“ถ้าเหลือเวลาหายใจอีกแค่ 3 นาที คุณจะหายใจอย่างไร?”

**************************************

เป็นคำถามที่แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ถามไว้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้คิด

เมื่อคราวไปเข้าคอร์สอานาปานสติ ที่เสถียรธรรมสถาน ช่วงวันที่ 7-9 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา

ตอนถูกถาม จิตยังแกว่งไปมา ไม่ตั้งมั่นพอที่จะประมวลคำตอบออกมาได้ แต่ก็เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ เพื่อกลับมาครุ่นคิด พินิจหาคำตอบอย่างจริงจัง จนค่ำวันหนึ่ง ขณะกำลังจะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ก็พบคำตอบว่า…

หากฉันยังมีเวลาหายใจได้อีกแค่ 3 นาที

ลมหายใจในนาทีแรก ฉันขอนอบน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
ลมหายใจในนาทีที่สอง ฉันขอระลึกถึงคุณบิดามารดาที่ให้กายานี้แก่ฉัน และขออโหสิกรรมกับท่าน กับทุกคนที่ฉันได้ล่วงเกินไว้ ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และฉันให้อโหสิแก่ทุกคนที่ล่วงเกินฉันไว้ ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เพื่อเราจะได้ไม่มีเวรต่อกันไปถึงภพหน้า
และในนาทีสุดท้ายนั้น ฉันขอให้สติติดตามทุกลมหายใจเข้าออกของฉันจนกว่าจะสิ้นลม

อย่างไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงสิ่งที่คาดหวังและตั้งใจไว้เท่านั้น หากเวลานั้นมาถึงจริง ฉันไม่อาจรู้ได้ว่า ฉันจะมีสติพอที่จะทำเช่นนั้นได้หรือไม่?
แต่สิ่งที่รู้ ณ เวลานี้ และต่อจากนี้ไป คือ ฉันต้องหมั่นทำความดี สร้างบุญกุศลเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับฝึกสติไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อว่า อย่างน้อย สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะทำให้จิตฉันคุ้นชิน และระลึกถึงได้ในยามที่ลมหายใจของฉันเหลือเวลาเข้าออกอีกแค่ 3 นาที

เป็นคุณละ จะหายใจอย่างไรดี ???
กันยา ณ เดือนเก้า
16/09/55

เคยคิดไหม หากวันหนึ่ง หนึ่งในอายตนะภายในของเรา คือ ตา

เกิดไม่สามารถเชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก คือ รูป ขึ้นมา เราจะรู้สึกอย่างไร?

********************************

ขณะที่น้องสาว น้องเขย และหลานๆ พากันตื่นเต้น ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ฉันกลับมีความรู้สึกปั่นป่วน วิงเวียนนิดๆ คล้ายจะเป็นลม เมื่ออยู่ดีๆ อาการเคยกลัวที่แคบและมืดผุดขึ้นมาในความคิด ขณะยืนรอฟังเจ้าหน้าที่แนะนำสิ่งที่จะได้เจอ ณ ห้องแนะนำนิทรรศการ

หากเจ้าหน้าที่ยังขืนพูดต่อ หากฉันไม่ได้สัมผัสกับความเย็นและเสียงของชายผู้นำทางอันนิ่มนวลชวนฟังแล้วล่ะก้อ ออ บวกกับความเสียดายตังค์ค่านิทรรศการด้วยอีก 90 บาท ฉันคงโวยวายขอออกจากห้องก่อนจะได้สัมผัสกับโลกอีกโลกในชีวิตเสียแล้ว

น้องเอก คือ เจ้าของเสียงผู้นำทางชวนฟังในการพาทัวร์นิทรรศการ “Dialogue in the Dark” หรือ “บทเรียนในความมืด” ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ ชั้น 5 อาคารจามจุรีสแควร์ ของเราในวันนี้ (เสาร์สิ้นเดือนมีนาคม 55) รอบนี้ (14.45 น.)

เมื่อเข้าห้องมืดแล้ว พวกเราก็กลายเป็นคนตาบอดผู้มีไม้เท้าคลำทางคนละ 1 อันไปในทันที โอ้ววว ช่างมืดสนิทซะจริงๆ เจ้าหน้าที่ด้านนอกแนะนำว่า บางทีหากเราปิดตา จะรู้สึกดีกว่า ฉันเลยเลือกปิดตา แล้วปล่อยให้อายตนะที่เหลือทำงานเต็มที่

สำหรับฉันแล้ว ความมืดไม่ใช่สิ่งน่ากลัว(ถ้าไม่คิดว่ามันทำให้อึดอัด) แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ฉันจะพบอะไรต่อไปข้างหน้า (ไม่ได้หาข้อมูลไว้ก่อนเลยไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร)

นี่ถ้าไม่มีคนคอยนำทาง คงได้หัวโขก หัวฟาด สะดุด หกล้ม เป็นแน่สำหรับคนตาบอดสมัครเล่นอย่างพวกเรา

ห้องนั่งเล่น เป็นห้องแรกที่พวกเราได้ใช้มือและก้นในการสัมผัสโซฟา ได้ใช้หูฟังเสียงวิทยุประกอบ เสมือนหนึ่งอยู่ในห้องนั้นจริงๆ เมื่อเราจินตนา นั่งเล่น ฟังเพลง เย็นใจ คุยแนะนำตัวกันสักพักแล้ว

น้องเอก พาพวกเราไปเปิดประสาทสัมผัสต่อที่ สวนสาธารณะ ฉันได้สัมผัสกับต้นไม้ ก้อนหิน น้ำจากน้ำพุ และรูปปั้น (คลำไปก็นึกถึง นิทานตาบอดคลำช้าง) อดสงสัยไม่ได้ว่า คนตาบอดจะมีจินตภาพกับสิ่งเหล่านี้ยังไงนะ

จากสวนสาธารณะ พวกเราก็ข้ามถนน ไปยัง ตลาด เพลิดเพลินกันหลายเลยที่นี่ เพราะได้สัมผัสทั้งของใช้ (สบู่ แป้ง ฯลฯ) ของกิน แบบสด (ผัก ผลไม้นานาชนิด) แบบแห้ง (เครื่องปรุง เครื่องเทศ ฯลฯ) เดากันให้สนุกสนานแล้วแต่ว่าใครคว้าได้อะไร รู้สึกแปลกไปอีกแบบ เมื่อได้สัมผัสสิ่งของในชีวิตประจำวันแบบมองไม่เห็น

เดินตลาดกันจนเมื่อยแล้ว ไป นั่งตุ๊กๆ เที่ยวเล่นกันดีกว่า งานนี้ต้องใช้จินตนาการกันหน่อย เพราะรถอยู่กับที่ แต่มีการใช้เทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่จริงๆ เช่น มีการโยกไปทางซ้าย ทางขวา เสียงเครื่องยนต์ เสียงรถราที่ผ่านไปมา เสียงฝนตก ละอองน้ำที่เป่าออกมาแทนน้ำฝน ฯลฯ

ขนาดคนตาดีๆ อย่างพวกเรา ขึ้นลงตุ๊กๆ ยังต้องให้คนนำทางจูงขึ้นลงเลย แล้วพวกที่ตาบอดล่ะ?

ในที่สุดน้องเอกก็พาพวกเรามาถึงจุดสุดท้ายของนิทรรศการ ซึ่งเป็นมุมโปรดที่สุดของเด็กๆ คือ บาร์ นั่นเอง เจ้าหน้าที่แนะนำไว้แต่ก่อนเข้าแล้วว่า ให้พกเงินกันเข้าไปได้ เป็นแบงค์ 20 เหรียญ 10 และ 5 เท่านั้น เพราะถ้านอกเหนือจากนี้เวลาซื้อของจะไม่มีทอนให้ จุดนี้เอง พี่พวกเราได้ใช้เงินซื้อของกินกัน (เด็กถึงได้โปรดนัก)

หลังจากได้ของกินถูกใจแต่ละคนแล้ว น้องเอกก็พาพวกเรามานั่งล้อมวง(ในความรู้สึก) กินไปก็สนทนากันไป

น้องเขยสงสัยและถามน้องเอกตั้งแต่ตอนเข้าห้องว่า คุณเอกมีอุปกรณ์พิเศษช่วยอะไร ในการมองเห็นหรือเปล่าเนี่ย? น้องเอกไม่ตอบ ปล่อยให้พวกเรางงเล่น และมาพบคำตอบเอาในช่วงสุดท้ายที่โต๊ะบาร์นี้เอง

ทุกคนทึ่ง(สังเกตเอาจากความเงียบ) เมื่อได้รับคำตอบจากปากน้องเอกว่า “ผมตาบอดครับ” (เช่นเดียวกับพนักงานขายของที่บาร์)

ผู้นำทางของเราคนนี้ อายุ 22 ปี ตาบอดตั้งแต่กำเนิด ขณะนี้ เรียนไปด้วย ทำงานเป็นผู้นำทางของนิทรรศการนี้ไปด้วย โดยมีสัญญา 1 ปี

 

หลังออกจากห้องเรียน เพื่อเรียนรู้ “บทเรียนในความมืด” และเขียนแสดงความคิดเห็นแล้ว ช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงนี้ ฉันพบว่า ฉันเรียนรู้ที่จะ “เห็น”

“เห็น” โลกในอีกมุมหนึ่ง
“เห็น”  จินตนาการของตัวเอง
“เห็น”  ความสามารถของผู้พิการทางสายตา
“เห็น”  ใจของผู้พิการทางสายตา
“เห็น”  ใจของตัวเอง หากต้องตกอยู่ในโลกที่ไร้แสงสว่าง

