจัยให้เขาเป็นเช่นนั้น
  • ถ้าไม่มองย้อนไปหาเหตุ เราก็จะไม่เข้าใจกลไกของชีวิต
  • บุญเป็นฝ่ายดี ฝ่ายเจริญ มักใช้คู่กับคำอื่นๆ เช่น ทำบุญ ทำกุศล ทำบุญ ทำทาน แต่หากเห็นคำว่า “บุญ” โดดๆ ให้เข้าใจว่า มีคำว่า “กุศล” รวมอยู่ด้วย
  • ความหมายของคำว่า “บุญ” คือ เต็ม สมบูรณ์ ความสุข ถ้าว่าโดยเหตุ คือ การทำความดี การชำระล้างจิตใจให้สะอาด โดยผล คือ ความสุข
  • บุญ เป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
  • ทำไม ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี เป็นเพราะเรามองที่ปลายเหตุ มองเฉพาะในภพนี้เท่านั้น
  • บุญทำ กรรมแต่ง เป็นเรื่องของ กฏแห่งกรรม
  • ศรัทธา (ที่ไม่ใช่แบบฟ้าแลบ หรือผลุบๆ โผล่ๆ แบบหัวเต่า) มี 4 ประการ คือ 1.กรรมศรัทธา เชื่อกรรม เชื่อการกระทำที่ทำลงไป และให้ผลแน่นอน ทำอะไรไว้ ไม่ให้ผลย่อมไม่มี 2.วิปากศรัทธา เชื่อผลของกรรม มีความเป็นกลาง กรรมเป็นเรื่องซับซ้อน ลึกซึ้ง เป็นอจินไตย (วิสัยปุถุชนไม่อาจเข้าใจได้โดยถูกต้องถ่องแท้) 3.กรรมสกตาศรัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน การทำความดีต้องทำเอง เผื่อกันได้ยาก (ยกเว้นการอนุโมทนา) 4.ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อในปมแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลายพระนาม เช่น พระสุคตเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้า พระมหาขีณาสพ พระตถาคตเจ้า
  • กรรม คือ การกระทำ เป็นทุกอย่างของสิ่งมีชีวิต
  • ที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขของกรรม
  • อะไรเป็นหรือไม่เป็นกรรม ให้ดูที่เจตนาเป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราเรียกการกระทำที่จงใจว่าเป็น กรรม
  • กรรมสองประเภท กุศลกรรม (กรรมขาว) อกุศลกรรม (กรรมดำ)
  • กฏแห่งกรรม 6 > 1.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน 2.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นทายาท (ต้องรับผลของกรรมนั้นเอง) 3.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด 4.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ 5.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่อาศัย 6.สัตว์ทั้งหลายกระทำกรรมใด ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นทายาทของกรรมนั้น
  • หากเชื่อในกฏแห่งกรรม 6 จะก่อให้เกิดคุณธรรมที่เรียกว่า “หิริ-โอตตัปปะ
  • หมวดกรรม > 1.กรรมให้ผลตามกาล (4) 2.กรรมให้ผลตามหน้าที่ (4) 3.กรรมให้ผลตามลำดับความแรง เช่น อนันตริยกรรม
  • กรรมให้ผลตามกาล > 1.กรรมให้ผลในปัจจุบัน ทันตาเห็น 2.กรรมให้ผลในชาติหน้า ภพหน้า 3.กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป 4.อโหสิกรรม กรรมที่ไม่เลิกให้ผล
  • อย่าจำไปใช้ > ทำบุญให้ผลชาติหน้า เสนอหน้าให้ผลชาตินี้
  • การผ่อนปรนกรรม ทำได้ โดยทำกรรมดีให้มากๆ และให้กรรมดีส่งผลไปปะทะกรรมชั่ว แต่การแก้กรรม ทำไม่ได้
  • วิปัสสนากรรมฐาน จะหยุดการคิดก่อกรรมชั่ว
  • การขออโหสิกรรม ต้องทำด้วยใจที่มี หิริ-โอตตัปปะ
  • จงจำไปใช้ > นึกถึงความผิด จะได้คิดแก้ไข นึกถึงความดี จะได้เป็นกำลังใจ

 

เนื่องจาก พระอาจารย์ได้บรรยายธรรมในเรื่องของหมวดกรรมไปได้เพียงหมวดเดียว จึงต้อง To be continued…โปรดติดตามตอนต่อไป

กันยา ณ เดือนเก้า
29/06/54