พลาดภาค ๑ ไป แต่ไม่เป็นไร ธรรมะของพระพุทธองค์ เป็น อกาลิโก เสมอ

********************************

สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า พาให้ถึงความสิ้นทุกข์ ๒

โดย อ.สุภีร์ ทุมทอง

อาทิตย์ที่ 24 กรกฏาคม 2554

ณ ห้องสาวัตถีธรรมะเธียเตอร์ ชั้น 2 อาคารบุญยง ว่องวานิช

ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ซ.เพชรเกษม 54 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

  • สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก เมื่อเห็นถูก การพูด การทำ ก็จะถูกไปด้วย เป็นหัวข้อแรกของมรรคมีองค์ 8
  • สัมมาทิฏฐิ แบ่งเป็นสองแบบ คือ แบบโลกียะ (โลกียสัมมาทิฏฐิ-แบบโลกๆ) หมายถึง การยึดข้างถูก รู้ถูก เห็นว่าเป็นจริง มีจริง ปล่อยวางข้างผิด และแบบโลกุตตระ (โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ-เหนือ โลก) หมายถึง ไม่ติดข้างใดข้างหนึ่ง เหนือดี เหนือไม่ดี เหนือบุญ เหนือบาป อะไรจะเกิดก็เกิด เหตุเกิด ทุกข์เกิด เหตุดับ ทุกข์ดับ
  • โลกียสัมมาทิฏฐิ – การทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทำแล้วให้ผลเป็นความทุกข์ อย่างเช่น การเกิดเป็๋นมนุษย์ เป็นผลจากบุญ แต่ได้รูปนามที่เป็นทุกข์มา
  • โลกียสัมมาทิฏฐิ การเห็นถูกแบบโลกๆ มี 10 อย่าง คือ 1.เห็นว่าการให้ทานมีผลจริง (หมายถึงการให้ในระดับแบ่งปันกัน) 2.การบวงสรวงมีผลจริง(หมายถึงการให้ในระดับสงเคราะห์กันมีผล) 3. การเคารพบูชามีผลจริง (หมายถึงการยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผลดีจริง) 4.ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วมีจริง 5.คุณของมารดามีจริง (หมายถึงมารดามีพระคุณต่อบุตรอย่างยิ่ง บุตร ควรตั้งใจตอบแทนพระคุณท่านอย่างเต็มที่) 6.คุณของบิดามีจริง (หมายถึง บิดามีพระคุณต่อบุตรอย่างยิ่ง บุตรควรตั้งใจตอบแทนพระคุณท่านอย่างเต็มที่) 7.โลกนี้มี (หมายถึง โลกนี้มีคุณเป็น อย่างยิ่ง เหมาะสำหรับใช้สร้างบุญบารมี) 8.โลกหน้ามี (หมายถึง โลกหน้ามีจริง ตายแล้วไม่สูญ ความเป็นไปของโลกหน้า เป็นผลมาจากโลกนี้) 9.พวกโอปปาติกะ (ผุดขึ้นเกิด) มี (หมายถึง สัตว์ ที่ผุดขึ้นเกิดแล้วโตทันทีมีจริง อาทิเช่น ในภูมิทุคติ ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ในภูมิสุคติ ได้แก่ เทวดา พรหม อรูปพรหม) 10.สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุมรรคผลนิพพาน รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้วสอนให้ผู้รู้ตามด้วยมีจริง (จาก Wikipedia.org)
  • โลกียะ เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เป็นอะไรที่ต้องมี 2 ขั้ว มีดี มีชั่ว มีโลกธรรม
  • โลกุตตระ เป็นอะไรที่เหนือของเป็นคู่ๆ รู้จักแต่ละขั้วอย่างดี และไม่ยึดติด เอาความยึดถึอและความเข้าใจผิดออกไป
  • อัตตา ตรงข้ามกับ นิรัตตา ส่วน อนัตตา (ตัวที่ไม่มีตัว) จะอยู่ตรงกลางระหว่าง อัตตา และ นิรัตตา
  • เพราะ ทุกข์ ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ เมื่อ ทุกข์ดับ เรื่องราวต่างๆ ก็หมดลง
  • เมื่อเข้าใจโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ก็จะเข้าถึงมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์
  • อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน มี 4 อย่างได้แก่ 1.พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2.ฌานวิสัย วิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของฌาน 3.กรรมวิสัย(กรรมวิบาก) วิสัยของกฎแห่งกรรม ที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ รวมถึงการให้ผล และการรับวิบากกรรม 4.โลกวิสัย(โลกจินตา) วิสัยการมีอยู่ของโลก ในทางพระพุทธศาสนาไม่ แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะวิสัยปุถุชนไม่อาจเข้าใจได้โดยถูกต้องถ่องแท้ ทั้งเพราะความเข้าใจไม่ได้ในฐานะที่เป็นของลึกซึ้ง เป็นเรื่องทางจิต หรือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบที่สิ้นสุด ได้ ถ้าคิดมากจริงจังในการหาคำตอบเหล่านั้นจากการคิดเดาเอาด้วยตรรกะเองจึงอาจกลายเป็นคนบ้าได้ อจินไตยในเรื่องทางจิตจึงเป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยการบรรลุธรรมชั้นสูงเท่านั้น (จาก Wikipedia.org)

 

ฟังบรรยาย “สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า พาให้ถึงความสิ้นทุกข์ ๑” ได้จากลิงค์นี้

http://www.ybat.org/v4/dhammatalk.asp?M_id=446

กันยา ณ เดือนเก้า

25/07/54