นิทรรศการเรื่อง “Dialogue in the Dark” ที่มีแนวความคิดและพัฒนาสร้างโดย Dr.Andreas Heinecke ชาวเยอรมันและได้พัฒนาสร้างเป็นนิทรรศการชั่วคราวและถาวร โดยจัดแสดงมาแล้วกว่า 130 เมือง ใน 22 ประเทศ ทั่วโลกโดยนิทรรศการนี้ จะกระตุ้นให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความสำคัญของประสาทสัมผัสในร่างกายของเราว่ามีความสำคัญยิ่งนัก โดยในนิทรรศการจะจัดแสดงบนพื้นที่ที่มืดสนิท ประมาณ 600 ตารางเมตร และอาศัยผู้บรรยายที่เป็นผู้พิการทางสายตามานำชมนิทรรศการ ซึ่งถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคมแห่งวิทยาศาสตร์ ที่ไม่มีพรมแดนได้อย่างแท้จริง

http://www.nsm.or.th/nsm2009/WebDID/index.html

กันยา ณ เดือนเก้า
02/04/55

พลาดภาค ๑ ไป แต่ไม่เป็นไร ธรรมะของพระพุทธองค์ เป็น อกาลิโก เสมอ

********************************

สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า พาให้ถึงความสิ้นทุกข์ ๒

โดย อ.สุภีร์ ทุมทอง

อาทิตย์ที่ 24 กรกฏาคม 2554

ณ ห้องสาวัตถีธรรมะเธียเตอร์ ชั้น 2 อาคารบุญยง ว่องวานิช

ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ซ.เพชรเกษม 54 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

  • สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก เมื่อเห็นถูก การพูด การทำ ก็จะถูกไปด้วย เป็นหัวข้อแรกของมรรคมีองค์ 8
  • สัมมาทิฏฐิ แบ่งเป็นสองแบบ คือ แบบโลกียะ (โลกียสัมมาทิฏฐิ-แบบโลกๆ) หมายถึง การยึดข้างถูก รู้ถูก เห็นว่าเป็นจริง มีจริง ปล่อยวางข้างผิด และแบบโลกุตตระ (โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ-เหนือ โลก) หมายถึง ไม่ติดข้างใดข้างหนึ่ง เหนือดี เหนือไม่ดี เหนือบุญ เหนือบาป อะไรจะเกิดก็เกิด เหตุเกิด ทุกข์เกิด เหตุดับ ทุกข์ดับ
  • โลกียสัมมาทิฏฐิ – การทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทำแล้วให้ผลเป็นความทุกข์ อย่างเช่น การเกิดเป็๋นมนุษย์ เป็นผลจากบุญ แต่ได้รูปนามที่เป็นทุกข์มา
  • โลกียสัมมาทิฏฐิ การเห็นถูกแบบโลกๆ มี 10 อย่าง คือ 1.เห็นว่าการให้ทานมีผลจริง (หมายถึงการให้ในระดับแบ่งปันกัน) 2.การบวงสรวงมีผลจริง(หมายถึงการให้ในระดับสงเคราะห์กันมีผล) 3. การเคารพบูชามีผลจริง (หมายถึงการยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผลดีจริง) 4.ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วมีจริง 5.คุณของมารดามีจริง (หมายถึงมารดามีพระคุณต่อบุตรอย่างยิ่ง บุตร ควรตั้งใจตอบแทนพระคุณท่านอย่างเต็มที่) 6.คุณของบิดามีจริง (หมายถึง บิดามีพระคุณต่อบุตรอย่างยิ่ง บุตรควรตั้งใจตอบแทนพระคุณท่านอย่างเต็มที่) 7.โลกนี้มี (หมายถึง โลกนี้มีคุณเป็น อย่างยิ่ง เหมาะสำหรับใช้สร้างบุญบารมี) 8.โลกหน้ามี (หมายถึง โลกหน้ามีจริง ตายแล้วไม่สูญ ความเป็นไปของโลกหน้า เป็นผลมาจากโลกนี้) 9.พวกโอปปาติกะ (ผุดขึ้นเกิด) มี (หมายถึง สัตว์ ที่ผุดขึ้นเกิดแล้วโตทันทีมีจริง อาทิเช่น ในภูมิทุคติ ได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ในภูมิสุคติ ได้แก่ เทวดา พรหม อรูปพรหม) 10.สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุมรรคผลนิพพาน รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้วสอนให้ผู้รู้ตามด้วยมีจริง (จาก Wikipedia.org)
  • โลกียะ เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เป็นอะไรที่ต้องมี 2 ขั้ว มีดี มีชั่ว มีโลกธรรม
  • โลกุตตระ เป็นอะไรที่เหนือของเป็นคู่ๆ รู้จักแต่ละขั้วอย่างดี และไม่ยึดติด เอาความยึดถึอและความเข้าใจผิดออกไป
  • อัตตา ตรงข้ามกับ นิรัตตา ส่วน อนัตตา (ตัวที่ไม่มีตัว) จะอยู่ตรงกลางระหว่าง อัตตา และ นิรัตตา
  • เพราะ ทุกข์ ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ เมื่อ ทุกข์ดับ เรื่องราวต่างๆ ก็หมดลง
  • เมื่อเข้าใจโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ก็จะเข้าถึงมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์
  • อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน มี 4 อย่างได้แก่ 1.พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2.ฌานวิสัย วิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของฌาน 3.กรรมวิสัย(กรรมวิบาก) วิสัยของกฎแห่งกรรม ที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ รวมถึงการให้ผล และการรับวิบากกรรม 4.โลกวิสัย(โลกจินตา) วิสัยการมีอยู่ของโลก ในทางพระพุทธศาสนาไม่ แนะนำให้คิดเรื่องอจินไตย เพราะวิสัยปุถุชนไม่อาจเข้าใจได้โดยถูกต้องถ่องแท้ ทั้งเพราะความเข้าใจไม่ได้ในฐานะที่เป็นของลึกซึ้ง เป็นเรื่องทางจิต หรือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาคำตอบที่สิ้นสุด ได้ ถ้าคิดมากจริงจังในการหาคำตอบเหล่านั้นจากการคิดเดาเอาด้วยตรรกะเองจึงอาจกลายเป็นคนบ้าได้ อจินไตยในเรื่องทางจิตจึงเป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยการบรรลุธรรมชั้นสูงเท่านั้น (จาก Wikipedia.org)

 

ฟังบรรยาย “สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า พาให้ถึงความสิ้นทุกข์ ๑” ได้จากลิงค์นี้

http://www.ybat.org/v4/dhammatalk.asp?M_id=446

กันยา ณ เดือนเก้า

25/07/54

เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่อาศัย
เรากระทำกรรมใด ดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจักเป็นทายาทของกรรมนั้น

*********************************

บุญทำ กรรมแต่ง
โดย พระศรีศาสนวงศ์ (มีชัย วีรปัญโญ)
เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554
ณ อาคารธรรมนิเวศ ยุวพุทธิกสมาคมฯ ซอยพชรเกษม 54 ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

  • การไม่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นสุขอันประเสริฐ
  • เอฐะปัสสะติมัง โลกังจิตตัง ราชะระถู ปะมัง ยัตฐะ พาราวิสีรันติ ระฐิสังโฆ วิจานะตัง เอจิตตัง สัญญะเมตสันติ โมกขันติ มานะปัณฑะนา > สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันวิจิตรบรรจง ดุจราชรถทรงของพระราชา ที่พวกคนเขาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ผู้ใดจักสำรวมซึ่งจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร
  • คนนั้น คนนี้ เก่งจริงๆ เป็นเพราะคนๆ นั้น ได้สั่งสมบารมี อันเป็นเหตุปัจจัยให้เขาเป็นเช่นนั้น
  • ถ้าไม่มองย้อนไปหาเหตุ เราก็จะไม่เข้าใจกลไกของชีวิต
  • บุญเป็นฝ่ายดี ฝ่ายเจริญ มักใช้คู่กับคำอื่นๆ เช่น ทำบุญ ทำกุศล ทำบุญ ทำทาน แต่หากเห็นคำว่า “บุญ” โดดๆ ให้เข้าใจว่า มีคำว่า “กุศล” รวมอยู่ด้วย
  • ความหมายของคำว่า “บุญ” คือ เต็ม สมบูรณ์ ความสุข ถ้าว่าโดยเหตุ คือ การทำความดี การชำระล้างจิตใจให้สะอาด โดยผล คือ ความสุข
  • บุญ เป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
  • ทำไม ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี เป็นเพราะเรามองที่ปลายเหตุ มองเฉพาะในภพนี้เท่านั้น
  • บุญทำ กรรมแต่ง เป็นเรื่องของ กฏแห่งกรรม
  • ศรัทธา (ที่ไม่ใช่แบบฟ้าแลบ หรือผลุบๆ โผล่ๆ แบบหัวเต่า) มี 4 ประการ คือ 1.กรรมศรัทธา เชื่อกรรม เชื่อการกระทำที่ทำลงไป และให้ผลแน่นอน ทำอะไรไว้ ไม่ให้ผลย่อมไม่มี 2.วิปากศรัทธา เชื่อผลของกรรม มีความเป็นกลาง กรรมเป็นเรื่องซับซ้อน ลึกซึ้ง เป็นอจินไตย (วิสัยปุถุชนไม่อาจเข้าใจได้โดยถูกต้องถ่องแท้) 3.กรรมสกตาศรัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน การทำความดีต้องทำเอง เผื่อกันได้ยาก (ยกเว้นการอนุโมทนา) 4.ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อในปมแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลายพระนาม เช่น พระสุคตเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้า พระมหาขีณาสพ พระตถาคตเจ้า
  • กรรม คือ การกระทำ เป็นทุกอย่างของสิ่งมีชีวิต
  • ที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขของกรรม
  • อะไรเป็นหรือไม่เป็นกรรม ให้ดูที่เจตนาเป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราเรียกการกระทำที่จงใจว่าเป็น กรรม
  • กรรมสองประเภท กุศลกรรม (กรรมขาว) อกุศลกรรม (กรรมดำ)
  • กฏแห่งกรรม 6 > 1.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน 2.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นทายาท (ต้องรับผลของกรรมนั้นเอง) 3.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด 4.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ 5.สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นที่อาศัย 6.สัตว์ทั้งหลายกระทำกรรมใด ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นทายาทของกรรมนั้น
  • หากเชื่อในกฏแห่งกรรม 6 จะก่อให้เกิดคุณธรรมที่เรียกว่า “หิริ-โอตตัปปะ
  • หมวดกรรม > 1.กรรมให้ผลตามกาล (4) 2.กรรมให้ผลตามหน้าที่ (4) 3.กรรมให้ผลตามลำดับความแรง เช่น อนันตริยกรรม
  • กรรมให้ผลตามกาล > 1.กรรมให้ผลในปัจจุบัน ทันตาเห็น 2.กรรมให้ผลในชาติหน้า ภพหน้า 3.กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป 4.อโหสิกรรม กรรมที่ไม่เลิกให้ผล
  • อย่าจำไปใช้ > ทำบุญให้ผลชาติหน้า เสนอหน้าให้ผลชาตินี้
  • การผ่อนปรนกรรม ทำได้ โดยทำกรรมดีให้มากๆ และให้กรรมดีส่งผลไปปะทะกรรมชั่ว แต่การแก้กรรม ทำไม่ได้
  • วิปัสสนากรรมฐาน จะหยุดการคิดก่อกรรมชั่ว
  • การขออโหสิกรรม ต้องทำด้วยใจที่มี หิริ-โอตตัปปะ
  • จงจำไปใช้ > นึกถึงความผิด จะได้คิดแก้ไข นึกถึงความดี จะได้เป็นกำลังใจ

