เคยคิดไหม หากวันหนึ่ง หนึ่งในอายตนะภายในของเรา คือ ตา

เกิดไม่สามารถเชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก คือ รูป ขึ้นมา เราจะรู้สึกอย่างไร?

********************************

ขณะที่น้องสาว น้องเขย และหลานๆ พากันตื่นเต้น ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฉันกลับมีความรู้สึกปั่นป่วน วิงเวียนนิดๆ คล้ายจะเป็นลม เมื่ออยู่ดีๆ อาการเคยกลัวที่แคบและมืดผุดขึ้นมาในความคิด ขณะยืนรอฟังเจ้าหน้าที่แนะนำสิ่งที่จะได้เจอ ณ ห้องแนะนำนิทรรศการ

หากเจ้าหน้าที่ยังขืนพูดต่อ หากฉันไม่ได้สัมผัสกับความเย็นและเสียงของชายผู้นำทางอันนิ่มนวลชวนฟังแล้วล่ะก้อ ออ บวกกับความเสียดายตังค์ค่านิทรรศการด้วยอีก 90 บาท ฉันคงโวยวายขอออกจากห้องก่อนจะได้สัมผัสกับโลกอีกโลกในชีวิตเสียแล้ว

น้องเอก คือ เจ้าของเสียงผู้นำทางชวนฟังในการพาทัวร์นิทรรศการ “Dialogue in the Dark” หรือ “บทเรียนในความมืด” ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ ชั้น 5 อาคารจามจุรีสแควร์ ของเราในวันนี้ (เสาร์สิ้นเดือนมีนาคม 55) รอบนี้ (14.45 น.)

เมื่อเข้าห้องมืดแล้ว พวกเราก็กลายเป็นคนตาบอดผู้มีไม้เท้าคลำทางคนละ 1 อันไปในทันที โอ้ววว ช่างมืดสนิทซะจริงๆ เจ้าหน้าที่ด้านนอกแนะนำว่า บางทีหากเราปิดตา จะรู้สึกดีกว่า ฉันเลยเลือกปิดตา แล้วปล่อยให้อายตนะที่เหลือทำงานเต็มที่

สำหรับฉันแล้ว ความมืดไม่ใช่สิ่งน่ากลัว(ถ้าไม่คิดว่ามันทำให้อึดอัด) แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ฉันจะพบอะไรต่อไปข้างหน้า (ไม่ได้หาข้อมูลไว้ก่อนเลยไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร)

นี่ถ้าไม่มีคนคอยนำทาง คงได้หัวโขก หัวฟาด สะดุด หกล้ม เป็นแน่สำหรับคนตาบอดสมัครเล่นอย่างพวกเรา

ห้องนั่งเล่น เป็นห้องแรกที่พวกเราได้ใช้มือและก้นในการสัมผัสโซฟา ได้ใช้หูฟังเสียงวิทยุประกอบ เสมือนหนึ่งอยู่ในห้องนั้นจริงๆ เมื่อเราจินตนา นั่งเล่น ฟังเพลง เย็นใจ คุยแนะนำตัวกันสักพักแล้ว

น้องเอก พาพวกเราไปเปิดประสาทสัมผัสต่อที่ สวนสาธารณะ ฉันได้สัมผัสกับต้นไม้ ก้อนหิน น้ำจากน้ำพุ และรูปปั้น (คลำไปก็นึกถึง นิทานตาบอดคลำช้าง) อดสงสัยไม่ได้ว่า คนตาบอดจะมีจินตภาพกับสิ่งเหล่านี้ยังไงนะ

จากสวนสาธารณะ พวกเราก็ข้ามถนน ไปยัง ตลาด เพลิดเพลินกันหลายเลยที่นี่ เพราะได้สัมผัสทั้งของใช้ (สบู่ แป้ง ฯลฯ) ของกิน แบบสด (ผัก ผลไม้นานาชนิด) แบบแห้ง (เครื่องปรุง เครื่องเทศ ฯลฯ) เดากันให้สนุกสนานแล้วแต่ว่าใครคว้าได้อะไร รู้สึกแปลกไปอีกแบบ เมื่อได้สัมผัสสิ่งของในชีวิตประจำวันแบบมองไม่เห็น