 

เนื่องจาก พระอาจารย์ได้บรรยายธรรมในเรื่องของหมวดกรรมไปได้เพียงหมวดเดียว จึงต้อง To be continued…โปรดติดตามตอนต่อไป

กันยา ณ เดือนเก้า
29/06/54

ไม่ลังเลที่จะลงทะเบียนสำรองที่นั่งเลย กับหัวข้ออันน่าสนใจเยี่ยงนี้

********************************

เกิด-ตาย ความหมายในพระพุทธศาสนา
โดย ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ
อาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2554
ณ ห้องสาวัตถีธรรมะเธียเตอร์ ชั้น 2 อาคารบุญยง ว่องวานิช
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ซ.เพชรเกษม 54 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

 

  • เกิด หรือ ชาติ ในภาษาบาลี มีสองความหมายคือ 1.เกิดเป็นตัวตน 2.การเกิดของกิเลสในขณะจิต
  • พอคิดปุ๊บ ชาติเกิด
  • ตาย หรือ การสิ้นชีวิตอินทรีย์ การหมดลม มีสองนัยคือ 1.ตายแบบปุถุชน เป็นการตายไม่จริง ตายแล้วเกิดอีก (ตายแบบสมมุติ รับรู้ว่าตาย) เป็นแค่การสิ้นภพในชาติหนึ่ง 2.สมุจเฉทมรณะ เป็นการตายที่ไม่เกิดอีก การตายแบบนิพพาน
  • * สมุจเฉทมรณะ – สํ ( พร้อม , ดี ) + อุจฺเฉท ( ตัด , ขาด ) + มรณ ( ความตาย ) ความตายอย่างเด็ดขาด หมายถึง ความตายของพระอรหันตขีณาสพ คือขณะที่จุติจิตของพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วดับไป  ไม่มีปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในภพชาติใหม่อีก  เป็นความตายครั้งสุดท้ายในสังสารวัฏฏ์   เพราะไม่มีตัณหาซึ่งเป็นเหตุให้เกิดนามรูปในภพใหม่อีกต่อไป (อ้างอีงจากเว็บบ้านธัมมะ)
  • วิธีการค้นพบ เกิด-ตาย ของพระพุทธเจ้า เบื้องต้น รู้เรื่องแก่ เจ็บ ตาย ก่อน แล้วท่านก็สงสัยว่า แก่ มาจากอะไร ตัวการคืออะไร พยายามค้นหาคำตอบตั้งแต่อายุ 16 จนพบอายุ 29 ปี เมื่อพระราหุลพระราชโอรสของพระองค์ประสูติ ท่านได้อุทานว่า “ราหุลํ ชาตํ (เครื่องผูกเกิดขึ้นแล้ว)” ที่แท้การเกิดนี่เอง เป็นเหตุให้แก่ (เจ็บและตาย)
  • การเกิด มาจากผลของกรรม กรรมมาจากอุปาทาน < ตัณหา < เวทนา < ผัสสะ < สาฬยตนะ < นามรูป < วิญญาณ < สังขาร < อวิชชา
  • การเกิดของมนุษย์ มีองค์ประกอบ 3 ประการ 1.มีบิดา มารดาอยู่ด้วยกัน 2.มารดาอยู่ในวัยมีระดู (มีลูกได้) 3.มีวิญญาณลงมาถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา
  • ในทางวิทยาศาสตร์ เมื่อสเปิร์มของพ่อ+ไข่ของแม่ เกิดเป็นชีวิต แต่ในทางพุทธศาสตร์ หากไม่มีวิญญาณลงมาปฏิสนธิ ไม่ใช่การเกิด (ภายใน 7 วัน หลังจากนี้แล้ว ไข่จะฝ่อ)
  • วิญญาณหรือจิต ในกามภพ อยู่ไม่ได้โดยไม่มีรูป (ไข่ที่ผสมเชื้อ) และวิญญาณหรือจิตนี่เอง ที่ได้นำคุณสมบัติที่มีมานับภพนับชาติไม่ถ้วนมาด้วย
  • อาการแพ้ท้องของแม่บอกที่มาของลูกได้ (เหตุเพราะความรัก จึงทำให้แม่เปิดใจรับความรู้สึกลูกแบบเต็มๆ แม่จึงแสดงความรู้สึกออกมาตามที่ลูกเป็น)
  • อชาติศัตรู (พระโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร) มีสองความหมายคือ 1.เป็นศัตรูตั้งแต่ยังไม่เกิด 2.ไม่เกิดมาเป็นศัตรูอีก
  • จิตที่เกิดมา เป็นตัววางรากฐานชีวิต
  • นับตั้งแต่วันปฏิสนธิจนถึงเกิดใช้เวลา 10 เดือน
  • การระลึกชาติ เกิดขึ้นยาก เพราะช่วง 10 เดือนในครรภ์มารดา มีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาให้ได้รับรู้และทับถมของเดิม
  • บุญกรรมที่ติดตัวมา ส่อถึงการใช้ชีวิต
  • กรรมที่กำกับชีวิตเมื่อเกิดมา 1.กรรมเก่า 2.กรรมใหม่
  • กรรมเก่าถูกกำหนดมาแล้ว จึงทำอะไรไม่ได้ ต้องแก้ที่กรรมใหม่ คือ การทำให้ดี
  • การทำกรรมปัจจุบันให้ดี ให้ดำเนินตามมงคลสูตร 38 ประการ โดยเฉพาะข้อที่ 6 ตั้งตนไว้ชอบ (อัตตสัมนาปณิธิ) โดยเริ่มตั้งที่ความคิดไว้ให้ถูกต้อง แล้วพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและวาจา จะถูกต้องตามมา
  • มงคล 38 ประการ มีอดีตเพียงข้อเดียวคือ ข้อที่ 5  เคยเป็นผู้ที่มีความดีสร้างไว้แต่ปางก่อน (ปุพฺเพ จ กตปุณฺญตา)
  • มงคล 38 ประการ นำไปสู่การบรรลุธรรมได้
  • กรรมที่ทำทั้งหมดสรุปออกมาได้เป็น 1.กรรมหนัก-กรรมที่มีเจตนาแรง 2.กรรมเคยชิน-กรรมหนักเป็นกรรมเคยชินได้ และการเล่นสนุกบ่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน มักจะปรากฏตอนใกล้ตาย 3.กรรมสักแต่ว่าทำ 4.กรรมใกล้ตาย
  • ชีวิตหลังความตาย เกิดง่ายกว่าการเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องอยู่ในท้องแม่ 10 เดือน ต้องไปโรงพยาบาล ต้องเลี้ยงดูกันมาก
  • โอปปาติกะ (Life of the death) คือ การเกิดทันที มี 2 อย่าง คือ 1.เกิดแล้วงง 2.เกิดโดยรู้ตัวว่าตายแล้ว
  • นิยามการตาย 1.อายุดับ (เซลล์ตาย) 2.ไฟธาตุ (ไออุ่น) ดับ 3.วิญญาณดับ ลำดับการดับคือ 3 > 2 > 1 (นามธรรมดับก่อนรูปธรรม)
  • ชีวิตหลังความตาย แยกชัดเจนระหว่างดีกับชั่ว
  • พระพุทธเจ้าต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้สอนทั้งคนทุกกลุ่ม (คนดีชั่วปะปนกัน) ซึ่งต่างจากภพภูมิอื่น ที่แบ่งแยกดีชั่วชัดเจน
  • ชีวิตหลังความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว อย่างน้อยหากเราทำความดี เราก็จะได้ชีวิตใหม่และร่างใหม่ที่สมบูรณ์ (ก่อนตายอาจจะพิการ เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ)
  • การอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้กับผู้ตาย ถึงแก่ผู้ตายแน่นอน หากผู้ตายเปิดใจรับ

 

เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จึงมีผู้ถามคำถาม อ.บรรจบมากมาย จนเจ้าหน้าที่ต้องขอตัดบท โดยให้ผู้บริหารศูนย์กล่าวปิดงานและมอบของที่ระลึก แต่ครั้งหน้าต้องมีอีกแน่นอน และเราก็คงไม่พลาดแน่นอนเช่นกัน

กันยา ณ เดือนเก้า
07/06/54

สุขแท้อยู่ที่ใด อะไรคือสุขแท้ เราไปหาคำตอบ จากการไปฟังธรรมครั้งนี้

************************************

สุขแท้อยู่ในตน
โดยพระคันธสาราภิวงศ์ (พระมหาสมลักษณ์ คันธสาโร)
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2554
ณ อาคารธรรมนิเวศ ยุวพุทธิกสมาคมฯ ซอยพชรเกษม ๕๔

 

  • ความสุขโดยพึ่งพิงวัตถุสิ่งของ ก็เหมือนการไล่จับเงาตัวเอง
  • ได้วัตถุมาแล้ว ก็ต้องวิตกกังวลและห่วงใยอีกว่า จะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน
  • ให้ทำใจเหมือนกับน้ำบนใบบัว คือ ไม่ยึดติด
  • ความสุข 3 ระดับ 1.ความสุขของคนทั่วไป คือ ความสุขทางกายและใจอันเนื่องด้วยกามคุณ 5 2.ความสุขทางใจในการเข้าฌานสมาบัติ > ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน 3.นิพพานสุข สุขจากการดับสัญญาและเวทนา
  • วิปรินามทุกข์ ทุกข์จากการเปลี่ยนแปลง
  • กามคุณ นอกจากจะเป็นคุกชีวิตแล้ว ยังเป็นอามิส (เหยื่อ) อีกด้วย
  • ความสุขจากการที่เรารู้สึกว่า มีความสุขนั้น ไม่ใช่สุขที่แท้จริง
  • ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ภายในตน
  • โมหะ ความหลงนั้น คือ อวิชชา
  • ปัญญาที่แท้จริง คือ การรู้รูปนามตามความเป็นจริง
  • สติ คือ การรู้สภาวะเบาของธาตุลม สภาวะหนักของธาตุดิน
  • เมื่อฝึกสติปัฏฐานสี่ เราจะค่อยๆ ปล่อยวางตัวตนลง
  • สัมมาสติ การระลึกรู้เห็นเท่าทันปัจจุบันโดยไม่มีสมมุติบัญญัติ หากยังรู้สมมุติ เป็นแค่มนสิการ ซึ่งเป็นเจตสิกดวงหนึ่ง
  • กำลังของสมาธิสามารถข่มนิวรณ์ได้
  • พระธรรมเป็นที่พึ่งของโลกสาม
  • พระธรรมเป็นรัตนะอันทรงค่ากว่ารัตนะทั้งหมด

หลังจากฟังธรรมแล้ว พระอาจารย์ได้นำปฏิบัติภาวนา มีการตอบปัญหาธรรม และจบด้วยการให้พรหลังถวายสังฆทาน ขออนุโมทนาสาธุ กับผู้มีส่วนร่วมในงานนี้ทุกท่านค่ะ

กันยา ณ เดือนเก้า
03/06/54

ฝนตกหนักแต่เช้าในวันแรงงาน 54 แต่ถึงจะหนักแค่ไหน
ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไปฟังธรรมที่ยุวพุทธฯ ของเรา (เพราะน้องขับรถไปส่ง อิอิ)

**********************************

อิสระจากอวิชชา
โดย อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2554
ณ ห้องปฏิบัติธรรม อาคารสิริ กรินชัย ยุวพุทธิกสมาคม

  • อาจารย์ที่หน้าที่ต่อบันไดไปให้ถึงธรรม
  • ความสุขมีรากเง้ามาจากความทุกข์
  • สิ่งเกิดดับ ล้วนเป็นทุกข์
  • สิ่งที่ไม่มีตัวตน มีเหตุเกิด และมีเหตุทำให้ดับ
  • มีสิ่งเดียวที่นอกเหนือกฏไตรลักษณ์ นั่นคือ นิพพาน
  • การจะเข้าถึงนิพพาน ต้องศึกษาสิ่งที่เป็นทุกข์ สิ่งที่เกิดดับ
  • เด็กรุ่นใหม่ต้องอาศัยตากับหู เพื่อประกอบจิกซอว์(ประติดประต่อเรื่องราว)ให้เต็ม
  • ปฏิจจสมุปบาท คือ ส่วนขยายของอริยสัจ 4
  • พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อริยสัจ 4 ในวันวิสาขบูชา
  • ปฐมเทศนา คือ การประกาศธรรมครั้งแรกของพระองค์
  • ธัมมจักรกัปวัตนสูตร ชี้ให้เห็นความสุดโต่งสองสาย แล้วนำไปสู่ทางสายกลาง (อริยมรรค) เพื่อการรู้แจ้ง
  • ดวงตาเห็นธรรมที่เกิดกับโกณฑัณญะ (ในธัมมจักรฯ) “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว สิ่งนั้นทั้งปวงก็ต้องดับสลายเป็นธรรมดา”
  • ภาวนา ใน ภาวนามยปัญญา คือ การเจริญมรรคมีองค์ 8
  • การมีมิตรดี เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
  • มิตรดี คือ พระพุทธเจ้า โดยมีมรรคมีองค์ 8 เป็นตัวแทน
  • การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า คือ การเกิดมรรค 8 ซึ่งเป็นหนทางสู่นิพพาน
  • หากมีข้อความที่ขึ้นต้นด้วย ภิกษุทั้งหลาย! นั่นหมายความว่า เป็นสิ่งที่มาจากพระโอษฐ์
  • การเห็นถูก ไม่ใช่การทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่เราเองที่เห็นผิด
  • เราเกิดมา เพราะมีตัณหา
  • โสดาบัน คือ ผู้ที่เข้าถึงกระแสแห่งนิพพาน
  • เพราะความเห็นผิด เราจึงใช้ชีวิตผิด
  • ความเห็นถูก คือ สัมมาทิฎฐิ
  • มรรค 8 ย่อเป็น ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา)
  • พระอรหันต์ คือ ผู้ที่เห็นสัมมาทิฏฐิ (รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) อย่างแจ่มแจ้ง
  • ทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่อยาก (ถ้ารู้ทัน ก็เท่ากับ รู้ทุกข์)
  • ละสมุทัย จึงเกิดนิโรธ
  • ทุกข์ (ควรรู้) สมุทัย (ควรละ) นิโรธ (ควรทำให้แจ้ง) มรรค (ควรเจริญ)
  • กาม คือ อะไรก็ตามแต่ที่รับมาโดยอยาตนะ (เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์หยาบๆ)
  • เนกขัมมะ คือ การออกจากกาม
  • อินทรีสังวร ช่วยชำระจิตให้เกิดปัญญา
  • ไม่ทำผิดศีล (มีศีล 5 บริบูรณ์) เป็นโสดาบัน
  • แต่การมีศีล 5 บริบูรณ์ ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ได้
  • คนนอกศาสนา(พุทธ)ไม่มีวันพ้นทุกข์ได้ เพราะศาสนาอื่นไม่มี สัมมาวายาโม / สัมมาสติ / สัมมาสมาธิ หรือย่นย่อลงเหลือ สมาธิ ในไตรสิกขา
  • เราทำได้แค่ดีที่สุดในแต่ละขณะ (อย่าได้หวังผล)
  • เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหนึ่งเดียว เมื่อนั้นจะเกิดโลกุตรมรรค
  • อย่าได้หวังผล หากทำเหตุไม่ครบ
  • ภาวนา คือ การมีสติ
  • คนนอกศาสนา(พุทธ)อาจจะเห็นได้ว่า กายไม่ใช่เรา แต่จะไม่เห็นว่า จิตไม่ใช่เรา
  • ละอกุศล คือ ให้เลิก ส่วน ละกุศล ไม่ได้ให้เลิก แต่ไม่ให้ยึด
  • สงัดจากกามทั้งหลาย และสงัดจากอกุศล คือ นิพพานชิมลอง

ตามกำหนดการการบรรยายธรรมเลิกเที่ยงตรง แต่เนื้อหามีเกินกว่าจะจบเวลานั้นได้ เลยต้องยืดเวลาออกไป น่าเสียดายที่เราไม่สามารถอยู่ฟังจนจบได้ เพราะนัดน้องมารับ จะให้คอยกันนาน (มีหลานๆ มาด้วย) ก็เกรงใจ จึงจำใจต้องออกก่อนเวลา

กันยา ณ เดือนเก้า
วันฉัตรมงคล ’54

เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่มูลนิธิพันดาราจะมาจัดเสวนาในสถานที่ที่ไม่ไกลมาก

แล้วโอกาสนั้นก็มาถึงกับหัวข้อที่น่าสนใจ

*********************************

กายกับใจ : วิถีธรรมชาติและจิตวิญญาณ
โดย มูลนิธิพันดารา
วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2554
ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ในพิธีเปิด มีการภาวนาส่งกระแสจิตผ่านพรของพระพุทธองค์ เพื่อเยียวยาจิตใจของผู้มีชีวิตอยู่และอุทิศบุญกุศลแด่ผู้ล่วงลับจากภัยในญี่ปุ่น ด้วยหลากหลายวิถี (มหายาน วัชรยาน เถรวาท) ผู้ที่ประสบภัยพิบัติจนเสียชีวิต ในชาติใดชาติหนึ่ง หรือในอนาคต ล้วนแล้วแต่โยงใยเป็นญาติกับเรา

กายกับใจในมุมมองของพระพุทธศาสนาเซ็นแบบจีน

โดย อ. เศรษฐพงษ์ จงสงวน (นักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนามหายาน)