เดินตลาดกันจนเมื่อยแล้ว ไป นั่งตุ๊กๆ เที่ยวเล่นกันดีกว่า งานนี้ต้องใช้จินตนาการกันหน่อย เพราะรถอยู่กับที่ แต่มีการใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่จริงๆ เช่น มีการโยกไปทางซ้าย ทางขวา เสียงเครื่องยนต์ เสียงรถราที่ผ่านไปมา เสียงฝนตก ละอองน้ำที่เป่าออกมาแทนน้ำฝน ฯลฯ

ขนาดคนตาดีๆ อย่างพวกเรา ขึ้นลงตุ๊กๆ ยังต้องให้คนนำทางจูงขึ้นลงเลย แล้วพวกที่ตาบอดล่ะ?

ในที่สุดน้องเอกก็พาพวกเรามาถึงจุดสุดท้ายของนิทรรศการ ซึ่งเป็นมุมโปรดที่สุดของเด็กๆ คือ บาร์ นั่นเอง เจ้าหน้าที่แนะนำไว้แต่ก่อนเข้าแล้วว่า ให้พกเงินกันเข้าไปได้ เป็นแบงค์ 20 เหรียญ 10 และ 5 เท่านั้น เพราะถ้านอกเหนือจากนี้เวลาซื้อของจะไม่มีทอนให้ จุดนี้เอง พี่พวกเราได้ใช้เงินซื้อของกินกัน (เด็กถึงได้โปรดนัก)

หลังจากได้ของกินถูกใจแต่ละคนแล้ว น้องเอกก็พาพวกเรามานั่งล้อมวง(ในความรู้สึก) กินไปก็สนทนากันไป

น้องเขยสงสัยและถามน้องเอกตั้งแต่ตอนเข้าห้องว่า คุณเอกมีอุปกรณ์พิเศษช่วยอะไร ในการมองเห็นหรือเปล่าเนี่ย? น้องเอกไม่ตอบ ปล่อยให้พวกเรางงเล่น และมาพบคำตอบเอาในช่วงสุดท้ายที่โต๊ะบาร์นี้เอง

ทุกคนทึ่ง(สังเกตเอาจากความเงียบ) เมื่อได้รับคำตอบจากปากน้องเอกว่า “ผมตาบอดครับ” (เช่นเดียวกับพนักงานขายของที่บาร์)

ผู้นำทางของเราคนนี้ อายุ 22 ปี ตาบอดตั้งแต่กำเนิด ขณะนี้ เรียนไปด้วย ทำงานเป็นผู้นำทางของนิทรรศการนี้ไปด้วย โดยมีสัญญา 1 ปี

 

หลังออกจากห้องเรียน เพื่อเรียนรู้ “บทเรียนในความมืด” และเขียนแสดงความคิดเห็นแล้ว ช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงนี้ ฉันพบว่า ฉันเรียนรู้ที่จะ “เห็น”

“เห็น” โลกในอีกมุมหนึ่ง
“เห็น”  จินตนาการของตัวเอง
“เห็น”  ความสามารถของผู้พิการทางสายตา
“เห็น”  ใจของผู้พิการทางสายตา
“เห็น”  ใจของตัวเอง หากต้องตกอยู่ในโลกที่ไร้แสงสว่าง

นิทรรศการเรื่อง “Dialogue in the Dark” ที่มีแนวความคิดและพัฒนาสร้างโดย Dr.Andreas Heinecke ชาวเยอรมันและได้พัฒนาสร้างเป็นนิทรรศการชั่วคราวและถาวร โดยจัดแสดงมาแล้วกว่า 130 เมือง ใน 22 ประเทศ ทั่วโลกโดยนิทรรศการนี้ จะกระตุ้นให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความสำคัญของประสาทสัมผัสในร่างกายของเราว่ามีความสำคัญยิ่งนัก โดยในนิทรรศการจะจัดแสดงบนพื้นที่ที่มืดสนิท ประมาณ 600 ตารางเมตร และอาศัยผู้บรรยายที่เป็นผู้พิการทางสายตามานำชมนิทรรศการ ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคมแห่งวิทยาศาสตร์ ที่ไม่มีพรมแดนได้อย่างแท้จริง

http://www.nsm.or.th/nsm2009/WebDID/index.html

กันยา ณ เดือนเก้า
02/04/55