  • หากไม่มีการศึกษาเรื่องกายและใจ ก็ไม่มีศาสนา
  • ปรัชญาปารมิตาสูตร คือ หัวใจของมหายาน เป็นการตอกย้ำแนวคิดที่ว่า สิ่งทั้งปวงและสรรพธรรมไม่มีสิ่งใดให้ยึดมั่น
  • รูปไม่เป็นอื่นใดจากความสูญ
  • ธรรมทั้งปวงมีความสูญเป็นลักษณะ
  • ในความสูญ ไม่มี เวทนา รูป ฯลฯ
  • กายเป็นของไม่บริสุทธิ์ สังขารเป็นของไม่เที่ยง ทุกสิ่งล้วนปรุงแต่ง
  • มนุษย์มีหลายร้อยพันแผน แต่สู้สวรรค์(ธรรมชาติ)ที่มีแผนเดียวไม่ได้
  • มนุษย์ใช้ความอยากเป็นตัวกำหนดชีวิต
  • การรับรู้ของกายและใจ เป็นของเกี่ยวเนื่องกัน
  • มหายานเชื่อในเรื่องของวิญญาณ 8 5 วิญญาณแรกคือ จักษุ โสต ฆาน ชิวหา และกาย (6 คือ มโน)
  • มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เป็นตัวแทนของวิญญาณ 8 นี้ในทิศทั้งสี่ (องค์สุดท้ายอยู่ตรงกลาง)
  • องค์ที่ 1 พระอโมฆสิทธิพุทธะ ประทับทางทิศเหนือของพุทธมณฑล พระกายสีเขียว เป็นตัวแทนของวิญญาณที่ 1-5
  • องค์ที่ 2 พระอมิตาภะพุทธะ ประทับทางทิศตะวันตกของพุทธมณฑล พระกายสีแดง เป็นตัวแทนของวิญญาณที่ 6
  • องค์ที่ 3 พระรัตนสัมภวะพุทธะ ประทับอยู่ทางทิศใต้ของพุทธมณฑล พระกายสีเหลืองทอง เป็นตัวแทนของวิญญาณที่ 7
  • องค์ที่ 4 พระอักโษภยะพุทธะ ประทับทางทิศตะวันออกของพุทธมณฑล พระกายสีน้ำเงิน เป็นตัวแทนของวิญญาณที่ 8
  • องค์ที่ 5 พระไวโรจนะพุทธะ ประทับอยู่ตรงกลางของพุทธมณฑล พระกายสีขาวบริสุทธิ์ (แก้ว)
  • เว่ยหลาง ผู้นำแห่งนิกายเซน
  • โศลกสำหรับผู้นับถือนิกายเซน ธรรมทั้งหลายเป็นดั่ง ดวงดาว น้ำค้าง ฟองคลื่น เงา แสงประทีป ความฝัน มายา พยับแดด ฟ้าแลบ เมฆ ธรรมทั้งปวงนี้ เป็นเพียงแวบเดียว ไม่จีรังยังยืน ยึดมั่น ถือมั่นไม่ได้
  • ธงไหว หรือ ลมไหว เป็นหัวข้อถกเถียงกันของพระสองรูปในวัดที่กวางเจา เว่ยหลางผ่านมาเห็น จึงให้คำตอบไปว่า จิตของท่านทั้งสองนั่นแหละไหว ไม่มีธง ไม่มีลมที่ไหว
  • ธง = กาย ลม = อายตนะภายนอก สิ่งทั้งสองพอถูกกระทบจึงเกิดการเคลื่อนไหว
  • ตรีกาย หรือ กาย 3 ประกอบด้วย ธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมานกาย
  • ธรรมกาย เป็นธรรมสภาวะที่มีอยู่ในทุกคน จะต้องพัฒนาให้บริสุทธิ์ ไม่ให้กิเลสครอบงำ
  • สัมโภคกาย คือ ปัญญา ที่รู้ทุกข์ รู้การพ้นทุกข์ และนำผู้อื่นให้พ้นทุกข์ได้ด้วย
  • นิรมานกาย คือ สังขาร
  • เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทรงเปล่งวาจาว่า อัศจรรย์จริงหนอ สรรพสัตว์ทั้งมวลย่อมสามารถบรรลุได้ หมายความว่า คนเราทุกคนมีพุทธภาวะ (ภาวะที่จะตรัสรู้ได้)
  • สทาปริภูตะ คือ ผู้ให้เกียรติพุทธภาวะในตัวคน จึงไหว้ทุกคนที่พบ (ไหว้พุทธภาวะในใจ)
  • การดำเนินชีวิต เมื่อรู้กายกับใจแล้ว 1.เราสามารถตั้งจิตได้ว่า สิ่งทั้งหลายที่ได้กระทำมา ข้าพเจ้าขอขมากรรมต่อบาปเหล่านั้น (เพื่อเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิต และพัฒนาจิต) 2.ให้ตั้งโพธิจิตว่า สรรพสัตว์ทั้งหลาย เราพร้อมจะช่วยเหลือ หรือโปรดสัตว์เหล่านั้น กิเลสทั้งหลายเราจะขัดเกลา ธรรมทั้งหลายเราพร้อมจะเรียนรู้และปฏิบัติตาม
  • การกระทำแบ่งเป็นสองอย่าง คือ บุญ และ ปัญญา
  • ปารมิตา หรือ บารมี 10  ได้แก่ 1.ทานปารมิตา หรือทานบารมี 2.ศีลปารมิตา หรือศีลบารมี 3.กฺษานฺติปารมิตา  หรือขันติบารมี 4.วีรฺยปารมิตา  หรือวิริยบารมี 5.ธฺยานปารมิตา  หรือฌานบารมี 6.ปรชฺญาปารมิตา  หรือปัญญาบารมี 7.อุปายปารมิตา หรืออุบายบารมี 8.ปฺรณิธานปารมิตา หรือประณิธานบารมี 9.พลปารมิตา หรือพลบารมี 10.ชฺญานปารมิตา  หรือญาณบารมี

การดูแลเด็กป่วยระยะสุดท้าย

โดย รศ. นพ. อิศรางค์ นุชประยูร (คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง)

  • มะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ถ้าหากรักษาให้หายขาดไม่ได้ จะใช้วิธีที่เรียกว่า กุมารชีวันตารักษ์ (Pediatric Palliative Care)
  • กุมารชีวันตารักษ์ เป็นการดูแลรักษาโรคที่รักษายาก / เป็นการดูแลที่เพิ่มความมีชีวิตในทุกวัน / เป็นการดูแลที่ให้ผู้ดูแลกับผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษา
  • การช่วยสานฝัน(ที่มีคุณค่าต่อจิตวิญญาณ)ให้กับเด็ก ทำให้เกิดมูลนิธสายธารแห่งความหวัง (สำหรับเด็กป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย)

วิถีธรรมชาติในการบาบัดรักษาและดูแลตนเอง

โดย อ. นิดดา หงษ์วิวัฒน์ (สานักพิมพ์แสงแดด)

  • หนทางแห่งประโยชน์ มี 6 ข้อ 1 ใน 6 นั้น คือ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
  • ภาวะจิตที่จะก่อให้เกิดอะไรก็ได้ ทำให้ถึงขั้นตายได้
  • มโนกรรม บางทีกำหนดสมองให้วุ่นวาย
  • จิตใต้สำนึก จะก่อให้เกิดการสันดาปในเซลล์ ดังนั้น วันไหนที่คิดมากจะเหนื่อย (หยุดคิดไม่ได้)
  • ร่างกายประกอบด้วย เซลล์และจุลินทรีย์
  • เซลล์ มี 10 ล้านๆ เซลล์ สื่อสารกันด้วยประจุไฟฟ้า
  • หากตื่นตระหนกเพราะจิต ทำให้ตายได้
  • บุคคลฆ่าอะไรแล้ว จึงอยู่เป็น จึงไม่โศกเศร้า (ฆ่าความโกรธ)
  • เครียดบ่อยๆ จะมีสารคอร์ติซอล (ฮอร์โมนเครียด) หลั่งออกมา
  • โกรธ ทำให้ หัวใจเต้นแรง / ความดันโลหิตสูง / ภูมิต้านทานต่ำ / เลือดข้น
  • จุลินทรีย์ มี 100 ล้านๆ ตัว หากนำมารวมกันจะได้ขนาดประมาณไตหนึ่งข้าง
  • จุลินทรีย์ แบ่งเป็น ชนิดดี และไม่ดี (อีโคลาย)
  • มะเร็ง คือ เซลล์ที่ไม่ต้องการออกซิเจน
  • ถ้าเซลล์ตายในสภาวะขาดออกซิเจน เซลล์จะเข้าสู่กระแสเลือด กลายเป็นเซลล์มะเร็ง
  • จุลินทรีย์จะอยู่ในส่วนกลางของร่างกาย เพื่อปรับสมดุลย์และช่วยย่อยอาหาร
  • การกินอาหารด้วยกิเลส ผู้ที่รับเคราะห์คือ เซลล์และจุลินทรีย์
  • เซลล์และจุลินทรีย์ชนิดดี จะชอบพวก ผัก ผลไม้
  • ส่วนเนื้อ นม ไข่ ชา กาแฟ เค้ก ความโกรธ ความเครียด จะเป็นที่โปรดปรานของเซลล์และจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี
  • ถ้ากินอาหารที่มีพิษมากๆ จะออกมาในรูปของความเหม็น ไม่ว่าจะเป็น เต่าเหม็น ตัวเหม็น ปากเหม็น หรือ อึเหม็น
  • แนะนำให้ดื่มน้ำคั้นคลอโรฟิลด์ (ใบย่านาง)

เยียวยากายกับใจจากมุมมองของทิเบต

โดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (มูลนิธิพันดารา)

  • จิตเป็นกษัตริย์ กายเป็นอำมาตย์ < ของทิเบต
  • ทุกอย่างจิตเป็นผู้กำหนด กายเป็นเพียงสิ่งที่เราขอยืมมา
  • แต่จิตจะเข้าถึงการหลุดพ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีกาย จึงต้องดูแลกายซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวให้ดีที่สุด
  • ใช้กายให้ดีที่สุดเพื่อสั่งสมบุญบารมี เพราะกายมนุษย์เป็นสิ่งที่ได้มาแสนยาก
  • แต่ละนาทีเราต้องดูแลใจให้ดี เพราะถ้าไม่ดี มีผลต่อกาย
  • ความโกรธ ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับเลือด ธาตุไฟเสียสมดุลย์
  • ความเมตตา ทำให้หน้าตาแจ่มใส และสุขภาพแข็งแรง
  • ขณะทำสมาธิถึงความเมตตา เราให้อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมด ลมปราณ เส้นต่างๆ ไปอยู่ที่ความรักต่อสัตว์โลก
  • ธาตุเสียสมดุลย์ เพราะความโลภ โกรธ หลง ริษยา พยาบาท
  • ชาวทิเบตไม่ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ที่อยู่ๆ ก็ป่วย แต่เป็นการสั่งสมของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ รวมทั้งกรรมที่ได้เคยทำมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ที่ส่งผลโดยปัจจุบันทันด่วน
  • เช่นเดียวกับภัยพิบัติ เป็น Collective Negative Kama
  • กิเลสกระทบถึงลม ลมถึงอวัยวะต่างๆ กักอยู่ที่ตับ ที่หัวใจ ที่คอ เราจึงต้องดูแลจิตของเราให้ดี ไม่ให้ยึดติดอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึกใดๆ เมื่อจิตสบาย กายก็ไม่ป่วย หรือ ถ้าป่วย ก็จะไม่มีทุกขเวทนา (ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูง)
  • การดูแลกาย ในยามปกติ > กินอาหารให้ถูกกับธาตุ / ไม่ทำงานหนักเกินไป / ปฏิบัติธรรม
  • การดูแลกาย ในยามเจ็บไข้ > หาหมอ / ยา คือ โอสถทิพย์
  • การดูแลกาย ขณะใกล้ตาย > ให้อยู่ในลักษณะที่สบาย / ไม่ใช้เครื่องช่วยต่างๆ
  • การดูแลกาย หลังจาก > ไม่เคลื่อนย้ายศพ หรือ ทำอะไรที่รุนแรงกับศพอย่างน้อย 3 วัน
  • การดูแลจิต ตั้งจิตในชีวิตประจำวัน > เบิกบาน / เมตตา กรุณา / รู้จักจิตใจของตนเอง
  • การดูแลจิต เมื่อมีปัญหา > หาพระอาจารย์ / ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ (มีผลทางจิตใจ) / สวดมนตร์ถึงพระอมิตายุส
  • วิธีในการเยียวยากายใจ > การแพทย์ / ภาวนา / ทำบุญ
  • การทำบุญ อย่าทำเพื่อตัวเอง แต่ให้แผ่แก่สัตว์โลก
  • ลูลา นาซา เมนะ เซ็มลา ตุกเงเม < ถ้ากายไม่มีโรค จิตก็ไม่มีทุกข์

กายกับใจ โดยผ่านกระบวนการไดอะล็อค

โดย อ. ปาริชาติ สุวรรณบุปผา (คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

  • ไดอะล็อค > สุนทรียสนทนา / สานเสวนา / การฟังด้วยใจ ให้เกิดความหมาย / Deep Listening การฟังอย่างลึกซึ้ง / การฟังด้วยความเมตตา / การฟังอย่างแขวนลอยการตัดสิน / การฟังอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา / ได้ทำทั้ง Outer Work และ Inner Work (Spiritual Work)
  • ขั้นตอนการทำไดอะล็อค > เปิดใจ / สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง ทำให้รู้ว่า คนอื่นก็สำคัญ / ทุกคนมีอำนาจในตัว (Power Within)
  • การฟังด้วยเมตตา มีผลกับตัวเองและคนอื่น
  • ธรรมชาติจะเปลี่ยนจิตเล็ก (ความหงุดหงิด ความโกรธ ฯลฯ) ให้เป็น จิตใหญ
  • กรฟังอย่างไดอะล็อค > ฟังตัวเอง / ฟังผู้อื่น / ฟังความเงียบ
  • การคิดอย่างใคร่ครวญ คือ การมีสติอยู่กับตัวเอง
  • การฟังแบบไดอะล็อค เป็น การทำสมาธิแบบหนึ่ง
  • Beginning A New > 1.ให้พูดถึงสิ่งดีๆ ของคนที่ทำร้ายเรา 2.บอกความต้องการ 3.ให้คนที่ถูกกระทำบอกความต้องการ 4.ร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุความต้องการ
  • ไดอะล็อค เป็นการยอมรับความหลากหลาย / เอาความเป็นมนุษย์ (รักสุข เกลียดทุกข์) มาเจอกัน
  • See everthing as they are > มองอย่างรู้เท่าทัน คือ มองอย่างที่มันเป็น

ประสบการณ์จริง การดูแลกายกับใจ

โดย อ. ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม (อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

  • อ.ป่วยเป็นมะเร็งตับเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพราะอาศัยธรรม สติจึงกลับมาเร็ว
  • กายป่วย ใจป่วย มองกลับกัน ถ้าใจไม่ป่วย กายก็หายได้ จึงขอพิสูจน์ โดยการไม่ผ่าตัด ไม่คีโม
  • เราควรมีต้นทุนในเรื่องของแก่นธรรม (หัดปฏิบัติธรรม) ต้นทุนตัวนี้จะช่วยในยามวิกฤต
  • ความเชื่อของคนจีน ถ้ากินข้าวลง ไม่ตาย
  • ธรรมชาติของจิต คือ รับรู้อารมณ์ (Mind Constructs)
  • เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันเป็นไปในแต่ละขณะ (Moment by Moment)
  • โพชฌงค์ 7 ประกอบด้วย 1.สติ คือ การรู้ว่า ขณะนี้เราทำอะไรอยู่ เป็นอะไรอยู่ และต้องรู้แบบยอมรับสภาพ  2.ธรรมวิจยะ การวินิจฉัยธรรม เอาหัวข้อธรรมมาพิจารณา  3.วิริยะ ความเพียร ไม่ท้อแท้  4.ปีติ ความอิ่มใจ เมื่อฟันฝ่า 3 ข้อแรกมาได้แล้ว  5.ปัสสัทธิ ความสงบ ไม่ทุรนทุรายใจ  6.สมาธิ จิตตั้งมั่น  7.อุเบกขา ความวางเฉย ปล่อยวาง
  • เราควร 1.ยอมรับ (Acceptance) 2.ให้อภัย (Forgiveness) กับทุกเหตุการณ์ในโลก
  • สติมา ปัญญาเกิด สติเตลิด ปัญหาเกิด
  • คลื่นสมองแบ่งเป็น 4 ระดับ > Beta Wave 12-18 Hz / Alfa Wave 8-12 Hz (ขณิกสมาธิ) / Theta Wave 4-8 Hz / Delta Wave ต่ำกว่า 4 Hz 3 คลื่นหลัง จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานมากที่สุดในร่างกาย ถึง 300 กว่าอย่าง

โยคะกับการทาความเข้าใจชีวิต

โดย อ. ธนวัชร์ เกตน์วิมุต (ชีวิตสิกขา : เครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต)

  • Patanjali Yoga Sutras เป็นต้นกำเนิดโยคะ
  • อาสนะ คือ ที่ตั้งของความเสถียร
  • อาสนะ มาจากคำว่า ass ส่วนใหญ่ท่าโยคะ ก้นจะแนบพื้น เพื่อให้กระดูกสันหลังตรง
  • เมื่อความพยายามหมดไป สภาวะอนันต์จะเกิดขึ้น
  • ชีวิต คือ ความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
  • โยคะ เป็นกระบวนการศิลปะ เป็นต้นทางที่ทำให้เข้าใจชีวิตอย่างถ่องแท้

หากมีข้อผิดพลาด หรือความหมายผิดเพี้ยนไปประการใด ข้าพเจ้าขออภัยต่อผู้บรรยายและผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ (-/\-)

กันยา ณ เดือนเก้า
25/03/54

ชมภาพงานได้ที่นี่

กายกับใจ 1
กายกับใจ 2

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปฟังธรรมอีกแล้ว (เดือนแห่งการฟังธรรมจริงๆ เลยนะเนี่ย)
งานแสดงธรรมครั้งที่ 19 นี้ ของชมรมกัลยาณธรรม มีความพิเศษตรงที่ ทางชมรมฯ รณรงค์ลดโลกร้อน
โดยการให้ผู้ฟังธรรมนำภาชนะมาใส่อาหารเอง

(ใครเอาภาชนะมาโชว์ จะได้รับของที่ระลึก – ผ้าขนหนูกับพัด) ช่วยลดขยะไปได้หลาย(ถุง)ทีเดียว

**********************************

งานแสดงธรรมและปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 19
โดย ชมรมกัลยาณธรรม
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2554
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุขมหาเมฆ


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก : บารมีธรรมนำชีวิต

  • ความเชื่อที่ถูกต้อง (ศรัทธา) ในเรื่อง กฏแห่งกรรม / วิบากกรรม / สัตว์มีกรรมเป็นของตน / การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นความจริง
  • หากเรามีศรัทธาในสี่ข้อบนนี้แล้ว เราจะไม่ประมาทกับทุกข์
  • ชีวิตนี้เป็นทุกขสัจ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)
  • เมื่อชีวิตเป็นทุกข์ เราจะปฏิบัติอย่างไรให้พ้นทุกข์(ได้ในชาตินี้) คือ การเจริญอริยมรรค มีองค์ 8
  • ทุกข์ คื อปุ๋ยแห่งชีวิต กล่าวคือ เป็นกำลังใจให้สร้างบารมี สร้างคุณธรรมให้กับชีวิต
  • ที่เห็นว่าสุขนั้น มองดูเหมือนมีความสุข แต่ลึกๆ แล้ว มีทุกข์ซ่อนอยู่
  • ทำจิตใจดี ทำจิตใจหนักแน่นได้ คือ การคิดบวก
  • ถ้าเราไม่มีปัญญาและศรัทธาที่ถูกต้อง ชีวิตจะไปไม่ถูกทาง
  • บารมี 10 ของพระพุทธองค์ย่อเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา สำหรับปุถุชน
  • 84,000 พระธรรมขันธ์ ย่อเหลือ มรรค 8
  • มรรค 8 ย่อเหลือ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
  • คุณธรรมของผู้นำ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา (พรหมวิหาร 4)
  • อุเบกขาสงเคราะห์เข้าไปในปัญญา
  • การสร้างบารมี > ให้ทาน / รักษาศีล / เจริญสมาธิ / อบรมปัญญา < แนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อพ้นทุกข์
  • คนเราต้องเมตตาแก่ตัวเอง (ความรักเสมอตนนั้นไม่มี) > ตัวเเราเองนั่นแหละ น่ารักที่สุด หมายถึง การทำตัวเองให้มีความสุขในทุกกรณี ทุกสถานการณ์
  • ดูจิตด้วยสติปัญญา ไม่ว่าขี้อะไรทั้งหลายจะเกิดขึ้น (ขี้โมโห ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ขี้เบื่อ ฯลฯ)
  • เมื่อมีเรื่องไม่สบายใจเกิดขึ้น ให้ยิ้มน้อยๆ ในใจ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
  • ความไม่สบายใจกับความสบายใจ คือ สิ่งเดียวกัน อุปมาเช่นเดียวกับ น้ำแข็งและน้ำ

คลิปการบรรยายของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จากชมรมกัลยาณธรรม

ดร.สนอง วรอุไร : พ้นทุกข์แบบฆราวาส

  • ฆราวาส คือ ผู้ครองเรือน
  • มนุษย์มีความทุกข์สองอย่างคือ ทุกข์ประจำ (เกิด แก่ ตาย) และ ทุกข์จร (เจ็บป่วย ไม่สมหวัง พลักพราก ฯลฯ
  • ตั้งแต่สัตว์นรก ถึง พรหม ล้วนแล้วแต่หนีไม่พ้นความทุกข์ เพราะยังต้องเวียนว่ายตายเกิด (อยู่ในวัฏสงสาร)
  • ปฏิบัติธรรม คือ สมถะกรรมฐาน > จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ / วิปัสสนากรรมฐาน > พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง (ในความจริงแท้ หรือ ปรมัตถสัจจะ)
  • กาม คือ สิ่งที่ประสาทสัมผัสรับได้
  • ความรู้สูงสุด > โลกียอภิญญา (โลกียญาณ-ประสาทสัมผัส) / โลกุตตรญาณ (จิตสัมผัส)
  • เหตุที่ทำให้ป่วย > ออกกำลังกายไม่พอ / เพียรมากเกินไป / พักผ่อนน้อย / โรคกรรม
  • ทุกวันนี้ คนทุกข์เพราะเอาจิตไปอยู่กับอดีตและอนาคต ไม่อยู่กับปัจจุบัน
  • อรูปฌาณ > จิตว่าง
  • อย่างน้อยต้องเป็นพระอนาคามี จึงจะทำนิโรธสมาบัติได้
  • พระโสดาบัน ละสังโยชน์สามได้ คือ วิจิกิจฉา / สักกายทิฏฐิ / สีลัพพตปรามาส
  • ความรู้ที่ได้จาก สุตตมยปัญญา และ จินตมยปัญญา ยังจัดว่าเป็น อวิชชา
  • จิตที่บรรลุอรหันต์แล้ว ต้องบวชภายใน 7 วัน

คลิปการบรรยายของดร.สนอง วรอุไร จากชมรมกัลยาณธรรม

อ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง : ชีวิตจริง ไม่ใช่ของเล่น

อ่านได้จากลิงค์นี้เลย
“ปลูกต้นธรรม งอกงามที่ใจ”

เพิ่มเติม

  • พร 4 ประการอันประเสริฐ > 1.ได้เกิดเป็นมนุษย์ 2.มีอายุยืนยาว 3.ได้พบพระพุทธศาสนา 4.ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
  • อย่างไรคือ ไม่ทำเล่นกับชีวิต? ก็คือ การไม่ประมาท การเป็นผู้ไม่ประมาท คือ การเข้ามาเรียนรู้ ศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

คลิปการบรรยายของอ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง จากชมรมกัลยาณธรรม

พระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) : อารักขกรรมฐาน

  • ในการศึกษา ให้ศึกษาในระบบของแผนที่ เพื่อให้บรรลุถึงปลายทาง
  • การงาน หมายถึง กรรมฐาน กรรม > การกระทำ / ฐาน > ที่ตั้ง
  • อารักขกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต
  • ZZZZZZzzzZZZZ

คลิปการบรรยายของหลวงพ่อเลี่ยม จากชมรมกัลยาณธรรม

ขอสรุป อารักขกรรมฐาน ด้วยเวอร์ชั่นของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วกันว่า…

อารักขกรรมฐาน คือกรรมฐานที่ควรรักษาไว้เป็นประจำ เพราะว่าจิตนี้ที่ยังมิได้อบรมก็มีกิเลสมีอารมณ์อยู่เป็นประจำ ถ้าหากว่าไม่มีกรรมฐานมาเป็นประจำบ้าง อารมณ์และกิเลสก็จะจูงจิตไปในทางชั่วทางผิดได้โดยง่าย แต่ถ้าหากว่ามีกรรมฐานมารักษาจิตเอาไว้ตามสมควร กรรมฐานที่รักษาจิตไว้นี้ก็จะช่วยรักษาบุคคล ไม่ให้ตกไปสู่อำนาจของอารมณ์และกิเลสได้โดยง่าย ประกอบด้วย

ข้อ ๑ พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ในทางปฏิบัติที่เป็นกรรมฐานก็คือระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ตามบทที่สวดกันว่า อิติปิโส ภควา อรหังสัมมา สัมพุทโธ เป็นต้น อันมีคำแปลว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเป็นพระผู้ไกลกิเลส ผู้ตรัสรู้ชอบเอง ดั่งนี้เป็นต้น อันเรียกว่า นวหรคุณ คือคุณของพระพุทธเจ้า ๙ ประการ นวหรคุณนี้ย่อลงก็เป็น ๓ ประการ ดังที่เราทั้งหลายสวดกันอยู่ ว่า พุทโธสุสุทโธ กรุณามหัณโว อันแปลว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นพระ พุทโธ คือ พระผู้ตรัสรู้แล้ว อันแสดงถึงพระปัญญาคุณ สุสุทโธ ทรงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว อันแสดงถึงพระวิสุทธิคุณ กรุณามหัณโว มีพระกรุณาดั่งห้วงทะเลหลวง อันแสดงถึงพระกรุณาคุณ ก็คือย่อลงเป็นพระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ พระกรุณาคุณ ก็ตั้งใจระลึกพิจารณาในพระคุณของพระพุทธเจ้า บทใดบทหนึ่งใน ๙ บทก็ดี ย่อลงเป็นพระคุณทั้ง ๓ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดีหรือว่าจะพิจารณาระลึกถึงพระคุณดังที่ท่านแสดงไว้อย่างอื่น เช่นระลึกว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระสันดานแห่งธรรมอันบริสุทธิ์แล้ว และที่เรียกว่าพระพุทธะ พระพุทธะ ก็เพราะตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยม เพราะประกอบเวไนยนิกรไว้ในธรรมะ เพราะทรงปลุกให้ตื่นจากความหลับคือกิเลสมีความหลงเป็นต้น ดั่งนี้ก็ได้ ซึ่งก็รวมเข้าในพระปัญญาคุณ ในพระวิสุทธิคุณ ในพระกรุณาคุณนั้นเอง ในพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ ในความบริสุทธิ์ของพระองค์ และในพระกรุณาของพระองค์ยิ่งขึ้น ทำให้จิตใจได้พบสรณะคือที่พึ่งกำจัดทุกข์ภัยได้จริง กำจัดกิเลสได้จริง กำจัดบาปอกุศลได้จริง อันน้อมใจให้ใฝ่ปฏิบัติธรรมะตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน

ฉะนั้นจึงมาถึงข้อที่ ๒ เมตตา ความแผ่จิตออกไปในสัตว์บุคคล เจาะจงก็ตาม ไม่เจาะจงคือทั่วไปไม่มีประมาณก็ตาม ให้มีความสุข ดังเช่นคิดว่าสัตว์ทั้งหลายจะเป็น นระ คือมนุษย์ก็ตาม เป็น อนระ คือมิใช่มนุษย์ คือเป็นพวกโอปปาติกะทั้งหลาย ทั้งที่เป็นฝ่ายสุคติ ทั้งที่เป็นฝ่ายทุคติก็ตาม เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ต่างก็พากันแสวงหาความสุข จึงขอให้สัตว์ทั้งปวงพากันมีความสุข มีตนบรรลุถึงความสุข มีความเกษมสวัสดี เมื่อหัดปฏิบัติแผ่เมตตาไปดั่งนี้ จะทำให้จิตใจนี้พ้นจากโทสะพยาบาท เป็นจิตใจที่อ่อนโยน ที่สุภาพ ที่ไม่มุ่งร้ายต่อใครๆ แต่ว่ามีความมุ่งดีต่อใครๆ อันทำให้ผู้ที่มีเมตตาอยู่ในจิตเอง มีความสุขความเย็น มองดูใครๆโดยรอบ ก็มองดูด้วยสายตาที่มีความรักใคร่ปรารถนาดีมุ่งดี ไม่มุ่งทำลายล้าง ผู้ปฏิบัติมีเมตตาขึ้นเองจึงได้พบความสุข ความเย็น และก็ทำให้ผู้ที่อยู่ร่วมกันมีความสุขความเย็นด้วย และนอกจากนี้ยังทำให้จิตใจยากที่จะกระทบกระทั่ง ง่ายต่อที่จะให้อภัยในความผิดพลาด ล่วงเกินของผู้อื่น ไม่ถือโทษโกรธแค้น จะโกรธยาก ใจจะถูกกระทบกระทั่งให้โกรธได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงเป็นข้อที่ควรอบรมให้มีอยู่ประจำใจเนืองนิจ

และมาถึงข้อที่ ๓ อสุภะ พิจารณากายนี้ว่าไม่งดงาม กรรมฐานข้อนี้เป็นเครื่องระงับกิเลสกองราคะ คือความกำหนัดยินดีติดอยู่ในกายตนในกายผู้อื่น เพราะฉะนั้นจึงสอนให้พิจารณากายนี้ อันเป็นที่ตั้งของกิเลสกองราคะนี้ ว่าอันที่จริงนั้นเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่สะอาดไม่งดงาม เพราะว่ากายนี้เป็นที่ประชุมแห่งศพ มี ผม ขน เป็นต้น เป็นสิ่งที่พึงรังเกียจ โดยจะพึงพิจารณาเห็นได้โดย สี สัณฐาน เป็นต้น ฉะนั้น จึงต้องมีการชำระ และการตกแต่งให้ งดงามต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถจะกระทำให้สำเร็จไปได้ เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูลไม่สะอาด ไม่งดงามอยู่โดยธรรมชาติ เมื่อพิจารณาดั่งนี้ก็จะดับกิเลสกองราคะ คือความติดอยู่ในกายลงได้ ทำให้มีความเบา มีความสบาย

และอีกข้อหนึ่งเป็นข้อที่ ๔ คือ มรณสติ ระลึกถึงความตาย ว่าความตายนั้นคือความเข้าไปตัด ชีวิตินทรีย์ ซึ่งความตายนี้เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ของสัตว์ทั้งปวงในโลก ส่วนชีวิตนั้นเป็นของไม่เที่ยงแท้ เพราะจะต้องมีความตายเป็นที่สุดด้วยกันทั้งหมด และเมื่อพิจารณาถึงความตายซึ่งต้องมีแก่ตนเองด้วย แก่ผู้อื่นด้วยทุกๆคนในโลกผู้เกิดมา ดั่งนี้แล้ว ก็จะทำให้จิตใจนี้สงบจากความประมาทมัวเมาเลินเล่อเผลอเพลินในชีวิต แต่ว่าก็ไม่ได้มุ่งว่าจะให้กลัวตาย หรือจะให้หมดกำลังใจ แต่มุ่งว่าเมื่อระลึกว่าความตายจะต้องมีแน่นอนดั่งนี้แล้ว ก็จะได้รีบเร่งประกอบกระทำกรณียะ คือกิจที่ควรทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ทำเสียตั้งแต่ในวันนี้ทีเดียว ดั่งนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต และจะทำให้ได้ความรู้รับรองในคติธรรมดาของชีวิต จะทำให้เป็นผู้ไม่กลัวตาย เพราะเป็นธรรมดาของชีวิต ความกลัวตายนั้นเพราะเหตุที่ไม่รับรองคติธรรมดาของชีวิต แต่เมื่อรับรองคติธรรมดาของชีวิตด้วยปัญญา ก็จะทำให้ไม่กลัวตายและก็จะทำให้ไม่ประมาทไม่มัวเมาเลินเล่อ เผลอเพลิน ประกอบกรณียะคือกิจที่ควรทำไปทุกวัน ไม่ผัดหรือผลัดเอาไว้

กันยา ณ เดือนเก้า
17/03/54

อาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปฟังธรรมอีกแล้ว โย้ว
เวลาไปฟังธรรมที่ต้องมีการสำรองที่นั่ง เรามักจะสำรองไว้สองที่เสมอ เพื่อเผื่อใครก็ตาม
ที่ถูกเราหลอกล่อมาหาธรรม อิอิ

***************************************

ปลูกต้นธรรม งอกงามที่ใจ
อ.ธีรยุทธ เวชเจริญยิ่ง

ณ สาวัตถีธรรมะเธียเตอร์ ชั้น 2 อาคารบุญยง ว่องวานิช
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

  • กรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเราเอง
    ประตูคุก      มิดชิด          ปิดตลอด
    คนยังสอด  ลอดเข้าไป     อย่างมหันต์
    ประตูวัด      เปิดกว้าง         ไว้ทั้งวัน
    แต่คนเข้า   เพียงน้อยนิด   ลองคิดดู….? < บทกลอนจาก พระที่มาบวชจำพรรษา อยู่ที่วัดพุทธปัญญา
  • มีศรัทธา ก่อนจะมีศีล สมาธิ
  • ผู้ปฏิบัติธรรมไม่กลัวตาย แต่กลัวการเกิด
  • ทุกศาสนาสอนให้ละชั่ว ทำดี
  • ศาสนาพุทธ สอนให้ละชั่ว ทำดี และทำจิตให้ผ่องใส ผ่องแผ้วหมดจดจากกิเลส
  • ละชั่ว คือ ละทุจริตทางกาย(กายทุจริต 3-ฆ่าสัตว์ / ลักทรัพย์ / ประพฤติผิดทางกาม) วาจา(วจีทุจริต 4-พูดปด / พูดส่อเสียด / พูดคำหยาบ / พูดเพ้อเจ้อ) ใจ(มโนทุจริต 3-ละโมบ / คิดร้าย / เห็นผิด) หรือรวมเรียก อกุศลกรรมบท 10 นั่นเอง
  • ทำดี กุศลถึงพร้อม คือ เจริญในบุญกิริยาวัตถุ 10 (ให้ทาน / รักษาศีล / เจริญภาวนา / อ่อนน้อมถ่อมตน / ขวนขวายทำในกิจที่ชอบ / ให้ผู้อื่นร่วมทำบุญ / อนุโมทนาบุญ /ฟังธรรม / แสดงธรรม / ทำความเห็นให้ถูกต้อง)
  • ทำจิตใจให้ผ่องใส ผ่องแผ้วหมดจดจากกิเลส ด้วย ธรรมสองประการ ที่ต้องเจริญปัญญาอันยิ่ง คือ สมถะ และ วิปัสสนา
  • ปัญญาอันยิ่ง คือ จะต้องรู้ว่าทำอะไร / จะทำไปเพื่ออะไร / จะต้องทำอย่างไร
  • การจะเข้าสู่ความหลุดพ้น (วิมุตติ) ต้องอิงทั้ง สมถะและวิปัสสนา
  • สมถะ (คิดนึก) คือ การน้อมจิตให้รู้อารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง ทำให้จิตได้รับความสงบ
  • วิปัสสนา (รู้สึก) คือ การมีสติระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นที่กายและใจ
  • คิดนึก ไปในเรื่องอดีต หรือ กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทิ้งปัจจุบัน ใช้เจริญสมถะได้
  • รู้สึก อธิบายได้ยากมากในภาษา มนุษย์ไม่สามารถอธิบายสภาวธรรม แต่ฝึกได้ด้วยตัวเอง
  • ขณะใดที่มีความรู้สึก จะไร้ความคิด
  • วิปัสสนา ไม่สามารถใช้การคิด นึก วิตก วิจารณ์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจัยได้
  • วิปัสสนา เห็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วเห็นเป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
  • คุณของพระพุทธเจ้าสามประการ คือ พระบริสุทธิ์คุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ
  • จิตเป็นผู้รู้อาการเคลื่อนไหว
  • ลมหายใจเข้าออก เป็นคนละอย่างกัน
  • จิตที่รู้ลมหายใจเข้าออก ก็เป็นคนละดวงกัน
  • สมถะ ทำให้กิเลสสลบ (ดั่งก้อนหินทับหญ้า)
  • วิปัสสนา ทำให้กิเลสสยบ (ถอนรากถอนโคนหญ้า)
  • สภาวธรรม คือ สิ่งที่ปรากฏที่ใจ
  • สมมุติ หรือ บัญญัติ – ของจริงที่มีอยู่ไม่จริง เช่น คำว่า หิวข้าว มีหลายภาษา hungry โต้วขุ่ง เอาภาษาใดไปใช้กับชาติอื่นจะไม่เข้าใจ
  • ปรมัตถ์ สภาวธรรม หรือ สภาพธรรม – ของจริงที่มีอยู่จริง เช่น ความรู้สึกหิวข้าว ไม่ว่าชาติภาษาใด ก็รู้สึกเหมือนกัน
  • การเจริญสมถะ มีบัญญัติเป็นอารมณ์
  • การเจริญวิปัสสนา มีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ (ไร้คำพูด)
  • ดังคำที่ท่านเจ้าคุณนรฯ กล่าวไว้ – ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง
  • รู้กายหรือรู้ใจนั้น จะรู้สิ่งที่โดดเด่น
  • การฝึกรู้สึกตัว ที่กาย-นิ่ง / เคลื่อนไหว ที่ใจ-พอใจ / ไม่พอใจ / เฉยๆ
  • สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งกับกายและใจ เกิดขึ้นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว (ไตรลักษณ์)
  • การเจริญสติจะก้าวหน้าเมื่อ 1.ถูกจริต-ถูกอัธยาศัย-ถนัด-ตื่นรู้ได้ง่าย-ไม่ตึงเครียด 2.ถูกทาง-เรียนรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ถูกต้อง 3.มีความต่อเนื่อง
  • ดีสามระดับ ดี ดีมาก ดีที่สุด ทำทุกดีให้ถึงพร้อม จะเข้าถึงวิปัสสนากุศล
  • ศีล (ความปรกติของจิต) คือ รากฐานของธรรมะทั้งปวง และเป็นพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์
  • การปฏิบัติธรรม คือ การเรียนรู้การทำงานของใจ

งานนี้นอกจากจะได้นก (ผู้เริ่มสนใจธรรมอย่างจริงจัง) มาเป็นเพื่อนฟังธรรมที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังได้รับแจกหนังสือ 5 เล่ม และซีดี+ดีวีดี 3 แผ่นจากอ.ธีรยุทธ เพื่อเสริมวัคซีนให้กับใจด้วย ขออนุโมทนา สาธุกับทุกท่านที่มีส่วนในงานบุญครั้งนี้กันถ้วนหน้าค่ะ

กันยา ณ เดือนเก้า
08/03/54